Get Adobe Flash player

ชะตาชีวิต..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

แม้ว่าจะอยู่ประเทศไหนในโลก ที่มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย”หรืออ้างว่าเป็น “ระบอบประชาธิปไตย” เต็มใบหรือครึ่งใบก็ตาม

จะเต็มใบจะครึ่งจะค่อนใบ หรือเสี้ยวเดียว ก็ต้องมีกฏเกณฑ์ ที่ใช้ในการปกครอง เรียกว่า “กฏหมาย” (ถ้ายังไม่พึงพอใจ จะเอาสระอา..ออกไปจากคำว่ากฎหมายก็ตาม) พลเมืองที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่ว่าจะมีเชื้อสายใด ทุกๆ ชีวิต ของพลเมือง ย่อมจะต้องมีความเท่าเทียมกัน “ทางกฏหมาย” ด้วยกันรูปทุกนาม (ยกเว้นกฏบางข้อที่ต้องใช้กับคนต่างด้าว เช่นการเนรเทศ เป็นต้น)

                แต่ยังมีอีกหลายๆ ประเทศที่เรียกกันว่า “ล้าหลัง”  อีกมากมายหลากหลาย ประเทศที่ยังใช้ “กฏกู” กันอยู่แทนกฏหมาย ด้วยการกระทำเรียกว่า “เลือกที่รักมักที่ชัง” ส่วนใหญ่ประเทศเหล่านั้น ถูกเรียกว่า “ประเทศด้อยพัฒนา” ผู้นำประเทศ คิดว่าพวกเขาสามารถจะกุมอำนาจรัฐไว้ตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นผู้นำมาจากทางตรง หรือ ทางอ้อม ก็ตาม ทางตรงคือมาจากการออกเสียงเลือกตั้งให้ประชาชนเลือกผู้นำเอง ได้ผู้บริหารประเทศมาจาก “พรรคการเมือง” ที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ เจะพูดว่ามาจากเสียงของประชาชน ก็พอจะรับฟังได้  ส่วนผู้ที่มา “ทางอ้อม” คือ ผู้ที่ถืออำนาจบาทใหญ่  (คือบาทา)  เป็นฝ่ายปกครองประชาชน จากอำนาจที่ “ยึดมาได้” ด้วยกำลังและพวกมากลากไปจากประชาชนมือเปล่า  เมื่อสู้ไม่ได้เลยคิกันว่า “แพ้เป็นพระ..ชนะเป็นเณร” ปล่อยให้เลย..ตามเลย”(เสียจนเคยตัว)  ไม่คิดจะสู้ยิบตาเรียกว่า “ตาต่อตา..ฟันต่อฟัน”  คือ ไม่ขัดขวางความเถื่อนถ่อย แย่งชิงบ้านชิงเมืองกัน เหมือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคโบร่ำโบราณ  ล้าหลัง ดิบ เถื่อน ถ่อย เกินไป ไม่ต่างจากการกระทำที่เรียกว่า  “ป่าเถื่อน” ในยุคที่ผ่านๆ มานานนักหนา เกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราแล้ว มาใช้อีกครั้ง เหมือนคำพูดว่าแพ้ชนะกันด้วยพลัง “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” (มีอาวุธปืนอยู่ในมือ)  อย่างที่ผ่านๆ มาแล้วในอดีต

ไซแอม (ดินแดนสยาม) ดั้งเดิม เปลี่ยนชื่อมาเป็นไทย ไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไร ถ้าเปลี่ยนชื่อเป็น “ไท” ที่หมายความเป็นอิสระไม่ขึ้นกับใคร ก็เลยไม่แคร์ใคร จะกล่าวหาเคยเป็นขี้ข้า “มะริกา” ก็ว่ากัน ยังๆไง..ยังไง  (ให้เหนียงยานไปมากกว่านี้) เถียงไม่ขึ้นเลยไม่อยากจะเถียง   ในยุคนี้ (ทั้งคุณทั้งผม ยังมีลมหายใจกันอยู่) ดูชาวประชาแบ่งแยกเป็นกลุ่มเป็นก้อน หลายกลุ่มและหลายๆ ก้อนผ่านมาหลายยุคหลายสมัยแล้วก็ตาม  สยามประเทศ (หรือไซแอม) มี  “เอกราช” มาช้านาน (ไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของใครยังชักธงไทย (มีชื่อเท่ห์ๆ ธงไตรรงค์ คือธงสามสี ยังดูสง่างามอยู่ แม้ประชาชนจะแปลกแยก กันไปเป็นกลุ่มมั่งเป็นก้อนมั่งอยู่บ้างบางยุคบางสมัย(เขาแปลกันว่า ประชาธิปไตย คือตัวใครตัวมัน ..(มือใครยาวสาวได้สาวเอา) พูดได้ว่า ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มใบก็ตาม  เราก็พัฒนากันไปอย่างไทยๆ ทำเป็นว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้ว (อย่างช้าๆ ตามจังหวะสโลว์) ก็ย่อมได้ แม้ว่าจะล่าช้าไปบ้างแต่ไม่เคยถูกคาดหน้าตราชื่อว่า เป็นประเทศล้าหลัง (เต่าล้านปี) ที่พัฒนาสืบสายเลือดกันมา (เข้าใจกันว่าชาวไทยส่วนใหญ่เป็นลูกผสม ไทย-จีน)

                ทุกวันนี้ประเทศต่างๆ อยู่ห่างไกลจาก “ประเทศไทย” ชนต่างชาติทั้งหลายที่ยังไม่พัฒนา (เรียกตามใครก็ไม่รู้เรียกว่า “กะเหรี่ยง” คนหลังเขา ) ยังเข้าใจว่า เราคนไทย (ส่วนหนึ่งเป็นลูกผสมไทยจีน)  เรียกว่า  “ไชนิสต์” เข้าใจผิดอยู่อย่างนั้นมานาน มีคนบางประเทศบางส่วน ยังเข้าใจผิดว่า คนไทย คือ ไชนิสต์ หรือชื่อประเทศไทย ที่ชาวต่างชาติ (ที่อยู่ห่างมากๆ กับประเทศไทย ชื่อ  “ไทยแลนด์” ยังสับสนกันว่าเป็นเมืองขึ้นของ “ไชน่า” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร อยากจะเดาว่าทุกวันนี้ “สาวไทยตาชั้นเดียว”มีมากขึ้นๆ หน้าตาคล้ายๆ กับ “ไชนีสต์” พันธุ์แท้ที่มีอยู่มากมายทั่วโลก แม้กระทั่งในเนื้อเพลงไทยเพลงหนึ่งยังรำพึงรำพันถึง “สาวไทยตาชั้นเดียว” มีเนื้อร้องและทำนองเพลง น่าฟัง มีบางประโยคออดอ้อนว่า “หมวยจ๋า..อย่านึกรังกียจเลยหนา..ว่าพี่นี้เป็นคนไทย..เตี่ยเองก็นั่นปะไร ..อาม้าใช่ใคร เป็นคนไทยเหมือนกัน..” หมายถึง “ความสนิทสนมกลมเกียวกันกับ “ไทยแท้” ที่กลายเป็น “พ่อพันธุ์”(ตาสองชั้น) หนุ่มไทยสมัยใหม่ไม่รีรอที่จะหา สาว พันธุ์ตาหยี มาเป็นภรรยาเพราะสาวสายพันธุ์นั้นมีผิวขาวเนียนเป็นยองใย เมื่อมีเชื้อขาวผ่องเป็นยองใย ผสมกับหนุ่มพันธุ์ไทย (พันธุ์สีน้ำตาลเข้ม) มันก็จะมีความเท่ห์มีเสน่ห์   “ลูกสาวที่เกิดมาโตขึ้นจะเป็น “สาวสวย” งดงามมากชนิดเรียกกันว่า “หาที่ติไม่ได้” เช่นเดียวกับ ลูกครึ่งไทย-จีน ทั่วๆไป

สาวลูกผสม (พันธุ์เอเซีย) ที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกัน คือ ไทยกับจีน ถ้าเด็กคลอดมาเป็นเพศหญิง ส่วนใหญ่จะ เป็นลูกครึ่งสวย “เด็ดขาดบาดตาบาดใจ” มีมากขึ้นเรื่อยๆ สาวๆ ที่มี “เชื้อสายจีนไทยหรือไทยจีน”   เกิดในเมืองไทยส่วนใหญ่ เอนเอียงมาทางประเพณีไทยมีมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าพันธุ์แท้ๆไม่ว่าจะเป็นไทย –จีน , จีน-ไทย จะถูกกลืนสายพันธุ์ (แท้) ออกไปเรื่อยๆ ดูได้ในวันและเวลานี้ “ผู้บริหารประเทศไทย” จะมีผู้ที่มีชื่อเสียงทางสังคม และธุรกิจ บิดามีเลือดเนื้อเชื้อไข “จีน” แต่ลูกๆ จนถึงหลานๆ  ลองเอ่ยชื่อนักการเมืองไทยดัง ๆ ที่มีมากมาย เป็นลูกผสมไทยจีน หรือไม่ก็ลูกครึ่งผสม จีนไทย ที่มีนามสกุลเป็นไทยๆ กันเกือบร้อยทั้งร้อย ส่วนใหญ่จะมี “แซ่” แซ่เบ๊..แซ่ลี้.. แซ่เตียว.. เป็นต้น

ลองไล่เลียงชื่อเสียงของนักการเมือง และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของประเทศไทย.. ระดับผู้บริหาร เห็นนามสกุลเท่านั้นชัดเจนไม่ต้องมองหน้าค่าตา.. จะบอกให้ก็ได้ว่า เป็น “ไทยเชื้อสายจีน” แทบจะบอกว่า มองแค่หน้าก็รู้ว่า..ใครเป็นใคร         

            เพราะฉะนั้นจึงจะพูดได้ว่า “จีนกับไทย”หรือ “ไทยกับจีน”..เป็นพี่น้องกันตามสายพันธุ์ (ผสม) จากชาติกำเนิด.. ก็ว่าได้..

            ในรัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัย มีรัฐบาลผสม เลือดเนื้อเชื้อไข เป็นไทย-จีน หรือ จีน-ไทย  เช่นเดียวกับพรรคการเมืองผสมผสมกันหลายพรรค ตั้งขึ้นมาเป็นรัฐบาล

สมัยหนึ่งรัฐบาลไทยมี.. นายกรัฐมนตรี ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง ชื่อ ทักษิณ ชินวัตรป็นลูกครึ่งไทย-จีน หรือ “จีน-ไทย” ไม่แน่ใจ (แต่มีเชื้อสายผสม ไทย จีน อย่างแน่นอน)  เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงชื่อเสียงติดปากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แม้ว่ากาลเวลาจะเลยไปกว่า สิบกว่าปีที่ผ่านมา เขายังเป็นบุคคล ที่เคยเป็น นายกรัฐมนตรี..ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง คนหนึ่งของประเทศไทย ชื่อของเขายังถือว่ายังสดใส อยู่ในใจประชาชนเสมอ ? (คิดและเชื่อความจริงกันหน่อย)

                ส่วน  ชินวัตร น้องสาวของ ทักษิณ  คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถูก “ไล่ออก”  (ด้วยการปฎิวัติ) หัวหน้าคณะปฎิวัติ (คสช.) คือประยุทธ จันทร์โอชา เข้ามานั่งเก้าอี้นายกฯ แทน จนถึงปัจจุบัน    

อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีบุคคลิก “สง่างาม”มาดดี เป็นคนที่เร้าใจทำให้ประชาชนหลงไหลลุ่มหลง แล้วลงเอยที่ว่า ประชาชน “ลุ่มหลง” ไปทั้งประเทศ (รวมทั้งตัวเกล้ากระผมเองด้วยขอตามแห่ไปด้วยอีกคน) “สวยจริง..สวยจริง..สวยจริง”  กล่าวขานชื่อเธอเสียงเรียงนามของเธอด้วยความยกย่องอย่างยิ่งว่า “สาวสวยหมวยปู” มีคำนำหน้าก่อนที่จะเรียกเธอว่า “ปู”  เคยเรียกเธอว่า “สาวสวย” ต่อด้วย “หมวยปู”ที่ เอามารวมกันเป็น “หมวยปู” ด้วยความยกย่อง ทั้งความ ทั้งหน้าตากริยาท่าทาง ทั้งมีความรู้ความสามารถ เรียนจบปริญญาตรี ที่เมืองไทย จบปริญญาโท ที่อเมริกา

                จะมีใครที่ไหนอีก..ที่ไม่ชอบหรือไม่เชื่อถือ คุณสมบัติที่เธอมี ก่อนหน้านั้นเธอเป็นผู้บริหารงานธุรกิจ มาก่อน  จนประสบผลสำเร็จมาแล้ว “อู้ฟู่” เรื่องความร่ำรวยอยู่แล้ว

                ด้วยความแข็งแกร่งที่มีอยูจิตใจ มีความมั่นใจในตัวเองสูง เมื่อ พี่ชาย คือ ทักษิณ ชินวัตร ถูกพายุการเมือง คลื่นลูกใหญ่ ถาโถมโจมตีจน ทนนั่งเก้าอี้ นายกฯ อีกต่อไปไม่ไหว บ้าย..บาย.ไปก่อน  คนที่เป็นน้องสาว จึงเข้ามากู้ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล เข้ามาเล่นการเมือง (ด้วยการเลือกตั้ง)  เป็นส.ส. ได้รับการแต่งตั้งในสภาฯ อย่างท่วมท้น ในตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดจะเล่นการเมืองมาก่อน

            ด้วยความสวยเป็นต่อ พ่วงด้วย ความสามารถ ในการบริหารธุรกิจประสบความสำเร็จมาก่อน และเมื่อมาบริหารการเมือง ก็พาประเทศไปได้สวย..กว่าที่คิด..

                เธอก็ยังเป็นหนึ่งจัดอยู่หัวแถว ในกระบวนผู้บริหารงาน คือ รัฐบาล ในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ..(อย่างไม่มีความด่างพร้อย เพราะประชาชนเป็นผู้เลือกเข้ามา) งานที่เธอบริหารอยู่ ไปได้ราบรื่น แต่ทว่า..ถูกจี้ออกให้ลงจากเก้าอี้นายกฯ  ที่มาตามระบอบประชาธิปไตย

            วันนี้ เธอถูกคลื่นการเมือง  “ตามล้าง” (ไม่รู้ว่าจะตามเช็ด ด้วยรึปล่าว) ไม่ต่างจากพี่ชาย ถึงขนาดตามล้างตามล่า จะฆ่า (ชื่อเสียง) ให้ “ตายตก” ไปตามพี่ชายที่ “หนีตาย”ไปอยู่ มะริกา เป็นคำสั่งของใครหรือ? ให้ตามล้างตามผลาญ “หมวยปู”หนึ่งในตระกูล “ชินวัตร” ให้ต้องมารับกรรมแทนพี่ชายด้วย

อย่าเพิ่งท้อแท้ใจ..เก็บเนื้อเก็บตัวไว้ให้ดี..ให้ผ่าน มารผจญ.ไปให้ได้เสียก่อน.. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เธอจะได้เป็น “วีรสตรี” คนแรกในยุคสมัย..

กรุงรัตนโกสินทร์..นี่ละ....ถ้าเทวดาฟ้าดินไม่โหด..จนเกินไปนัก..