Get Adobe Flash player

ประวัติศาสตร์ที่ทหารควรรู้ ... โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 (เอาเรื่องที่ลงคอลัมน์ชาติเชื้อ ชนบท เขียนไว้เมื่อวันที่  5 กันยายน 2554   สองปีที่ผ่านไป  ดูๆ ก็ยังใหม่ ๆ อยู่ ??? )

 

                คนไม่กลัวตาย มักจะไม่ตาย แต่คน “กลัวตาย” มักจะตายจริงๆ   ทุกวันนี้คนที่ “กลัวตายจริงๆ” พยายามจะหนีความตายจากการเกิดเป็นรัฐบาลเมื่อไม่นานมานี้เอง  “กำลังกลัวตาย” กลัวว่า ทหารและประชาชนจะร่วมมือร่วมใจกัน บังคับให้เดินแก้ผ้าประจานกลางถนน ฐานตลบแตลงหลอกลวงประชาชนมาตลอดเวลาที่หาเสียงในการเลือกตั้งว่า จะแก้ไขเศรษฐกิจ แก้ไขความลำบากยากจนให้ประชาชนก่อนเรื่องอื่น และการปรองดอง “แก้ไข..ไม่แก้แค้น” การพูดกับการกระทำกำลังเดินสวนทางกันให้เห็นจากขาวเป็นดำ  ที่เห็นชัดถนัดตา เพียงการยึดอำนาจรัฐเท่านั้น

                 ไม่เหมือนสัญญามอมเมาหาเสียงกับประชาชนจนงมงายมอมแมม ไม่เฉพาะอยู่ในกลุ่มเสื้อแดงรากหญ้า  ตาสีตาสา ยายมา ยายเพิ้ง พากันเชื่ออย่างงมงาย แต่หมายถึงประชาชนคนยากคนจนผู้ด้อยโอกาสที่มีอยู่ “ค่อนประเทศ” เห็นว่า “ถูกรัฐบาลเพื่อไทย” เบี้ยวเอาซึ่งๆ หน้า ไม่ว่า จะเป็น ค่าแรงงานขั้นต่ำ หรือ จบปริญญาตรี เงินเดือนเริ่มจาก 1500 บาท กระตือรือล้น จะขอเอา “นิรโทษกรรม” ให้ ทักษิณ ชินวัตร ให้ได้ก่อนอย่างรีบด่วน ขนพรรคพวกเข้ามาเป็นข้าราชการการเมือง เป็นฐานกินทุกอย่าง กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว กินดะฉะแหลก “แด๊กสส์” ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

                เรียนประวัติศาสตร์การเมืองที่ พี่ชาย โยนมาให้เรียนประวัติศาสตร์ “เขมร” ให้ศึกษาเป็นพื้นฐาน เพราะอะไรหรือ ก็ เพราะว่า “พี่ชายนางยกปู” จะทำงานใหญ่ เปลี่ยนประเทศไทย ให้เป็น รัฐไทยใหม่ ให้ได้เดินตามรอยตีนของฮุนเซ็น  (พูดให้ชัดๆ ไปเลยว่าอยากจะเปลี่ยนประเทศไทย ให้เป็น “ราชอาณณาจักรสมเด็จทักษิณฯ” เสียเลยก็ว่ามา)  ไหนๆ ก็มีกองกำลัง เสื้อแดง ของ “จอมพล. จตุพร พรหมพันธ์” คนที่ไม่ต้องมียศทางทหาร แต่มีความสามารถฉลาดแกมโกง จะตั้งให้เป็น จอมพลได้ หลังจากที่โอดโอยตะโกนลั่นเสียงสั่นโวยวายว่าอยากจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยสร้างผลงานมาแล้ว เมื่อนำกอง ทัพเสื้อแดงแดง “ ขย่มประเทศไท” จนผู้คนเสียขวัญ ได้แล้ว ต่อจากนี้จะแข็งแรงมากขึ้น เพราะ นายพลเสื้อแดงตุ๊ดตู่ เชื่อว่า จะต้องมีการรบ “ชิงประเทศไทย” กัน ระหว่างกลุ่มแดงหลักการจริงๆ สหายใหญ่ กีบพรรคพวกที่นั่งวางแผนให้ ทักษิณ อยู่ ณ วันนี้ บนตึกใหญ่ กลางใจเมือง กับกำลังของขี้ข้า “คนหน้าเหลี่ยม สิบแปดคม” ที่มี ร.ต.อ. เฉิ่ม   ณ บางบอน ที่กำลังผยองผองขน ฆ่าทุกคนที่ขวางทางหน้า เป็นเรื่องอื้อฉาวอยู่ตลอดมา ในรัฐบาล “นางยกฯ”  หุ่นเชิดของคนหน้าเหลี่ยม

                ขยายกองโจรหมู่บ้านเสื้อแดง ให้เป็นไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว รวมทั้งให้ ตำรวจมะเขือเทศ เคยร่วมมือร่วมรบกับมวลชนคนเสื้อแดงมา คือ สิ่งที่ รองฯเฉิ่ม ณ บางบอน กำลังทำอยู่.. ในเวลาเดียวกันต้องเปลี่ยนตัวปลัดในกระทรวงมหาดไทยเสียก่อน เพราะปลัดกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ “โยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด (พ่อเมือง) เอง พร้อมกับนายอำเภอ ที่จะเข้ามาควบคุม “ทหารหมู่บ้านแดง”  ติดอาวุธไว้ทุกหมู่บ้านเริ่มจากภาคอีสานเป็นด่านแรก... ( ทหารถอยออกไปตั้งหลักไกลสุดกู่ไปแล้ว)

                ทั้งนั้นและทั้งนี้ ..ก็ยังมีการหยั่งท่าทีกับ  “ทหารไทย” ว่าจะมีปฎิกริยาอย่างไรในการ “ขอนิรโทษกรรม” ให้กับ ทักษิณ ชินวัตร เป็นการ “ยื่นคำขาดไปถึงเบื้องบน” หรือไม่? ถ้าไม่ได้จะใช้ “ มวลชนหมู่บ้านแดง” บุกประท้วงถึงใจกลางเมืองหลวง โดยถือว่า มาอย่างม๊อบ เข้ามาชุมนุม “เผาเมืองม้วนเดียวจบ” (ยุบหน่วอยดับเพลิงไปได้ก่อนจะดียิ่งขึ้น)

                วันนั้นเราจะเห็น ข้าราชการตำรวจไทย และข้าราชการทหารไทย ส่วนหนึ่ง แต่งเครื่องแบบทหารและตำรวจชุดเดิม แค่เตรียมเปลี่ยนสีใหม่สดใสแดงแจ๋  ทุกเหล่าทัพ บก เรือ  อากาศ และตำรวจ จะใช้ชุด “สีแดง”  คล้ายๆ กัน เพื่อไม่ให้ต้องรบกันเอง แยกคนไทยออกเป็นสองฝ่าย “ฆ่าากันตาย” โดยไร้สำนึกว่า เป็นคนไทยพี่น้องเผ่าเดียวกัน หรือว่าเดี๋ยวนี่เป็น “พี่น้องคนละเผ่า” เข้ามามีอำนาจไม่ถือว่า เป็นคนไทยด้วยกัน ทั้งๆ ที่เคยอยู่กินร่วมแผ่นดินเดียวกัน

                จากประวัติศสาตร์ที่เป็น“พิมพ์เขียวให้กับ ทักษิณ ชินวัตร  คือ “ฮุนเซน” เป็นรากเง่างอกงามอยู่ในสมองของเขา  แม้ว แซ่คู มาจากไหน..วันนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ควรรู้เสียแล้ว รู้กันไว้กันลืม ก่อนสมบัติของประเทศไทยจะตกไปในมือของ “ชินวงษ์” ตามความมุ่งหมาย เป็นทางเดินทางสายเดียวกับ “ฮุนเซน” แห่งเขมร สมบัติของประเทศกัมพูชา คือสมบัติส่วนตัวของ “สมเด็จฮุนเซน” ลิดรอนสิทธิอำนาจกษัตริย์ ให้อยู่ในกรอบการบริหารราชอาณาจักรมาอยู่ในมือของ ฮุนเซน เพียงคนเดียว ตีตัวเสมอเจ้าเท่าเทียมกันแล้ว ชื่อเต็มๆ ของ ฮุนเซน อดีตชาวไร่ชาวนาทหารป่าบ้านนอก มาเป็น “สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน” แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ณ  เวลาปัจจุบัน

                ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกัมพูชา  ในการเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาซึ่งมีขึ้น เมื่อ 27  ก.ค.51  ปรากฏว่า พรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP(Cambodian People’s Party) ของฮุนเซน ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากชาวเขมร 91 เสียง จากที่นั่งในสภาที่มีอยู่ทั้งหมด 123  เสียง นั่นหมายถึง การที่พรรค CPP จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ (เหมือนพรรคเพื่อไทยในวันนี้)  
                ฮุนเซน เกิดเมื่อ  4 เม.ย.2494 ที่ อ.สตึงเตรง จ.กัมปงจาม ปัจจุบันอายุ 56 ปี มีภริยาชื่อ นางบุน ซัมเฮียง (บุน รานี)  เป็นชาวเวียดนาม มีลูก 6 คน เป็น ชาย 3 และ หญิง 3 ลูกชายคนโตชื่อ ฮุน มาเน็ท จบจากเวสท์ปอยต์/สหรัฐฯ เมื่อปี 2542...

                ฮุนเซน มีสัญชาติและเชื้อชาติเขมร (ผสมญวน) การศึกษาสูงสุด จบปริญญาเอกสาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (อาจจะจบมาคล้ายๆ กับ เฉลิม อยู่บำรุง) ด้วยเหตุนี้ จึงพูดภาษาเวียดนามได้เป็นอย่างดี แต่พูดภาษาไทยกับอังกฤษได้นิดหน่อย (เฉลิมพูด เยส โน โอเค โคคา โคล่า ได้คล่อง)  ฮุนเซนพูดภาษาไทยได้ ทั้งยัง ชอบประเทศไทย ชอบดาราละครไทย โดยเฉพาะน้องกบ สุวนันท์ คงยิ่ง (บ้าดาราเช่นเดียวกับคนมีชื่อ ออกเสียงคล้ายแมว..แม่ว..แม้ว ..แหมว)

                ฮุน เซน เป็นคนมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก ดื้อรั้น ฉลาด พูดเก่ง สูบบุหรี่วันละ 2 ซอง (40 มวน) ยี่ห้อ 555 รักครอบครัวและเชื่อฟังภริยา (กลัวเมียนั่นเอง แม้จะไม่ดุเท่า กับ นางพจมณี  ณ ป้อมปราบ) ) แต่เจ้าชู้มากที่สุด (สงสัยว่าจะสู้สามีนอกสมรสของ ปูนิ่ม ได้อะปล่าว)  ตีกอล์ฟ (หลุม 19) เก่งมาก แฮนดิแค็บอยู่ที่ 15 ซึ่งเป็น International Handicap ที่สากลให้การยอมรับด้วย 

                รัฐบาลกัมพูชาได้เผยแพร่เอกสาร แผ่นปลิว และส่ง sms เป็นภาษาอังกฤษ ไปตามโทรศัพท์มือถือของพ่อค้า แม่ค้า ชาวเขมรที่ทำการค้าอยู่ตามตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และบ่อนคาสิโนของชาวเขมรระบุว่า “หากท่านรักชาติเขมร ขอให้งดใช้และงดซื้อสินค้าทุกชนิดที่เป็นของไทย ขอให้ชาวเขมรรักกัน และอย่าให้คนไทยดูถูกชาวเขมรอีกต่อไป”


                 ย้อนไปถึง กษัตริย์สีหนุ ทรงประกาศสละราชบัลลังก์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม อ้างปัญหาสุขภาพและอาการป่วยที่ช่องท้อง ว่าพระองค์แก่เกินไป สำหรับการเป็นกษัตริย์ แม้พระองค์จะเคยใช้การสละราชสมบัติ เป็นอุบายแสดงความไม่พอใจของพระองค์ ต่อนักการเมือง ที่เอาแต่ทะเลาเบาะแว้ง แก่งแย่งกันเองอยู่เสมอ ๆ แต่นักสังเกตการณ์จำนวนมาก ก็เชื่อว่า การสละราชสมบัติ เป็นไปเพื่อช่วยให้พระองค์ ได้มีสิทธิเสียงในการกำหนดองค์รัชทายาทได้ เพราะหากพระองค์แก่มากกว่านี้ หรือสวรรคตไป ระบอบกษัตริย์อาจสาบสูญไปได้ เพราะปัจจัยการเมือง และความทะเยอทะยานของนายกรัฐมนตรีฮุนเซน

                แม้ตามรัฐธรรมนูญ กษัตริย์สีหนุจะไม่สามารถกำหนดองค์รัชทายาทได้โดยตรง แต่พระองค์ก็สามารถส่งอิทธิพล ไปถึงคณะองคมนตรีทั้ง 9 ซึ่งประกอบด้วยพระเถระชั้นผู้ใหญ่ นักการเมืองระดับสูง รวมทั้งนายก ฯ ฮุนเซน ให้เฟ้นหาองค์รัชทายาทได้ และในที่สุด ด้วยการเสนอแนะของคณะองคมนตรี รัฐสภาแห่งชาติก็ได้อนุมัติไปตามนั้น กระนั้นก็ตาม รัฐธรรมนูญกัมพูชาก็ไม่ได้พูดถึง กรณีที่กษัตริย์ทรงสละราชบัลลังก์ ตรง ๆ มาตราที่เขียนไว้ชัดเจน ก็มีแต่ว่า กรณีที่กษัตริย์เสด็จสวรรคตเท่านั้น นี่อาจจะถือเป็นข้อจำกัดของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่สายตาไม่กว้างไกล ไม่สามารถครอบคลุมความเป็นไปได้ด้านอื่น ๆ แต่สำหรับกัมพูชา ที่มีการอ้างรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง สิ่งนี้ก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญขึ้นมาได้ในอนาคต

                มีเสียงลือว่า นายก ฯ ฮุนเซน ไม่พอใจอย่างมาก ต่อการที่กษัตริย์สีหนุสละราชสมบัติ เขารีบตัดการเยือนกรุงฮานอย แล้วเดินทางกลับกัมพูชา มาจัดการเรื่องนี้อย่างกะทันหัน ทั้ง ๆ ที่ว่ากันว่า เขาใช้ข้ออ้างการไปฮานอย เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะต้องไปกล่าวสุนทรพจน์  (รมต.ต่างประเทศของไทยในปัจจุบัน พูดภาษาอังกฤษ ไม่ดีไปกว่า เฉลิม อยู่บำรุง มากนัก) ในที่ประชุมใหญ่ สหประชาชาติที่นิวยอร์ค แม้ในตอนนี้ ฮุนเซนจะเห็นชอบให้เจ้าสีหมณี ขึ้นมาแทนพระราชบิดา แต่หากสิ้นบุญเจ้าสีหนุไปเมื่อใด เขาก็อาจจะยกเอาเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ ขึ้นมาอ้างก็ได้

                ที่ผ่านมา สส.ฝ่ายค้าน กัมพูชาพยายามจะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ  (เสื้อแดงไทยพยายามจะแก้มาตรา  112 รัฐธรรมนูญไทย) ให้ครอบคลุมการสละราชสมบัติของกษัตริย์ด้วย แต่ขอเสนอขอแก้ไข ที่เคยได้รับความเห็นชอบจากเจ้ารณฤทธิ์(พระเชษฐาต่างมารดา ของเจ้าสีหมณี) หัวหน้าพรรคฟุนซินเปค นิยมกษัตริย์ถูกพรรคประชาชน (ซีพีพี) ของฮุนเซนขัดขวาง โดยอ้างว่า หากแก้ไขไปตามนั้นแล้ว พรรคฝ่ายค้านก็จะใช้เป็นช่องทาง กดดันให้กษัตริย์สละราชสมบัติได้

                กล่าวขวัญกันทั่วไปว่า ฮุนเซนต้องการขจัดระบบกษัตริย์ ออกไปจากประเทศ ซึ่งเท่ากับกำจัดภัยคุกคามอำนาจของเขา ที่ปรารถนาจะเป็นนายก ฯ ต่อไปอีก 50 ปี (ทักษิณ ชินวัตร แก่กว่าอาจจะตายก่อน)  ฮุนเซนเกิดปี 1952 นอกจากนั้น ยังจะสามารถใช้เป็นข้ออ้าง ในกรณีที่เจ้าสีหมณี กลายเป็นตัวปัญหาขึ้นมาในอนาคต โดยอ้างว่า การสืบทอดราชบัลลังก์ไม่ถูกต้อง เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุให้กษัตริย์ สามารถสละราชสมบัติได้ เพราะเขาเคยใช้ช่องว่างของรัฐธรรมนูญมาหลายครั้งแล้ว ตัวอย่างเช่น รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ตั้งขึ้นอย่างมีเลศนัยมากที่สุด จนกษัตริย์สีหนุเคยประท้วงมาจากเกาหลีเหนือ

                ขณะที่ดูเหมือนว่าฮุนเซน จะทำทุกวิถีทางที่จะบั่นทอนอำนาจของระบอบกษัตริย์ และปราบปรามพรรคเอสอาร์พี ขณะที่เจ้ารณฤทธิ์ยังสนุกอยู่กับการทำเงิน จากการร่วมรัฐบาล เจ้าสีหมณีก็ดูจะเป็นตัวแปรที่สำคัญขึ้นมาในภาพ ทัศนะทางการเมืองของพระองค์ เป็นที่รู้จักกันน้อยมากนอกจากว่า พระองค์อยู่นอกวงการเมืองมาโดยตลอด  เป็นไปได้ที่เจ้าสีหนุ จะสร้างสีสันและถวายคำแนะนำ ต่อทัศนะของกษัตริย์องค์ใหม่บ้างในระยะยาว

                เจ้าสีหนุเคยแสดงอิทธิพล ผ่านทางการวิจารณ์ในเวบไซต์ บริภาษพวกนักการเมืองจากทุกพรรค และไม่พอพระทัยกับการที่ประชาธิปไตยในประเทศ ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไป แต่การที่วางเฉยกับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นสิ่งที่ไม่อาจเพิกเฉยได้

                ขณะเดียวกัน เจ้าสีหมณี พระองค์จะต้องระวังอย่างมาก เพราะฮุนเซนจะต้องทำทุกวิถีทาง ที่จะบั่นทอนอำนาจของกษัตริย์พระองค์ใหม่ องค์นี้  (ทักษิณสนิทสนมฮุนเซ็นมานาน คบคิดเรื่องเศรษฐกิจร่วมกัน เป็นเรื่องน่า..น่าเกลียด..น่ากลัว.)

                ประวัติศาสตร์ ถือว่าเป็นกงเกวียนกงกรรมดินติดล้อ..ล้อติดดิน.. ประวัติศาสตร์ มีทั้งด้านดี และด้านชั่วร้าย..

                ประวัติศาสตร์ไทยทุกยุคทุกสมัย  เมื่อประเทศชาติกำลังเข้าตาจน ..ถึงทางตัน..หาทางออกไม่ได้ ...................

                 เราจะเห็นทหารเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ไว้ได้เสมอ..(ไม่จริงมั้ง) แต่ ณ เวลานี้ยังสงสัยกันอยู่..

 

                ป.ล. เหตุการณ์ปฎิวัติในประเทศไทย ที่เห็นๆ มาจากประวัติศาสตร์ว่า “ทหารเป็นรั้วของชาติ”

 แต่ถึงเวลา “สวนสนาม”(จริงๆ) กลับเห็นทหารอยู่ในกรมกองเงียบกริบ.. “เลิกจัดขบวนสวนสนามกันแล้ว..หรือไร”

  เหมือนถูก “ตอกย้ำ” ว่า ทหารคือกลุ่มใหญ่ของ “ไทยเฉย” ฟังไว้สักหน่อยว่า

“ชาติประเทศเหมือนชีวา..ราชประชาเหมือนร่างกาย ถ้าชีวิตมลาย..ร่างการก็เป็นปฎิกูล”

                 ขอก้มหน้าเอ่ยคำว่า “สวัสดี..ขอรับครับผม” สวัสดี..ขอรับ..ประเทศไทย” ............