Get Adobe Flash player

ถ้าถล่มกองทัพลงได้ ..สบายแม้ว.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

                ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 56  สังคมออนไลน์ในประเทศไทย ตื่นตัวขึ้นมาด้วยความหวั่นไหว จากเสียงบันทึกเทปลึกลับ จากคู่สนทนาสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว ในเมืองไทย จนถึงวันนี้  เสียงคล้ายคู่สนทนาระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร กับ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหม พล.อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา  เรื่องใหญ่ในระหว่างคุยกันเป็นการวางแผนยึด “กองทัพไทย” ทั้ง บก  เรื อ อากาศ  เป็นช่องทางยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แสงสว่างสาดส่องผ่านตลอดเห็นได้ชัดเจน ในเรื่องนิรโทษกรรม ที่จะเดินหน้าผ่านที่ประชุมสภากลาโหมพร้อมกับจำจักฆ่าเพื่อนรัก “สุกำพล สุวรรณทัต” ให้ตักษัย เด้งหลุดจากกลาโหมไป พร้อมๆ กับ ฉลาม อยู่บางบอน คนขี้คุยเกินราคา จากตำแหน่งรองนายกฯ คุมสำนักงานตำรวจ  ไปแขวนไว้ในกระทรวง “แรงงาน” เกรดซี เป็นการสั่งสอนอย่างเจ็บปวด จากเคยเป็นมือสอง รองจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

                จะเหมาะสมอย่างไร หรือไม่ กับการให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเป็น รัฐมนตรีกลาโหม คำถามคาใจของคนไทยทั่วๆ ไป ว่า  ทำไมต้องให้  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งถ่างขา ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกลาโหม ควบกับ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ทั้งๆ ที่ เก้าอี้นายกรัฐมนตรีตัวเดียว สามารถ “ล้วงลูก”  จากรัฐมนตรีได้ทุกกระทรวง  แต่การที่ให้ “นาง” นั่งคร่อมถ่างขา ขาข้างหนึ่งพาดไว้ที่เก้าอี้ นายกรัฐมนตรี อีกข้างหนึ่งถ่างไปพาดเอาไว้ที่เก้าอี้ รมต.กลาโหม พร้อมๆ กันไป หรือเห็นว่า ถ้านั่ง “ไขว่ห้าง”อยู่บน เก้าอี้ตัวเดียว ไม่สบายทั้งกายและใจ เลยต้องออกแบบให้ ลากเอาเก้าอี้  (กลาโหม)  อีกตัวมาไว้พาดขาอีกข้าง ให้ “ลมพัดเย็น” เหมือนนั่งอยู่กลางแจ้ง  น่าจะ “ชื่นฉ่ำ” ทั้งกายและใจมากกว่า  นั่งไขว่ห้างหนีบขาอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียว

                คนทำงานหนักขนาดนั้น  ทำทั้งหน้าที่นายกรัฐมนตรีควบกับรัฐมนตรีว่าการกะทรวงกลาโหม จะไหวหรือ ไหวน่ะไหวแน่ เพราะที่กระทรวงกลาโหม ลากเอาทหารแก่ (นอกราชการ)  พล.อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา  มาแบกงานแทน ทำหน้าที่ ประสานงานกับ ตัวจริงเสียงจริง ถูกจับได้ไล่ทันว่าต่อสายคุยกันเรื่องลับ ๆ ต่างคนต่างปากคันจนปิดความลับไว้ไม่มิด

                ที่นั่นกระทรวงกลาโหมนั้น ไม่ใช่ว่าจะมีแค่ “ทหารที่ขายตัวขายใจ”ไปเสียหมดทุกตัวตน  การที่ผู้ช่วย รมต.กลาโหมคนใหม่ คุยเรื่องอะไรไว้กับ ทักษิณ ชินวัตร ผ่านหูใครบ้าง เห็นจะต้องพูดถึง “เสียงคล้าย ๆ” คนคุ้นเคย สองคนคุยกันทางโทรศัพท์ในเรื่องลับๆ ล่อไ ปิดไม่มิด เอาที่น่าสนใจสำหรับ “ประชาชนชาวไทยในสหรัฐฯ” โดยเฉพาะผู้ที่รู้ว่าลัทธิ “คอมมูน (คอมมิวนีสต์) บวกกับ “เผด็จการ” (แบบฮิตเลอร์) รวมกันเข้าเป็น “ระบอบทักษิณ” ว่า “โหด” อย่างไรที่จะมาพร้อมกับ “แดงทั้งแผ่นดิน” บริหารประเทศ ตามความอยากของ “พวกไพร่อยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”  ดูตัวอย่างรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพานิชย์  “ไพร่”   นัฐวุฒิ ใสเกื้อ  เสียก่อนว่า “มูมมาม” ขนาดนั้น “ตัวลูกพี่” จะมูมมามขนาดไหน..

                เสียงสนทนาคล้ายๆ เสียง พล.อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา กับเสียงคล้ายๆ ทักษิณ ชินวัตร  จาก “ลูกโอ๊ค” ยอมรับว่าแล้วเพราะดิ้นไม่หลุด  เมื่อ “นายโอคอ้าก”ออกมารับว่า เป็นเสียงของ “พ่อ” ตัวเอง  (ฝากถามนอกเรื่องหน่อยนะ “ลูกโอ๊ค” ว่า “ ใหม่ เจริญปุปะ” ตอนนี้หายตัวไปไหน ทำอะไรอยู่ อยู่ในเมืองไทย หรือว่าอยู่ที่ดูไบ..วานเตือนพ่อไว้สักหน่อยให้ ใช้ “ไวอะกร้า” น้อยๆ หน่อยเพราะยาโด๊ปตัวนั่น ไม่รับประกันว่า ถ้าใช้ไม่บันยะบันยังอาจ “หัวใจวาย” ได้ง่าย ๆ หรือไม่กล้า พูด จะขอให้อดีตภรรยาของพ่อ ที่เป็นแม่แท้ๆ ของ “ลูกโอ๊ค” ตักเตือนดึงหูดึงหางกันไว้บ้างได้หรือไม่

                เอาเรื่องทั้งสด ทั้งร้อน (คนไทย) น่าจะรู้..ฟังกันไว้บ้างว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปจากเรื่องที่เขาสนทนากัน จริงหรือไม่ ติดตามดูว่าจะ  เดินหน้าคว้าดาว ..หรือถอยหลังลงคลอง..มาเล่าเป็นเรื่องเตือนใจไว้ ตั้งชื่อเรื่องเอาเองเถิด มันเกินกว่าจะตั้งชื่อเรื่อง ให้ใกล้เคียงกับบทสนทนาจากเสียงคล้ายๆ  (บางท่อน) ข้างล่างนี้ ได้
               
เป็นการสนทนาของคน 2 คน ซึ่งชายคนที่ 1 เสียงคล้ายพล.อ.ยุทธศักดิ์ ขณะที่ชายคนที่ 2  เสียงคล้าย ทักษิณ ชินวัตร มีเนื้อหา จากเสียงคล้ายๆ เกือบเคลิ้มไปว่าเป็น ตัวจริงเสียงจริง แพร่หลายอยู่ในประเทศไทยทุกวันนี้ (บางตอน) มีอยู่ว่า

ชายคนที่ 1 - ...สร้างสถานการณ์ขึ้น เมื่อวานก็ทหารตายไปหลายคน (พูดถึงเรื่องผู้ก่อการร้ายภาคใต้)  บาดเจ็บสาหัสพันเอกนะ ไอ้พันเอกนี่เป็นลูกพี่ ทส.ผม มันโดน มันเป็นหน่วยสันติสุข มันไปเป็นหน่วยจิตวิทยานะครับ ไปดูเรื่องการสร้างสันติสุขในพื้นที่ มันก็ไม่คิดว่าจะโดน โดน 6 คนเลย เมื่อวาน โดนระเบิดครับ มันเอาระเบิดฝังไปในใต้ท่อ แต่ผมว่ามันไม่มี มันทำได้นะตอนนี้ เพราะว่าในความรู้สึกของผม ผมว่าเราเป็นต่ออยู่ ฝ่ายเรายังเป็นต่ออยู่ ไอ้ฝ่ายค้านนี่ หรือฝ่ายที่ต่อต้านมันไม่มี
      ไอ้ ผบ.สูงสุด ตอนแรกก็พูดกับท่านนายกฯ (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนนี้ก็เรียบร้อยละครับ มันก็มาพูดกับนายกฯ เมื่อวันพฤหัสฯ ตรงๆ ว่าเมื่อก่อนนี้ผมยังมีอะไรเกี่ยงงอนอยู่บ้าง
       ชายคนที่ 2 - (เสียงเบา) ใช่ๆ โทษที โทร.จิกใหญ่เลย คืออย่างนี้วันที่เกี่ยวกับเรื่องประเทศไทย คือผมกลัวมันจะไปโจมตีเรื่องมาเก๊า (บางเรื่องเคยพูดกันที่นั่น) ก่อนที่เราจะประกาศอะไร กลัวมันจะ พอดีมันมีขาใหญ่สำคัญลงไปหลายตังค์ช่วงนี้ ช่วยงานมาเป็นร้อยล้าน ช่วยงานที่มาเก๊า มันต้องย้ายมาที่นี้ ดีๆ ช่วยจัดการให้เลย ... ไม่มีเซอร์ไพรส์ เดี๋ยวๆ ผมให้จัดการ แต่ว่าเป็นอิทธิพรแน่นอน ...ไม่ไปฮะ ช่วงนี้เดินทาง ไม่มีเวลาเลย เดี๋ยวมาคราวหน้า ผมจะมา อาทิตย์หน้า ผมจะมา ผมจะกลับวันที่ 24 และวันที่ 1 ผมคิดว่า...?? (เสียงไม่ชัด)
        ชายคนที่ 1- ผบ.สูงสุดก็สารภาพตรงๆ กับนายกฯ ว่า ยังมีอะไรบางอย่างที่ยังค้างใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ผมสนับสนุนหมดทุกเรื่อง ผมก็ชื่นใจ พา ผบ.สูงสุดมาพบกับนายกฯ ได้เรื่องนี้ด้วย
       ชายคนที่ 2 - มันหูเบานะ ติดฟังเรื่องแม่ บ้าอะไร บ้าบอ
      ชายคนที่ 1- ครับตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจอะไรต่างๆ ผมก็พูดกับมันตรงๆ
      ชายคนที่ 2 - มีนักเรียนนายร้อยที่ไหน แม่งไม่จงรักภักดี ใช่มั้ย
      ชายคนที่ 1– ขอบคุณครับ ... ไม่มีฮะปฏิญาณทุกเช้าทุกเย็น  ผมอยากให้นายกฯ เวลาไปต่างประเทศในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาทำอย่างสมัยที่ ท่านนายกฯ ทักษิณไปนอก เอามันไปด้วยซักคน 2 คน สมัยนั้นที่ท่านเอาไป ยังทำกับข้าวให้มันกิน กลับมามันคุย โอ้ย! วันนี้นายกฯ ทำกับข้าวเลี้ยงพวกเราอร่อยจังเลย มันก็คุย มันพูดมัน Happy มัน สมัยไอ้บิ๊ก ไอ้ช้างอะไรพวกนี้นะครับ ไอ้เกาะ สมัยนั้นเอาพวก ผบ.เหล่าทัพไปด้วย ไอ้ ... พอสมัยนี้ บางทีทิ้งมันไว้ บางทีผมว่าเอาไปด้วยดีกว่า เหมือนสมัยที่ท่านเอาไป ตอนนายกฯ  (ยิ่งลักษณ์)ไปมาเลเซียเอาไอ้ ผบ.ทบ.ไปด้วย มันก็ Happy มันบอกพี่ คอยกระซิบนายกฯ ตลอด อะไรควรอะไรไม่ควรเรื่องความมั่นคง ผมก็เดินกระซิบนายกฯ ตลอด ผมว่ามันดี แต่นายกฯ นี่ ได้ทั้งใจ ได้ทั้งความจริงใจ ได้ทั้งความเชื่อถือของ ผบ.เหล่าทัพ ตอนนี้มากเลย
       ชายคนที่ 2 - เขาตรงๆ เขาก็เหมือนผม นิสัยเดียวกัน มีอะไรพูดตรงๆ ความเป็นผู้หญิงมีแต่ความซอฟต์
      ชายคนที่ 1- ท่าน คือ เพราะความเป็นผู้หญิงมันทำให้เบาลง
      ชายคนที่ 2 - มัน soft ลง
       ชายคนที่ 1- ของท่านแรงหน่อย บางทีไม่พอใจว่าตรงๆ
      ชายคนที่ 2 - เรามันนักเรียนนายร้อย นิสัยมันเหมือนทหารนะ มีอะไรตรงไปตรงมา ห่วยก็ว่าเลย
       ชายคนที่ 1- เหมือนไอ้สมัยสุรยุทธ์มัน ที่ท่านด่าในห้องประชุมวันนั้น
       ชายคนที่ 2 - เออ สุรยุทธ์มันถึงแค้นนะ เออ ด่าตรงๆ
       ชายคนที่ 1- แล้วพี่จิ๋วเงียบเลย โอ๊ย วันนั้นนะ ท่านพูดแรง แต่มันก็ทำแรง มันทำเกินเหตุนะ ครับ
       ชายคนที่ 2 - มันทำเกินไป จู่ๆ บุก เอาทหารไปยิงพม่า แล้วมาเบิกเงินหลวง เท่ากับรัฐบาลรู้เรื่องสิวะ
      ชายคนที่ 1 - ขนกำลังไปเสร็จ เอากำลังกลับมาไม่ได้ แล้วมาขอเงินท่านอีกพันกว่าล้าน บ้าจริงๆ
      ชายคนที่ 2 - มันเกินไป
      ชายคนที่ 1- ตอนนั้น ผมยังไปกระซิบท่านว่า ไม่ให้ เสร็จแล้วท่านบอกว่า ผมให้ไปแล้ว
      ชายคนที่ 2 - บิ๊กจิ๋วบอก ให้มันเถอะๆ ไม่งั้น มันไม่มีกำลังพล มันทำงานไม่ได้
      ชายคนที่ 1- ให้มันรู้สึกซะบ้าง
      ชายคนที่ 2 - ผมก็ดึงอยู่ตั้งนาน ถึงได้โกรธผมไง เรารู้ทันมั่ง แล้วพี่อ่า! มีอะไร พี่ก็ต้องรายงานให้รู้ก่อน มีอะไรก็ต้องปรึกษาผม
     ชายคนที่ 1- ครับ ผมสัญญาฮะ
      ชายคนที่ 2 - อย่าปรึกษา ปรึกษานายกฯ กับ ผบ.เหล่าทัพได้ คนภายนอกไม่ต้องเกี่ยว แล้วก็ เห็นพี่เห็นบอกจะเอา ถ้ากฎหมายโอเคแล้ว พี่จะเอาเข้าผ่านสภากลาโหมด้วยหรือ ( พรบ.กฎหมายนิรโทษกรรม)
     ชายคนที่ 1- ผมจะเอาเข้าสภากลาโหมเพื่อหารือให้ ผบ.เหล่าทัพทุกเหล่าทัพมีความคิดอันเดียวกันเลย ถ้าไม่งั้นถ้าไม่เข้า เดี๋ยว                          คนนั้นพูดทีคนนี้พูดที วิธีเดียวก็คือขออนุญาตเอาเรื่องนี้เข้าสภากลาโหมเพื่อหารือให้เกิดเป็นความคิดอันเดียวกัน
      ชายคนที่ 2 - เอาเข้าสิ เอาเข้าสภาความมั่นคง ส่งให้รัฐบาล จบ ลัดขั้นตอนเลย
      ชายคนที่ 1- จบเลย ครับ เอาเข้าได้ ก่อนที่จะเข้าก็ต้องหารือกับเหล่าทัพแต่ละคนก่อน เฮ้ย! ลื้ออ่านนะ มีอะไรที่จะแก้ไข มี         อะไรที่จะพูด พูดกันนอกการประชุมเสียก่อน
      ชายคนที่ 2 - เราเสนอเป็น พ.ร.บ. ไม่มีใครรู้ แต่พอถึงสภาความมั่นคงปุ๊บเนี่ย เราก็ เพื่อความไม่วุ่นวายเสนอเป็น พ.ร.ก.
      ชายคนที่ 1- เพราะว่า ไอ้วาระนี้ ถ้าผมได้อยู่นะครับ ได้ทำ ผมจะไม่เอาเข้าวาระ แต่เป็นวาระที่ จรเข้าไปเลย บอกว่า ขอเสนอวาระสำคัญ
       ชายคนที่ 2 - ในสภากลาโหมนี่ ก็ใช้วิธีว่า เอ้ย! สภาความมั่นคง ก็ใช้วิธีเข้าไปเสร็จปุ๊บ เนี่ย หน้าตาเป็น พ.ร.บ. และก็ในสภากลาโหมก็ไม่ต้องออกข่าว แต่บอกให้รู้ว่า ถ้าเพื่อความรวดเร็ว และไม่วุ่นวาย น่าจะเป็น พ.ร.ก. อะไรอย่างนี้ พูดไว้ บันทึกไว้ พอไปถึงสภาความมั่นคงปั๊บ พอเข้าไป บอกว่าเสนอเป็น พ.ร.บ. หน้าตาเป็น พ.ร.บ. นะ แล้วสภาความมั่นคงก็บอกว่า ขอให้รัฐบาลเสนอออกเป็น พ.ร.ก. มันจะได้มีอะไรรองรับ
      ชายคนที่ 1- มันทำอะไรไม่ได้หรอกครับ ไอ้ฝ่ายต่อต้านวันนี้นะ
      ชายคนที่ 2 - นิดเดียวเอง เพียงแต่ว่าสำคัญคือ ทหารไม่เอาด้วยก็จบ
      ชายคนที่ 1- ทหารไม่เอาด้วยจบ แต่ต้องเอาทหารก่อน ผมถึงบอกต้องเอาทหารก่อน

ชายคนที่ 2 – เพราะฉะนั้นนี่แต่งตั้งโยกย้ายทหารเที่ยวนี้ ก็ต้องดูว่าอย่างไร ก็ คือเราก็ไม่อยากคาน ไม่อยากคาน เพียงแต่ว่าอย่าให้เขาไปอย่าไปทำพวกเดียวกันเองเสียขวัญในกองทัพเท่านั้นเอง
      ชายคนที่ 1 - ผมว่า ผมจะคุยทั้ง ผบ.สูงสุด และ ผบ.ทบ. บอกว่า เฮ้ย! คุยกับนายกฯ ก่อน คุยนอกรอบก่อน จะเอาอย่างนี้นะ ไม่เอาอย่างนี้นะ แล้วพอทุกอย่างตกลงกันได้ ค่อยประชุมสภากลาโหม แป๊บเดียวจบเลย อย่าไปๆ ต่างคนต่างถือกันไว้แล้วไปประชุมกัน อย่างที่ เดี๋ยวผมก็ด่าไอ้โอ๋ (สุกำพล)  ไอ้โอ๋มันทำไป แล้วไอ้พวกนั้นก็ เฮ้ย! อย่างนี้ไม่ได้
       ชายคนที่ 2 - ไอ้โอ๋นี้มันเผด็จการไปนิดนึง
      ชายคนที่ 1 - ครับ มันแรงไป
       ชายคนที่ 2 - มันถือเป็นรุ่นใกล้กัน รุ่นใกล้กันไป พอไปทำอะไรแรง มันยุ่ง
       ชายคนที่ 1 - ครับมันรุ่น 10 รุ่น 12 ต้องคุยส่วนตัวก่อน
       ชายคนที่ 2 - อย่างพี่เองนะ พี่มีไรต้องคุยกันก่อน ต้องให้นายกฯ เขารู้ตลอด ไม่งั้นทำไรไม่พูด นี่ทำอะไรก็ไม่พูด ไม่รู้เรื่องกันพอดี
       ชายคนที่ 1 - ผม ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ใจผมนี่หวังดีตลอดเลยนะครับ
      ชายคนที่ 2 - มันเป็นหน้าที่พี่นะ พี่เอาผมออกมา พี่ต้องเอาผมกลับ (หัวเราะ)
      ชายคนที่ 1 – ผมบอก ... โอโห! ตอนท่านพูดกับผม ผมบอก นี่หนูช่วยราชสีห์แล้วโว้ย ผมดีใจนะ ดีใจจังได้ช่วยราชสีห์สักครั้งหนึ่ง
      ชายคนที่ 2 - เอาออกไป ต้องเอากลับมาให้ได้
       ชายคนที่ 1 - ต้องเอากลับมา แหม เป็นครั้งสุดท้ายแล้วครับ ครั้งสุดท้ายในชีวิต ในประวัติ เป็นประวัติชีวิตเลย เพราะว่าหลังจากนี้ไปก็ ไม่เป็นไรต่อละ พอละ แต่ต้องทำให้ได้สักที มันเป็นความภูมิใจนะครับ ของชีวิตของคนเรา

ชายคนที่ 1 - ว่าเมื่อท่านกลับมาแล้ว ท่านจะเอาอะไรมายืนยัน ผมก็บอก ยืนยันว่า จะไม่ คล้ายๆ อย่างที่ท่านพูดเมื่อกี้ จะไม่แก้แค้นท่านนะ ท่านกลัวครับ
       ชายคนที่ 2 - โอย... นี่ นี่ เอาอย่างงี้สิ บอกอย่างงี้สิ วิธีอยากดองผมง่ายนิดเดียว ตั้งผม (ทักษิณ)ไปเป็นที่ปรึกษาทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ไม่เป็นองคมนตรี ไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น แต่ว่า เมื่อถูกหนีบเอาไว้ตรงนั้นน่ะ ให้ Active ทางการเมืองยาก ถ้าถูกหนีบไว้ตรงนั้นนะ
       ชายคนที่ 1 - ผมพูดอย่างนี้นะฮะ
       ชายคนที่ 2 - เออ...จะใช้ผม ไม่ใช้ผมไม่เป็นไร แต่หนีบไว้ตรงนั้น ให้ทางการเมืองดิ้นยาก ทำให้ต้องไม่กล้าไปไหน ท่านจะปรึกษาก็ได้ ไม่ปรึกษาก็ได้ แต่ว่าถ้าที่ปรึกษาทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มันเท่ากับว่า เหมือนน้องๆ สายวังเลยนะ มันก็เหมือนทำตัวเป็นคนของเจ้านาย ทำตัวเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันต้องหนีบเลย ล็อกไว้เลย ผมไม่ขอเป็นองคมนตรีอยู่แล้ว เพราะว่า เราชอบเบี้ยว(หัวเราะ)...............................

ขอจบบทสนทนา จากปากเหม็น ๆทั้งสองคน ถามว่า “รับกันได้ไหม”

คิดดูให้ดีในสมองของ ชายคนที่สอง ต้องการอะไร .. ต้องการล้วงลูกจาก “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ใช่ไหม

 ต้องการกินหัว..กินหาง กินกลางตลอดตัว... ถ้าคุมทหารเอาไว้ได้หมด จะไม่มีคำว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่มีตำว่า “ทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ไม่มี ทหารรักษาพระองค์.. ทหารเสือพระราชินี อีกต่อไป....ใช่เลย..

เขาคิดปฎิวัติใช้ “เงิน เป็นอาวุธ” วิธีการนั้นใช้ได้ผลมาแล้วในสภาฯ และกำลังใช้เงินทำให้ทหารเป็นง่อย..ทั้งประเทศต่อไป..