Get Adobe Flash player

เรื่องสังเวช...ที่น่าสังวรณ์ โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

                ความร้อนอบอ้าวเนื่องจากความวิปริตผิดธรรมชาติ ดันทุรังอยู่ที่นิ่อเมริกาสะสมอารมณ์บ้าๆ บวมๆ ขึ้นทุกวัน ดูข่าวไฟไหม้ป่า (ในเมือง) ยิ่งจะทำให้บ้ายิ่งกว่าไฟไหม้ในเมือง(เมืองรอบนอก)  สลับกับความหนาวเย็นของอากาศแต่ละรัฐนั้น เป็นส่วนหนึ่งทำให้อารมณ์ของแต่ละคนวูบวาบ ทั้งร้อนทั้งหนาว ยากที่จะพ้นอารมณ์ “บ่จอย” ไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแคลิฟอร์เนีย มีคนไทยมาตั้งหลักปักฐานอยู่ ทำมาหากินหาเก็บกันพัลวัล แต่ไม่ค่อยจะแน่นแฟ้นกันมากสักเท่าไร (หวานฉาบหน้าเข้าหากันก็ยังดี)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ลอส แองเจลิส เห็นจะต้องขอรับเอาคำพระมาปลอบใจ “สิ่งที่เห็นล้วนแต่เป็นของนอกกายทั้งนั้น” ให้อภัยกันได้ ก็ให้กันไป ไม่มีอารมณ์จะพบปะสังหาร เอ้ย..สังสรรค์กับใคร ก็เลี่ยงๆ  กันไป คนละทิศคนละทาง จนกว่าบรรยากาศร้อนรุ่มกลุ้มใจจะบรรเทาเบาบางลงบ้าง  คิดอย่างนั้นกันไปก่อน เพื่อผ่อนคลาย ไม่รับรู้เรื่องไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราววางไว้บนหัวตัวเอง ไม่ต้องคิดมากวิตกจริตจิตบูด เจ็บปวด บ้าๆ บวมๆ คิดมาเกินกว่าที่เป็นๆ อยู่แล้ว หันมาเอาใจใส่เรื่องอื่นๆ ไกลมือไกลไม้กันหน่อย เรื่องควรจะใส่ใจ ก้อ..เป็นเรื่อง..เมืองไทยของเรา.. รับรู้เรื่องการบ้านการเมือง เมืองไทยของเราแต่เก่าก่อน จิตใจอาวรณ์ มาเล่าสู่กันฟัง แล้วสะดุ้งทำสะดิ้งสามกลับ ..“เรื่องของ”ความปวดใจ”เข้ามาแทนที่ หลบไปที่ไหน..ก็ยังหนีไม่พ้น..คนกันเอง

                เอาละ..มาร่วมทุกข์ร่วมสุขกันสักเรื่อง  พอได้หายใจไม่ทั่วท้องกันสักหน่อยโดยทั่วหน้ากันก่อน ...จากการเสนอข่าวของ คม ชัด ลึก ว่า

                 เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก  รองโฆษกคณะรัฐมนตรีเงา พรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม ครม.เงา โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ที่ประชุมมีมติว่า ขอให้รัฐบาลมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาปากท้องมากกว่าแก้ปัญหาคนใกล้ตัว คือเร่งแก้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จึงมีมติให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทั้ง 4 ฉบับที่อยู่ในวาระการประชุม ออกมาก่อน แล้วรัฐบาลหันหน้าไปแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ส่วนจุดยืนของพรรคเรื่องของการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องเป็นกรณีที่เป็นความผิดทางการการเมือง และ พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบัน การทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย การวางเพลิงเผาทรัพย์ (ตั้งใจทำความเข้าใจกันหน่อย ไม่ยังงั้ง..งง...)
       
       สำหรับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน นั้น โฆษก ครม.เงา กล่าวว่า พรรคเห็นว่ามีประเด็นสอดคล้องกับแนวทางของพรรค ที่ไม่นิรโทษกรรมให้คนอยู่เบื้องหลังสั่งการ แต่ยังมีรายละเอียดต้องพิจารณา ส่วนที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น ถือว่ามีสิทธิที่จะเสนอได้ แต่จะต้องเข้าสู่ที่ประชุมพรรคอีกครั้งหนึ่งก่อนจึงจะตัดสินใจ ซึ่งพรรคยังไม่ได้พิจารณารายละเอียดในร่างที่นายอลงกรณ์จะเสนอ ทั้งนี้ ตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติของพรรคนั้น การจะเสนอกฎหมายใดก็ตามจะต้องผ่านความเห็นชอบของพรรคก่อน ซึ่งหากนายอลงกรณ์จะเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะต้องเป็นไปตามกระบวนการของพรรค ซึ่งในการประชุม ส.ส.พรรคสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้ แม้ว่านายอลงกรณ์จะใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.ในการเสนอกฎหมาย แต่สุดท้ายก็ต้องกระบวนการของพรรค
        เมื่อถามว่า การเสนอของนายอลงกรณ์มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า พรรคไม่ได้ตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ เพราะพรรคเปิดกว้างในความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งกรณีของนายอลงกรณ์ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ขอให้ประชาชนเข้าใจ สุดท้ายก็จะได้ข้อสรุปร่วมกัน
       ด้าน นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายอลงกรณ์ เสนอแนวคิดที่จะเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภานั้น เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวสามารถนำเสนอได้ ในส่วนของเนื้อหาก็ตรงกับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว แต่วิธีการที่จะเสนอนั้นไม่ตรงกับมติพรรคที่มีไปก่อนหน้านี้ว่า ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม ไม่ว่าจะเป็นชื่อใดก็ตามที่ค้างในสภาอยู่นั้น รัฐบาลต้องถอนร่างทุกฉบับออกจากสภาก่อน จึงจะมีการพูดคุยว่าควรจะร่างกฎหมายอย่างไรให้ทุกฝ่ายยอมรับ ซึ่งพรรคเคยแถลงจุดยืนนี้ไปแล้ว
       ทั้งนี้ หากนายอลงกรณ์จะมีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมต้องเสนอผ่านที่ประชุม ส.ส.จากนั้นต้องเข้าสุ่กระบวนการให้คณะทำงานด้านกฎหมาย ที่มี นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน และตนเป็นหนึ่งในคณะทำงานกฎหมายได้พิจารณา ซึ่งต้องดูว่านายอลงกรณ์จะสามารถโน้มน้าวที่ประชุมพรรคให้เปลี่ยนแปลงมติเดิมได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ก็ต้องเคารพมติพรรคจะไปเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุมสภาในนามส่วนตัว แต่ขัดมติพรรคไม่ได้ เพราะแม้ว่าการเสนอกฎหมายจะเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าการเสนอกฎหมายจะอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้ เนื่องจากมีสังกัดพรรคติดตัวไปด้วย ซึ่งมติพรรคก็มีความชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่า จะไม่มีการเสนอร่างกฎหมายประกบกับร่างของรัฐบาลที่ค้างอยู่ในสภา
        “ผมยืนยันว่าความเห็นของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าจะไม่เสนอร่างกฎหมายประกบกับร่างนิรโทษกรรมทุกฉบับที่ค้างอยู่ในสภานั้น ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวตามที่นายอลงกรณ์เข้าใจ เพราะเรื่องนี้พรรคมีมติมานานแล้ว ซึ่งนายอลงกรณ์อาจจะลืมไป จึงขอย้ำว่าการไม่เสนอร่างนิรโทษกรรมประกบเป็นจุดยืนและเป็นมติพรรค แต่ถ้านายอลงกรณ์จะเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ส.ส.ก็สามารถทำได้ เพราะเป็นเรื่องใหม่ และต้องดูว่าจะโน้มน้าวใจให้ที่ประชุม ส.ส.เปลี่ยนแปลงมติเดิมได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องเคารพมติพรรค จะไปเสนอกฎหมายต่อสภาโดยอ้างว่าทำส่วนตัวไม่ได้ และหากมีการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อมติพรรค พรรคก็ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง” นายสาธิตกล่าว  
                อ่านเรื่องการประชุมของพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องนี้แล้ว  “หัวหมุน” อะไรกัน (ยะเนี่ย) ด้วยความเคารพ.. ต้องขอพูดถึง นายอลงกรณ์ พลบุตร เล่นการเมืองมานาน รู้สึกว่าจะสังกัดประชาธิปัตย์จนเป็นรุ่นเดอะแล้ว เคยๆ คุ้นๆ กับชื่อนั้น มานาน โดยส่วนตัวแล้วเคยวิสาสะสนทนากัน สองครั้ง ครั้งแรกที่ ลอส แองเจลิส แล้วทอดระยะเวลานานหลายปีต่อมา คุยกันบ้างนิดหน่อยที่เมืองไทย  โดยสรุปว่าเป็นคนหนุ่มไฟแรง พูดจามีเหตุผลจริงจัง ก็น่าจะเป็นส่วนดีของเขา เล่นการเมืองมานาน จึงพูดไม่ได้ว่า “อยู่นาน..ผลาญข้าวสุก”  ก่อนหน้าที่จะมาถึงเวลาปัจจุบัน อลงการณ์ พลบุตร เคยวิจารณ์พรรคที่ตนเองสังกัดว่า ควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงโครงสร้างของพรรคกันบ้างทำนองนั้น การเสนอความคิดเห็นของ อลงกรณ์ พลบุตร ก็น่ารับฟัง จะน่าฟังยิ่งขึ้น ถ้าพูดอยู่ในเขตรั้วบ้านของตัวเอง  (ภายในพรรคประชาธิปัตย์) ในฐานะที่เขาเก๋ากิ๊ก อยูในพรรคนั้นมานาน น่าจะรู้ว่า สมาชิกพรรคทุกคนกลมเกลียวกัน “เหนือนอยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน” ไม่ควรจะนำเรื่องภายใน ไปพูดภายนอก (ความไม่พอใจที่อาจจะมีบ้าง ก็เหมือนกับว่า เป็นเรื่องของผัวเมียย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ใครจะเป็นผัว ..ใครจะเป็นเมีย..ก็ว่ากันไป..ตามถนัดเถิดพ่อคุณ) แต่การเอาเรื่องที่ควรพูดกันในที่ลับ (ภายในพรรค) ไปไขในที่แจ้ง พูดกับคนสพ.พิมพ์ จนเป็นข่าว ประมาณนั้น ไม่มีใครมองว่าดี นอกจากตัวเอง ส่วนหมู่คณะคงจะไม่เห็นด้วย  กับการเสนอเรื่อง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในนามของตนเอง หรือการปรองดอง (ดองให้หวานหรือเปรี้ยว) เป็นการเสนอกฏ(หมาย)ที่ตัวเองเขียนมาประกบกับที่พรรคเพื่อไทยทำมาคู่ขนานกันไป  จะดี จะเลว อย่างไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องของเรื่องจะให้ถูกต้อง (เป็นตัวอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นมาและควรจะเป็นไป)  ให้สมาชิกทุกคนมีส่วนรวม จะ แก้ไข อย่างไรหรือไม่ ก็น่าจะพูดกันเองรู้เรื่อง  คนอยู่ได้ร่มไม้ชายคาของ “ปู่” ควง อภัยวงศ์  ก็น่าจะรอบคอบกว่า คนพรรคเพื่อไทย เผาไทย เพราะประชาชนก็เชื่อว่า ประชาธิปัตย์ ไม่เคยใช้ “ม่านบังตา” เป็นธนบัตรใบละพัน (หรือห้าร้อยละลาย อย่างบางพรรคที่ใช้กับควายแดง)  เมื่อมีผู้เสนอให้ นำฉบับที่ อลงกรณ์ พลบุตร เสนอเข้าสู่การประชุม เห็นด้วยก็ผ่าน ไม่เห็นด้วย ก็เก็บใส่ตู้ไว้ดูงามตายิ่งนักแล ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน เมื่อมีเสียงคัดค้าน ก็เลยเสนอว่า จะเอาเข้าที่ประชุมให้เห็นชอบก่อน ตามธรรมดา การจะเสนอเรื่องใดๆ ก็ตามของสมาชิก สมาคม ชมรมใดๆ  ให้ลงคะแนนลับ (ไม่ใช่ให้ของลับ) คะแนนเสียงได้มากกว่าก็ชนะ ไม่ชนะก็เก็บกลับบ้านไปก่อน แต่นี่ อลงการณ์ พลบุตร ท่านใช้กติกูว่า ชนะก็ผ่าน ไม่ชนะก็เสนอในสภาฯในนามส่วนตัว นั้น น่าจะหมายความว่า “ความศักดิ์สิทธิ ข้อบังคับของพรรค ไร้ความหมายลงไปอย่างสิ้นเชิง” เป็นเหมือนว่า อลงกรณ์ พลบุตร ถือแก้วไวน์มาประชุม เกิดอาการ “สุราพา”ไป ทำแก้วไวน์หลุดมือแตก จะเก็บมาติดมาต่ออย่างไร ก็คงไม่สนิทหรือสวยงาม  กลายเป็นแก้ว ที่มีตำหนิ ไปแล้ว

                เคยพูดจาเสียดสีหัวหน้าพรรค (อภิสิทธิ เวชชาชีวะ) ทำนองว่า “ดีแต่พูด”หรือเอาแต่พูด  ประมาณว่า เหมือนคำพูดของสาวกจกเปรตจากพรรค “กระโปรงบาน” ของเเจ้าหญิงตาชั้นเดียว (เดี๋ยวนี้เป็นสามชั้นแล้วมั้ง) ไม่ได้ทำให้ตัวเองสง่างามแต่อย่างไรได้เลย..บอกตรงๆ

                หรือว่า “อยากเดินทางลัด ถ้า อภิสิทธิ เวชชาชีวะ ลงจากหัวหน้า “พรรคประชาฑธิปัตย์” หัวหน้าพรรคใดๆ ก็ตามหากมีเสียงข้างมาก ถ้าเป็นไปตามรูปแบบประชาธิปไตยแล้ว ก็จะมีเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้ นั่ง ถ่างขาคู่กันไป นอกจากพรรค “เพื่อไทย” พรรคนั้นสงวนไว้ให้พี่น้อง “กระดองเดียวกัน” โดยมี “พี่ใหญ่”ต้นตระกูลบางโคตร เป็นผู้กำกับ “การแสดงปาหี่” (ปาหี่ครับ ปาหี่..ที่แปลว่าเล่นกล ไม่ได้ไปปาเป้าใครที่ไหน) หาใช่มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อประเทศชาติ และประชาชน แต่อย่างไรไม่ อย่าไปคิดให้เสียอารมณ์เลย มีตัวเลือกชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เหมาะสมกับการเป็น นายกรัฐมนตรี อยู่ (แม้ว่า อลงกรณ์ พลบุตร จะเป็นรองหัวหน้าพรรคในปัจจุบัน ก็ตาม ) คือ กรณ์ จาติกะวนิช หรือ  กษิต ภิรมย์  ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (กระทรวงเกรดเอ) มาแล้ว น่าจะเป็นสมัยหรือ เทอมเดียวกับ อลงกรณ์ พลบุตร เป็น (แค่) รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพานิชย์ เท่านั้น ผลงานที่เห็นมี เร่จับสินค้าแบกะดิน ขายนาฬิกาปลอมเท่านั้น

                อากาศร้อนๆ อ่อนเพลีย..ใจคอเหี่ยว อย่าให้ถึงกับหดด้วย จะรวมเป็นคำเดียวกันว่า “หดเหี่ยว” แย่เลย..