Get Adobe Flash player

ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น! โดย คิด ฉัตรประภาชัย

Font Size:

              เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้มีโอกาสไปงานสวดพระอภิธรรมศพของ หลวงพ่อ ปิยะพงษ์ ยศแก้ว ที่วัดไทย ท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดพุทธมณฑล เมือง New Berry Springs, CA 92365 ซึ่งอยู่ห่างจากลอสแอนเจลิสประมาณ 2 ชม. ใกล้กับเมือง Barstow ท่านเป็นพระปฏิบัติธรรมซึ่งผมนับถือ และในงานคืนนั้น ท่านประธานสมัชชาสงฆ์ในอเมริกา คือ ท่านพระราชพุทธวิเทศ ได้เทศน์ให้ฆราวาสฟังตอนหนึ่งว่า วัดของเราในอเมริกามีเป็นร้อย ๆ วัด (ในแคลิฟอร์เนียก็มีเกือบ 50 วัด, จากสมุดโทรศัพท์ไทยที่ผมนับดู) ทำไมไม่มีวัดไหนคิดที่จะสร้างเมรุฌาปนกิจของตัวเองบ้างเลย สะดวกไม่ต้องขนศพมาวัดแล้วกลับไปสุสานฝรั่ง ทั้งยังจะทำรายได้ให้กับวัดได้อีก และเมื่อท่านจุดประกายขึ้นมา ผมเลยนำไปปรึกษา คุณพัชรีวรรณ ชัยสมบูรณ์ (Patsy) ที่อยู่ในธุรกิจนี้ ทำงานให้กับบริษัทฝรั่งมานานกว่า 20 ปี ซึ่งชุมชนไทยให้ความไว้วางใจใช้บริการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

               คุณพัชรีวรรณบอกกับผมว่า “ทำไมจะทำไม่ได้คุณคิด แค่วัดจะทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง” เธอยังบอกว่ามีวัดหลาย ๆ แห่งที่มีเนื้อที่มาก เช่น วัดพุทธิชิโนฮิลส์, วัดสุทธาวาส หรือวัดป่าธรรมชาติ ซึ่งล้วนมีสถานที่พอที่จะสร้างเมรุฌาปนกิจและอาคารประกอบพิธีกรรมได้ด้วย ผมได้ศึกษาและตรวจสอบหน่วยราชการต่าง ๆ ที่เราต้องขอใบอนุญาตประกอบการ ดังนี้

1.      ใบอนุญาตจาก State of California, Department of Consumer Affairs แผนก Cemetery and Funeral Bureau เรียกว่า Crematory License เสียค่าธรรมเนียม $400

2.      ใบอนุญาตจากทางซิตี้ แผนก Land and Zoning Permit และ Business License เพื่อทำธุรกิจ และดูแลเรื่องการสร้างอาคารที่ใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ เสียค่าธรรมเนียม $57 ต่อปี

3.      ใบอนุญาตจาก Air Quality Management District (AQMD) จากการมีเตาเผา มีควัน เสียค่าธรรมเนียมประมาท $3,500

4.      ใบอนุญาตจาก State Board of Equalization (BOE) เพื่อขายของในการใช้ประกอบในพิธีกรรม เช่น โลงศพ ดอกไม้ ฯลฯ (A Seller’s Permit) ฟรี

ทางวัดหรือผู้ประกอบการจำเป็นต้องหาที่ปรึกษาที่มีความชำนาญในเรื่องนี้โดยเฉพาะเพื่อศึกษาหาข้อมูลที่อาจกระทบสภาพแวดล้อม (Environmental Impact) ให้กับทางซิตี้ก่อนที่เขาจะอนุญาต แต่ผมเชื่อมั่นว่าการที่เรายังไม่มีเมรุให้กับชาวพุทธที่ดำเนินงานโดยวัด อย่างเป็น One-Stop Service เลย เขาคงจะปฏิเสธยาก เพราะนี่เป็นประเพณีของศาสนาพุทธดังนั้นเราต้องรู้จักนักการเมืองที่มีหน้าที่รับผิดชอบหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะออกใบอนุญาตให้เรา ดังที่ผมได้เขียนในฉบับที่แล้วว่าใครเป็นใคร

               ค่าใช้จ่ายในการสร้างเมรุเป็นตึกเดียว (Stand-Alone Crematory House) มีห้องรับแขก ห้องเก็บศพ ห้องแต่งศพ 1,800 Sq. Ft. รวมค่าออกแบบ อุปกรณ์ในการเผาโดยสมบูรณ์ แบบ Turnkeys ก็อยู่ราวๆ $350,000-$500,000 เหรียญ

               จากการพูดคุยกับคุณพัชรีวรรณ ก็พอจะเก็บข้อมูลได้ดังนี้

               เฉพาะคนไทยในแคลิฟอร์เนียเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 100 คน (ไม่รวมถึงชาวลาว เขมร เวียตนาม จีน ที่เป็นชาวพุทธ มีอีกเป็นจำนวนมาก)

ค่าใช้จ่ายศพละ ($1,200 – $7,000)  เฉลี่ยคนละ  $4,000 x 100 คน จะมีรายได้  $400,000 ต่อปี

อันนี้ยังไม่รวมรายได้จากการจัดดอกไม้ ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายถวายเพร ซึ่งบริจาคตามศรัทธา ส่วนค่าโลงศพอยู่ระหว่าง $150 - $4,000 ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายของอัฐิหลังจากเผาศพแล้ว ซึ่งมีให้เลือก 4 อย่าง

1)      อัฐิเก็บไว้ในบ้านเพื่อสักการะเอง         ไม่มีค่าใช้จ่าย

2)      เอากลับเมืองไทย ภูมิลำเนาเดิม         เสียค่าตั๋วเครื่องบิน

3)      เอาไปลอยทะเล (ลอยอังคาร)           ค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง $180 - $2,000

4)      ซื้อที่เก็บอัฐิกับสุสาน                     ค่าใช้จ่ายประมาณ $4,000 ขึ้นไป

(ถ้าจะเก็บที่วัด วัดก็ต้องขอใบอนุญาตพิเศษกับ State เพิ่มต่างหาก)

               ปัญหาของคนไทยส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตในอเมริกา จากการบอกเล่าของคุณพัชรีวรรณ คือ

1)      ไม่มีการวางแผนไว้ก่อน ฝรั่งเรียกว่า Advance Planning คือได้แต่ตกใจ ถ้าพูดหรือเอ่ยถึงเรื่องนี้ก่อน ก็คิดว่าจะเป็นลางร้ายที่กลัวจะเป็นจริง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทุกคนจะต้องตายกันทั้งนั้น การเตรียมตัวโดยไม่ประมาทจะทำให้ญาติพี่น้องจัดการได้ถูกต้องตามเจตนารมย์ของผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว จะรวยจะจนก็ควรเตรียมตัวด้วยการเขียนพินัยกรรม (Living Trust หรือ Will) ว่าหากตายแล้วจะให้ญาติทำอะไรให้บ้าง ผมมีเพื่อนเป็นตำรวจด้วยกัน เขาเขียนไว้อย่างละเอียด เช่น จะให้ฝังที่ไหน ใกล้กับพ่อแม่เขา และขอแต่งชุดตำรวจเต็มยศ ฝังแบบสง่างาม จัดงานอย่างสมเกียรติ สมความปรารถนา แล้วเขาก็ตายอย่างสงบเมื่อไม่นานมานี้

2)      ต้องทราบว่าต้องทำอย่างไร ถ้าญาติพี่น้องหรือพ่อแม่เราต้องจากไป

2.1) ถ้าตายโดยอุบัติเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งศพไปที่สถาบันนิติเวช (County Coroner) ในเขตที่เกิดเหตุ แล้วแจ้งให้ญาติทราบตามลำดับความสำคัญตามกฎหมาย สามี ภริยา บุตร ธิดา บิดา มารดา พี่ น้อง ญาติ (Next of Kin) หลังจากแพทย์ของสถาบันนิติเวชตรวจชันสูตรแล้วก็จะเซ็นให้ญาติรับศพไปได้

2.2) ถ้าตายที่โรงพยาบาลหรือที่พักของคนชรา (Nursing Home)

หากตายที่โรงพยาบาลเขาจะเก็บศพไว้ที่ห้องเย็น ญาติสามารถมารับศพได้ในวันรุ่งขึ้น

หากตายที่บ้านพักคนชรา ญาติต้องแจ้งสุสานๆให้มารับศพภายใน 4 ชม.

2.3) ถ้าตายที่บ้าน ก็โทร 911 ตำรวจจะมาทันทีมาดูว่ามีอะไรที่จะต้องสืบต่อว่าเป็นการตายตามธรรมชาติหรืออย่างอื่นหรือเปล่าน ตำรวจจะมาพร้อมรถพยาบาล มีหลายครั้งที่ผมไปถึงที่เกิดเหตุตำรวจไม่สามารถจะมาลงความเห็นว่าเขาตาย เพราะตำรวจมิใช่เป็นหมอบางรายเราต้องทำ CPR จนกว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาปฐมพยาบาลต่อแล้วติดต่อหมอ ถ้ามีหมอประจำเซ็นใบมรณบัตรให้ ก็สามารถติดต่อสุสานให้นำศพไปตบแต่งเพื่อทำพิธีกรรมทางศาสนาได้ ถ้าไม่มีหมอ ตำรวจจะแจ้งไปที่สถาบันนิติเวช (County Coroner) ในเขตที่เกิดเหตุ ญาติก็สามารถติดต่อหลังจากสถาบันได้ชันสูตรศพเพื่อไปรับศพมาทำพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

               ขอสรุปว่า ชุมชนไทยควรจะมีเมรุเผาศพของตัวเองได้แล้ว เพราะรายได้จะได้หมุนเวียนในชุมชนเรา คุณพัชรีวรรณ และผมก็อยากเห็นโครงการนี้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะเรามีผู้ใจบุญ มีทุนทรัพย์ มีสถานที่ของวัด เพื่อสร้างให้เป็นอนุสรณ์สำหรับรุ่นลูกรุ่นหลานเราได้ กลับยังดำรงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่เราจะทำให้ผู้ที่เรารักจากไปด้วยความสง่างามและสมเกียรติท่ามกลางความไม่วุ่นวายฉุกละหุกโกลาหล…

มีวลีของชาวอเมริกันที่ว่า “ A Goal Without A Timeline Is Just A Dream” แปลได้ว่า ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายที่จะทำอะไร แต่เราไม่มีการกำหนดระยะเวลาแล้ว จุดมุ่งหมายนั้นก็เป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น

โชคดีครับ