Get Adobe Flash player

คอรัปชั่น กับ"ตำรวจ" Corruption & the cop โดย คิด ฉัตรประภาชัย

Font Size:

วันนี้ขอนำบทความจากนักข่าวอเมริกันนาย มร. จอห์น เรบี้ (John Hrabe) ที่ผมได้แนะนำให้ไปรู้จักกับพล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส และไปชมความสวยงามของเมืองไทยเป็นครั้งแรก ตลอดจนการวิเคราะห์การเมืองไทย โอกาสการเป็นไปได้ของท่านเสรีกับตำแหน่งผู้ว่าการกรุงเทพมหานครในการเลือก ตั้งในวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 ในมุมมองของคนต่างชาติบ้าง

 

 

 

บทความนี้ได้ลงในเซ็คชัน Commentary จากหนังสือพิมพ์ดิออเรนจ์ เคาน์ตี้ รีจิสเตอร์( The Orange County Register)ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2555 และอนุญาตให้แปลบทความเป็นภาษาไทยเพื่อเผยแพร่ โดยคุณ บุญชัย ปัญจรัตนากร : แปล/เรียบเรียง

ต้องขอพระขอบคุณทั้งสองท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

จะหาอ่านต้นฉบ้บภาษาอังกฤษได้จาก

http://www.ocregister.com/opinion/thailand-379281-sereepisuth-corruption.html

พวก บาร์เทนเดอร์อาจบอกอะไรกับคุณได้มากทีเดียวในเรื่องเกี่ยวกับถิ่นที่คุณไป เยือน เขาอาจจะบอกคุณได้น้อยจากสิ่งที่เขาพูด แต่อาจบอกได้มากทีเดียวจากสิ่งที่พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศต่างๆ ที่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงกันอย่างเอิกเกริกและมีการเมืองที่เต็มไปด้วยความ แตกแยก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากคำตอบที่จะได้รับ เมื่อผมบอกบาร์เทนเดอร์รายหนึ่งในจังหวัดกระบี่ว่า ผมมาเมืองไทยเพื่อจะสัมภาษณ์อดีตนายตำรวจระดับสูงท่านหนึ่ง ด้วยระยะทางที่ห่างจากกรุงเทพฯ กว่า 500 ไมล์ กระบี่เป็นเพียงจังหวัดผ่านที่จะไปสู่หาดทรายอันมีชื่อเสียงของเกาะพี พีในประเทศไทย"อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชื่อเสรีอะไรนี่ล่ะ..." ผมบอกเขาไป ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่บาร์เทนเดอร์จะจดจำข้าราชการตำรวจเกษียณคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ไกลถึงกรุงเทพฯได้"พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์" บาร์เทนเดอร์คนนั้นตอบ "ท่านเป็นคนดี หนึ่งในผู้นำประเภทที่ไม่โกงกิน""เขียนถึงท่านให้ดีๆ หน่อยนะ" เขาแนะผม

 

มัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่การเดินทางไปเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรกหลังจากที่ ได้รับเลือกตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งของประธานาธิบดี บารัค โอบามาเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศไทย ในขณะที่จีนกำลังแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศผู้นำที่สำคัญของเหล่าประเทศที่กำลังพัฒนา เศรษฐกิจ ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งสร้างพันธมิตรในทางภูมิรัฐศาสตร์"นับตั้งแต่ปี 2549 เป็น ต้นมา ประเทศไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแบบอย่างของประชาธิปไตยในโลกของประเทศกำลังพัฒนา ต้องประสบกับการถดถอยในแง่ประชาธิปไตยอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในโลกก็ ว่าได้" โจชัว เคอร์แลนท์ซิกค์ นักวิจัยในหัวข้อเอเชียอาคเนย์ แห่งสภาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้กล่าวไว้เมื่อต้นปี 2555 " ปัจจุบัน นี้ ประเทศไทยตกอยู่ในวัฏจักรอันไม่มีที่สิ้นสุดของการประท้วงตามท้องถนน ซึ่งมีกลุ่มชนชั้นกลางและกลุ่มชนผู้ยากจนต่างต่อสู้ขับเคี่ยวกันเพื่อช่วง ชิงอำนาจทางการเมือง ซึ่งได้ทำให้การดำเนินนโยบายของชาติประสบภาวะชะงักงัน เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และขัดขวางการลงทุน

ในขณะที่ประเทศกำลังสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “เวียดนาม"

ถ้า คุณคิดว่าการเมืองอเมริกันนั้นแตกแยกแล้ว โปรดเดินทางมาที่เมืองไทย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสพกับการปฏิวัติทางทหาร มีการประท้วงตามถนนอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต และการขับไล่อดีตนายกที่ต้องลี้ภัยทางการเมือง แทนที่จะเป็นสีแดง ขาว น้ำเงิน ตามสีของธงชาติไทย เมืองไทยกลับได้รับการนิยามว่าเป็นการเมืองระหว่างแดงกับเหลือง พวก"เสื้อแดง" หมายถึงกลุ่มคนที่ประกอบด้วยผู้ที่ทำงานในภาคเกษตรกรรม นักศึกษา และนักวิชาการ ผู้ซึ่งสนับสนุนฝ่าย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้กำลังลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในขณะนี้และพรรคเพื่อไทยที่ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่พวก"เสื้อเหลือง" นั้น เป็นกลุ่มของเจ้าของธุรกิจและพวกชนชั้นกลางที่กำลังมีบทบาทสูงเด่นขึ้น และเป็นกลุ่มที่ทำการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยอย่างแข็งขัน

 

หรือ ถ้าจะพูดให้ถูก นี่เหมือนกับการเผชิญหน้ากันระหว่างแบบจำลองของสังคมไทยที่แตกต่างกัน ซึ่งถูกนำมาเล่นให้ดูในรูปการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายอำมาตร์ผู้เป็นที่รักยิ่ง และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ กับฝ่ายอดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นที่นิยมของประชาชนและเค้าลางต่างๆ ที่เขาสร้างไว้ มร.ราล์ฟ บอยซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในขณะนั้นได้เขียนไว้ในโทรเลข เกี่ยวกับกิจการด้านการทูตที่วิกกี้ลี้กส์นำมาเปิดเผยในภายหลัง

 

คน ไทยส่วนใหญ่นั้นยังอยู่ประมาณตรงกลางๆ พวกเขาชื่นชมกับการปฏิรูปด้านประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยังจงรักภักดีอย่างไม่เสื่อมคลายต่อพระเจ้าอยู่หัว เหนือสิ่งอื่นใด คนไทยล้วนต้องการเห็นการสิ้นสุดของการโกงกินในรัฐบาล

 

ถ้าจะมีใครสักคนที่สามารถเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างฝ่ายเสื้อแดงกับฝ่ายเสื้อเหลืองได้ คนๆนั้นก็คือ พล.ต.อ. เสรี พิศุทธ์ เตมียาเวส เป็นเวลาไม่นานนักหลังจากที่มหาอุทกภัยเข้าสร้างความเสียหายอย่างยิ่งต่อ กรุงเทพมหานคร ผมได้มีโอกาสพบอดีตผู้นำตำรวจผู้นี้ในขณะที่เขากำลังแจกจ่ายอาหารและน้ำให้ แก่เหยื่อผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในตอนนั้นเสรีพิศุทธ์ได้บอกผมว่า เขากำลังคิดที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนาม อิสระ ซึ่งเขาได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา การเลือกตั้งผู้ว่ากทม.คนใหม่ดังกล่าวคาดว่าจะมีขึ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 นี้

"ยังมีคนอีกมากที่ไม่ต้องการเลือกข้าง ไม่ใช่เสื้อแดง ไมใช่เสื้อเหลือง เพียงแต่อยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่ายนี้" เสรีพิศุทธ์อธิบาย

"ถ้าคุณเลือกเข้ากับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งคุณก็จำเป็นต้องปฏิบัติไปตามกฎและข้อบังคับของแต่ละพรรค"

ในประเทศไทย บ่อยครั้งที่คำว่า"วินัยของพรรคการเมือง" อาจหมายถึงการแสร้งทำตัวมืดบอดต่อการทุจริตโกงกิน ในปี 2554 ประเทศไทยติดอันดับที่ 80 ของโลกในเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่รับรู้ได้ จากการจัดอันดับตามดัชนีชี้วัดการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่รับรู้ได้ขององค์กร Transparency International จากคะแนนเต็ม 10 ประเทศไทยทำได้เพียง 3.4 คะแนน จากความพยายามที่จะควบคุมปัญหาการเรียกรับเงินใต้โต๊ะ การติดสินบน และการกรรโชกทรัพย์ในหน่วยงานภาครัฐ

เสรีพิศุทธ์เชื่อว่า ความแตกแยกทางการเมืองได้สร้าง"วัฏจักรอันเลวร้าย" ของ การทุจริตโกงกินแต่ละพรรคต่างก็พยายามที่จะใช้ประโยชน์จากตำแหน่งแห่งหนใน รัฐบาลเพื่อเอื้อประโยชน์ในทางมิชอบให้กับบรรดาผู้สนับสนุนของฝ่ายตน

"ตามปกติแล้ว นักการเมืองไทยก็ไม่ได้สนใจเรื่องกฎหมาย หรือกฎระเบียบใดๆ มากนักอยู่แล้ว" เขากล่าว " พวกนี้ทำได้เพียงประนีประนอมกันเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาเท่านั้น"

ชื่อ เสียงของเสรีพิศุทธ์ได้มอบโอกาสที่หาได้ไม่ง่ายนักแก่เขาในการหลีกเลี่ยง ระบบการเมืองสองขั้วสองพรรคที่ฉ้อฉล ในขณะที่เขายังสามารถขอคะแนนเสียงจากผู้สนับสนุนทั้งสองพรรคได้เป็นที่ รู้จักกันในหมู่คนยากจนและหมู่คนทำงานในฐานะ "วีรบุรุษนาแก" เสรีพิศุทธ์สร้างชื่อของตนให้เป็นที่รู้จักในช่วงทศวรรษ 1970 (ช่วง พ.ศ. 2513 ถึง 2522) ด้วยผลงานการต่อสู้เพื่อ

เอาชนะผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเขตป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)ของ ประเทศ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่อันกล้าหาญและเสียสละในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเคริ่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รา มาธิบดี เหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมรให้แก่เขา(เมื่อครั้งยังครองยศนายพันตำรวจตรี) อันนับเป็นเกียรติยศชั้นสูงสุดที่ข้าราชการตำรวจจะพึงได้รับในช่วงชีวิตการรับราชการอันยาวนานถึง 40 ปี เสรีพิศุทธ์ได้เผชิญหน้ากับทั้งนักการเมิองและเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลหลาย ครั้งหลายครา เขาเป็นผู้ที่เข้าไปทลายวงจรการข่มขู่เรียกค่าคุ้มครองของมาเฟียในโบ๊เบ๊ อันเป็นตลาดเสื้อผ้าแหล่งใหญ่ของเมืองหลวง เป็นผู้นำในการสืบสวนและนำกำลังเข้าจับกุมการทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้ง(ที่จังหวัดบุรีรัมย์) และเป็นผู้ตีแผ่ขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนที่โยงใยไปถึงนักการเมืองใหญ่บางคน หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เคยเขียนถึงเขาว่า " เป็นมือปราบตงฉิน ผู้ซึ่งปะทะกับนักการเมิองใหญ่และเจ้าพ่อจอมอิทธิพลมาตลอดชีวิตราชการของเขา"

"เกียรติ ประวัติอันยาวนานของท่านเสรีพิศุทธ์ในฐานะมือปราบผู้ไม่ยอมอ่อนข้อให้หน้า ไหนทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลและในการทำคดีสำคัญๆ นั้นได้รับการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่ามาตลอดชีวิตการรับราชการอันยาวนาน ของเขา" บุญชัย ปัญจรัตนากร ผู้ประพันธ์หนังสือชีวประวัติของเขาและเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มเพื่อนเสรีให้ความเห็นเพิ่มเติม

แม้จะมีชื่อเสียงอันเป็นที่น่าไว้วางใจก็ตาม แต่เสรีพิศุทธ์ก็ต้องเผชิญกับศึกอันใหญ่หลวงของการแข่งขันชิงเก้าอี้ผู้ว่า กทม.ที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 นี้ เนื่องจากเขาขาดแรงสนับสนุนทั้งในแง่การจัดตั้งและเงินทุนที่มักมาพร้อมกับ พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงชิงชัยในสนามการเลือกตั้ง ผลการสำรวจความนิยมโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)เมื่อเดือนตุลาคม

2555 เปิดเผยว่า ชื่อของเขามาเป็นอันดับที่ 3 ตามหลังผู้สมัคร(ที่ยังไม่มีการประกาศตัวอย่างเป็นทางการ)จาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ แต่เสรีพิศุทธ์ก็ยังมีเวลาอีกมากที่จะถมช่องว่างดังกล่าวด้วยการขอเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิออกเสียงในกทม. ที่ มีสัดส่วนถึงประมาณหนึ่งในสี่ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเทคะแนนให้ผู้สมัคร รายใด โดยกระบวนการนี้ เสรีพิศุทธ์น่าจะสามารถพิสูจน์ตัวเองในฐานะตัวเลือกทางการเมืองที่ยังมี อนาคตในท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงรุมเร้าประเทศอยู่ในขณะ นี้ได้

ขอขอบคุณ :

จอห์น เรบี้ : เขียน

บุญชัย ปัญจรัตนากร : แปล/เรียบเรียง

มร. จอห์น เรบี้ คอลัมนิสต์ ที่เอื้อเฟื้อบทความจากเซ็คชัน Commentary จากหนังสือพิมพ์ดิออเรนจ์ เคาน์ตี้ รีจิสเตอร์ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2555 และอนุญาตให้แปลบทความเป็นภาษาไทยเพื่อเผยแพร่

ที่มา : John Hrabe: Corruption & the cop

By JOHN HRABE, ocregister.com

December 2nd, 2012

โชคดีครับ