Get Adobe Flash player

ความยุติธรรม มีให้สำหรับคนจนและคนรวย ในกระบวนการของศาลจราจรในอเมริกา จริงหรือ…? โดย คิด ฉัตรประภาชัย

Font Size:


ตั้งแต่ปี 2006 มีจำนวนผู้ขับขี่ยานพาหนะกว่า 5 ล้านราย ที่ถูกกองทะเบียนยานพาหนะหรือที่รู้จักกันในนาม DMV, Department of Motor Vehicles ของรัฐแคลิฟอร์เนียยกเลิกใบอนุญาตขับขี่เพราะไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับจากใบสั่ง (Notice to Appear)  ที่ถูกตำรวจตั้งข้อหาจากการทำผิดกฎจราจรต่างๆ และจากการบวกค่าธรรมเนียมต่างๆของศาล ของเค้าน์ตี้ และอื่นๆ ทำให้ค่าปรับแพงเป็นทวีคูณ คนจนจึงหมดโอกาสที่จะไปต่อสู้คดีในศาลเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับที่ตั้งไว้ ถึงแม้ว่าอาจไม่ได้ทำผิดอย่างที่ตำรวจกล่าวหา

ยกตัวอย่าง ถ้าถูกตำรวจเขียนใบสั่งเพราะคุยโทรศัพท์มือถือ หรือพิมพ์ข้อความขณะขับรถ ผิดกฎจราจรข้อหา CVC 23123 (Cell Phone) 23123.5 (Texting) เฉพาะปีที่แล้ว ตำรวจออกใบสั่ง พูดโทรศัพท์มือถือในระหว่างขับรถถึง 425,041 ใบ และอีก 210,000 รายถูกออกใบสั่งเท็กซ์ติ้งขณะขับรถ ค่าปรับขั้นแรกจะเสีย 50 เหรียญ แต่ถ้าบวกค่าธรรมเนียมของศาลจราจรที่ต้องทำธุระให้ อีกทั้งทางเคาน์ตี้ก็จะขอแบ่งด้วย รวมแล้วใบสั่งครั้งแรกจะอยู่ที่ $162  ครั้งที่สองจะสูงถึง $285 และถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่เสียแต้ม (คะแนน) ในประวัติขับขี่ของคุณ (Point System) แต่ใบสั่งนี้จะอยู่ในประวัติการขับขี่ของคุณ มีผลเสียในอนาคต ถ้าคุณไปสมัครงานกับบริษัทที่ต้องให้คุณขับรถ บริษัทประกันจะถือว่าคนพวกนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ค่าเบี้ยประกันก็จะสูงตามมา บางบริษัทเขาอาจไม่รับคุณเข้าทำงาน

จากจำนวนกว่า 5 ล้านคนที่ถูกกองทะเบียน (DMV) ยกเลิกใบขับขี่เพราะไม่ไปจ่ายค่าปรับนั้น ซึ่งบางครั้งตำรวจอาจจะตั้งข้อหาผิด จับผิดคัน แต่เนื่องจากคุณไม่มีเงินไปจ่ายค่าปรับเต็มก่อน จึงหมดโอกาสไปสู้คดี ราวกับว่าศาลจราจรมีไว้สำหรับคนที่มีเงินที่จะจ่ายค่าปรับก่อนเท่านั้นถึงจะได้รับสิทธิ์นี้  ฉะนั้น เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา กรรมาธิการยุติธรรมที่ซาคราเมนโต้ (Judicial Council) ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ เช่นอคีตผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ตัวแทนองค์กรอิสระ ต่างได้ลงมติเป็นเอกฉันท์แบบด่วนที่สุด (Emergency Action) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในทันทีให้ศาลจราจรในแคลิฟอร์เนียทุกเคาน์ตี้ (มีทั้งหมด 58 เคาน์ตี้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย) ยกเลิกการบังคับให้ผู้กระทำผิดในคดีจราจรต่างๆจ่ายค่าปรับ (ค่าประกัน) ก่อนถึงจะไปสู้คดีกับตำรวจในศาลได้ ในกรณีไม่ยอมรับผิด (PLEA NOT GUILTY) โดยทันที แต่กฎระเบียบใหม่นี้ ไม่รวมถึงผู้ที่ได้จ่ายค่าปรับไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งบางรายอาจกำลังรอวันที่จะไปแก้ต่างสู้คดี

การนับคะแนน (แต้ม) สะสม Point System ของแคลิฟอร์เนีย. DMV มีดังนี้… ทาง DMV สามารถยกเลิกใบขับขี่ของคุณได้ เมื่อคุณสะสมคะแนนเสียจากการกระทำผิดกฎจราจรต่าง ๆ และถูกตัดสินว่าผิดจริง หากคดีถึงที่สุดแล้ว

สะสมได้ 4 คะแนน  ภายใน 12 เดือน

สะสมได้ 6 คะแนน  ภายใน 24 เดือน

สะสมได้ 8 คะแนน  ภายใน 36 เดือน

เช่น ขับรถเร็ว (Speeding) เสีย 1 คะแนน ถ้าขับเร็วเกิน 100 ไมล์ต่อช.ม.(VC22348b)  เสีย 2 คะแนน  ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือถูกยกเลิกไปแล้ว 2 คะแนน, ชนแล้วหนี 2 คะแนน (Hit & Run) ขับรถโดยประมาท (Reckless Driving) 2 คะแนน, เมาแล้วขับ( D.U.I.) 2 คะแนน

คะแนนเสียจะอยู่ในประวัติการขับขี่ของคุณดังนี้:

พวกความผิดที่เสีย 1 คะแนน ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในประวัติ 3 ปี

พวกความผิดที่เสีย 2 แต้ม เมาแล้วขับ (VC23152, 23152 a-d) จะอยู่ในประวัติขับขี่ของคุณถึง 10 ปี

ส่วนพวกที่ไม่ไปขึ้นศาล หรือไม่จ่ายค่าปรับ ก็จะมีประวัติอยู่ถึง 5 ปี ส่วนพวกที่ไม่ไปศาล หรือหนีกลับบ้าน (เมืองไทย )จากการถูกจับขณะมึนเมา DUI แล้ว จะอยู่ในประวัติขับขี่ 10 ปี บุคคลเหล่านี้ถือว่ามีหมายจับอาญา (Arrest Warrant) หากตำรวจเจอที่ไหนก็จะจับคุณเข้าคุกได้ ถึงแม้จะเป็นลหุโทษจากการที่ผิดคดีจราจรธรรมดาที่ไม่มีโทษจำตั้งแต่แรกเรียกว่าคดีแค่Infraction ธรรมดา

ฉะนั้นเป็นเรื่องที่ดีที่กรรมาธิการด้านยุติธรรมนี้ ได้เปิดโอกาสให้คนที่คิดว่าตนบริสุทธิ์ แต่คิดว่าถูกตำรวจตั้งข้อหาโดยมิชอบ ก็สามารถขอต่อสู้คดีโดยไม่ต้องจ่ายค่าปรับ (ประกัน) ก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามประสบการณ์ของผมที่เขียนใบสั่งมาก็มาก และจากสถิติจากศาลจราจร ส่วนตำรวจชนะคดีจราจรมากกว่าแพ้ เพราะผู้พิพากษาจะเชื่อคำให้การของตำรวจมากกว่าผู้ที่ถูกกล่าวหา ตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมาย และไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะเขียนใบสั่งแบบชุ่ยๆ ตำรวจอเมริกาไม่มีการรับส่วนแบ่งหรือมีโควต้าจากการออกใบสั่งแต่ประการใดเหมือนอย่างบ้านเรา ที่ตำรวจเขียนเองปรับเอง ถึงมีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด

หลายรายโทรมาปรึกษาว่า โดนตำรวจจับในข้อหาขับรถในขณะมึนเมาจะด้วยสารอะไรก็ตาม แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าไม่ได้เมา ก็ขอแนะนำว่า ถ้าคุณไม่แน่ใจว่ามึนเมาหรือเปล่า เพราะมันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น น้ำหนักและการตอบสนองของร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฉะนั้น บางคนดื่ม 1 แก้วก็อาจเมาแล้ว บางคนดื่ม 3 แก้วยังไม่เมา อย่างไรก็ตามการวัดค่าความเมา  ตามกฎหมาย 0.08% ของ BAC (Blood Alcohol Concentration) ก็ถือว่าเมาแล้ว แต่นี้เป็นเพียงส่วนประกอบอันหนึ่งที่จะบอกว่าคุณเมาหรือเปล่าเท่านั้น เพราะถ้าตำรวจสามารถสรุปจากการสังเกตุการขับรถของคุณ และการทดสอบภาคสนาม 4 แบบ รวมทั้งการตอบคำถามต่างๆแล้ว สรุปว่าคุณไม่อยู่ในสภาพที่จะขับรถได้ ตตารวจก็สามารถตั้งข้อหา DUI (Driving Under Influence) คือเมาสารเสพอะไรก็ได้ คุณต้องไปขอรายงานการจับกุมว่าทำไมตำรวจถึงตั้งข้อหาคุณ ถ้าคิดว่าคุณไม่ผิด ก็ต้องไปพิสูจน์กันที่ศาลจราจรนะครับ แต่อย่าได้ปฏิเสธการทดสอบของตำรวจ เพราะใบขับขี่ของคุณจะถูกยกเลิกโดย DMV เพราะถือว่าผิดโดยไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

ผมได้เขียนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ในหนังสือ “คิดแบบคิด” หน้า 65 หาซื้ออ่านได้พร้อมทั้งรายละเอียดคำตอบอื่นๆ อีกด้วย    

           โชคดีครับ