Get Adobe Flash player

อนาคตสดใสของเยาวชนไทยรุ่น 2 … โดย คิด ฉัตรประภาชัย

Font Size:


    ผมมีโอกาสร่วมงานพบปะสังสรรค์กับคนรุ่น 2 (เยาวชนระหว่าง 25-35 ปี) เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา จัดโดยท่านกงสุลใหญ่ เจษฎา กตเวทิน มีอาหารไทยที่เลิศรส รวมทั้งของหวาน เครื่องดื่ม ที่มีให้รับประทานอย่างเต็มที่ ขอขอบพระคุณท่านมา ณ ที่นี้ด้วยที่ท่านเห็นความสำคัญของเยาวชนเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เกิดในอเมริกา หรือมาอยู่ตั้งแต่เด็กๆ โดยมีคุณพ่อคุณแม่ (อย่างผม) ที่เข้าสู่วัยเกษียณ หรือวัยชราจากรุ่นเบบี้บูมเม่อร์ (Baby Boomers) คือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1946-1964 ซึ่งคนรุ่นนี้มีถึง 76.4 ล้านคนในประเทศอเมริกา หรือประมาณกว่า 30% ของประชากรทั้งหมด

    เยาวชนเกือบ 100 คนมีโอกาสมารวมตัวกันในงานนี้ ซึ่งแต่ละคนมีความก้าวหน้าในสาขาอาชีพที่ตนถนัด เช่น เป็นหมอ วิศวกร ทนายความ นางแบบ นักขายบ้าน นักขายอินชัวรันซ์ ทหาร ตำรวจ และพวกเขาเหล่านี้ยังมีความเป็นคนไทยอยู่ในตัว รักประเทศไทย ทั้งๆ ที่บางรายไม่สามารถพูดไทยได้ แต่ก็พอฟังไทยได้บ้าง มีรายหนึ่งที่ทำงานกับนักการเมืองท้องถิ่น

    ซึ่งจากที่ดูๆ แล้ว เยาวชนเหล่านี้ข้องเกี่ยวกับนักการเมืองน้อยมาก หรือทำงานกับนักการเมือง ผมได้พูดให้เยาวชนเหล่านี้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการเมือง (Political Participation)

จากคำนิยามของประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ในระบอบประชาธิปไตยที่ว่า…     การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน (Government of the People, by the People, for the People) นั้น ผมคิดว่าเยาวชนรุ่น 2-3 ยังให้ความสำคัญน้อยมาก หรือไม่เข้าใจในการเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมือง น้อยคนที่รู้จักตัวแทนในเขตของเขาว่าเป็นใครเสียด้วยซ้ำ คาดว่าคงจะไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือถ้าไปลง ก็คงลงแบบดูชื่อว่าชื่อไหนเก๋ หรือคุ้นเคย ก็เลือกเขาเข้าไป หาความกระตือรือร้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองน้อย ซึ่งผมพอสรุปเหตุผลได้ดังนี้

1. ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่ว่าถ้าชอบเรียนทางรัฐศาสตร์ก็ได้ ไม่จำเป็นที่ต้องปลูกฝังให้เรียนเป็น หมอ วิศวกร ทนายความ พยาบาล ถึงจะมีรายได้ดี เป็นอาชีพที่มั่นคง ทั้งๆ ที่ลูกบางคนก็เรียนตามใจคุณพ่อคุณแม่ แถมเรียนจบมาแล้ว ก็ไม่ได้เข้าทำงานตามที่ได้เรียนมา หรือรักงานที่ทำ สุดท้ายก็ไปได้ไม่ดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าเด็กเหล่านี้รักที่จะช่วยเหลือสังคม เป็นคนยอมเสียสละ ทำงานการกุศลต่างๆ โดยเริ่มเป็นอาสาสมัครทางการเมืองท้องถิ่น ในเขตที่ตนอาศัยอยู่ เป็นอาสาของสมาชิกสภาเทศบาลท้องถิ่น (Councilman) ตั้งแต่เด็กๆ ที่ใกล้จบไฮสคูล ก็จะได้เรียนรู้ถึงระบบการทำงานของรัฐบาล การวางแผน การวางนโยบายต่างๆ การจัดสรรควบคุมงบประมาณรายรับรายจ่าย ซึ่งทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรง หรือทางอ้อมกับเรา เราเคยไปฟังการประชุมของสภาเทศบาลในท้องที่เราไหม นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมเห็นว่าจำเป็นต้องปลูกฝังกันตั้งแต่ตอนเรียนไฮสคูล ร่วมกิจกรรมในโรงเรียนที่แสดงความเป็นผู้นำที่เสียสละ ก็มีส่วนช่วยเด็กในอนาคต

2. สาเหตุอีกหนึ่งอย่างคือ ไม่รู้จะเข้าหานักการเมืองพวกนี้อย่างไร และทำอย่างไรที่จะทำให้เขาไว้เนื้อเชื่อใจเราได้… อันนี้ส่วนใหญ่ต้องมีคนแนะวิธี แต่สำหรับผมก็ถือว่าโชคดีที่ในปี 2006 ผมได้สอบถามเว็บไซต์ของคุณมิเชล ปาร์ค สตีล ที่เริ่มหาเสียงในการชิงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารของกรมสรรพากร สรรพสามิตของรัฐแคลิฟอร์เนีย… ผมบอกท่านว่า ผมเป็นคนไทย อยากจะให้มารู้จักกับชุมชนไทยเรา ซึ่งพวกเรายังไม่รู้จักกับนักการเมืองดีนัก ท่านตอบรับทันที ผมดีใจมาก ก็พาไปพบคนไทยครั้งแรก ที่วัดไทยลอสแองเจลิส ในเดือนตุลาคมก่อนวันเลือกตั้ง คุณมิเชลไม่เคยรู้จักชุมชนไทย นอกจากชุมชนของชาวคนเกาหลี คนเกาหลีส่วนใหญ่สนับสนุนเขาเกือบ 100% ฉะนั้นเวลามีการจัดงานหาทุน ก็มากันเพียบ สนับสนุนทั้งเงิน และเดินหาเสียงให้อีก ผมรู้เพราะไปกับคุณมิเชลบ่อย หลังจากที่คุณมิเชลได้รับการเลือกตั้งในปี 2006 แล้ว เพียง 6 เดือนก็ขอตัวผมมาทำงานด้วย จากหน่วยงานของกรมสรรพากร สรรพสามิตที่เป็นเขตที่ผมทำงานอยู่  จนได้เป็นที่ปรึกษาอาวุโสใกล้ชิด 8 ปี ท่านไว้ใจเพราะเราทำงานให้ท่านด้วยใจ พยายามให้ท่านสนับสนุนกิจกรรมไทย จึงเป็นที่มาของการแนะนำให้ท่านแต่งตั้งเยาวชนไทยรุ่น 2 มาเป็นกรรมาธิการ (Commissioner) ที่สำคัญในเคาน์ตี้ออฟออเร้นจ์ ซึ่งการแต่งตั้งนี้ก็เป็นโควต้าของกรรมการบริหาร แต่คุณมิเชลจะต้องรู้จัก หรือมีคนแนะนำที่ดีที่ให้ความมั่นใจกับท่านว่า คนเหล่านี้จะเป็นตัวแทนท่านในคณะกรรมาธิการต่างๆ ได้ มีความคิดนโยบายที่จะรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

    อีกตัวอย่างหนึ่ง… ที่ผมขอยกมาคือ คุณชันชนิษฐ์  มาร์เทอเรล (แชนซี่) ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมชาวไทยที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น  Central Area Planning Commissioner ของนครลอสแอนเจลิส จากนายกเทศมนตรี Antonio Villaraigosa และนายกเทศมนตรี Eric Garcetti ซึ่งมีหน้าที่ออกใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงการอนุญาตให้ขายเหล้า เบียร์ในแอลเอได้ เป็นกรรมาธิการที่สำคัญ มีผลต่อนักธุรกิจ เจ้าของร้าน คุณแชนซี่ได้รับตำแหน่งจากการที่มีความสนิทสนมกับนักการเมืองในเขตแอลเอ เธอเริ่มจากการเป็นอาสาสมัครมาก่อน เธอรู้จักกับนักการเมืองต่างๆ ทั้งนายกเทศมนตรี สมาชิกเทศมนตรี ทำให้นักการเมืองเหล่านี้ไว้วางใจ และยินดีแต่งตั้งให้มาโดยตลอด

    สรุปในประเด็นนี้คือ… พ่อแม่ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้บุตรหลานเข้ามีส่วนร่วมในการเมืองท้องถิ่น เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน สมัครฝึกงานกับนักการเมือง เสนอแนะกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือกับธุรกิจของพวกเราโดยรวม นักการเมืองสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายกฎระเบียบแทนเราได้ แต่ถ้าเราไม่เสนอ ไม่สนใจที่จะทำอะไร ก็ต้องยอมรับเสียงที่นักการเมืองเขาคิดว่าดี หรือรับฟังเสียงจากกลุ่มที่มาล็อบบี้เท่านั้น คือไม่รู้จักไปใช้สิทธิของเราในระบอบประชาธิปไตย เช่นพวกยูเนี่ยนที่จะล็อบบี้นักการเมืองเพื่อขอขึ้นเงินเดือนให้สมาชิก เพิ่มสวัสดิการของพวกเขาให้ดีขึ้น แล้วก็เทเสียงแลกให้ โดยบอกสมาชิกให้ไปลงคะแนนท่านที่สนับสนุนยูเนี่ยนของเขา

3. นักการเมืองเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เพราะเขาเป็นตัวแทนของประชาชน เวลาเขียนจดหมายถึง จะต้องขึ้นต้นด้วยคำ THE HONORABLE ผู้ทรงเกียรติ… ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่มีสิทธิ์เข้าไปสอบถามหน่วยงานของรัฐบาลได้ พวกเขาจะต้องตอบคำถาม หรือตามเรื่องที่ประชาชน (Constituents) สงสัยและถามผ่านผู้แทนของประชาชน ทั้งนี้เพราะตำแหน่งสำคัญของข้าราชการของรัฐนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น

ส่วนรายได้นั้นก็ดีมาก มาพร้อมกับสิทธิต่างๆ เช่น รถประจำตําแหน่ง บางตำแหน่งมีตำรวจรักษาความปลอดภัยและขับรถให้ เช่น นายกเทศมนตรีนครลอสแอนเจลิส

นายกเทศมนตรีนครลอสแอนเจลิส  เงินเดือนปีละ $239,993 

สมาชิกเทศมนตรีนครลอสแอนเจลิส (Councilman)  เงินเดือนปีละ $184,610

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย (Governor) เงินเดือนปีละ $177,467

สมาชิกสภาล่างของรัฐ (Assembly Member) เงินเดือนปีละ $97,197 plus $168 ต่อวัน during sessions

สมาชิกสภาบนของรัฐ (State Senator) เงินเดือนปีละ $97,197 plus $168 ต่อวัน during sessions

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐบาลกลาง (Congress Member) เงินเดือนปีละ $174,000

คณะบริหารของเคาน์ตี้ออฟออเร้นจ์ (Orange County Board of Supervisors) คุณมิเชล เงินเดือนปีละ $143,031

ฉะนั้น… จะเห็นได้ว่า นักการเมืองเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี มีเกียรติ ได้ช่วยเหลือและเป็นผู้แทนของประชาชน ผมจึงอยากชักชวนให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยกันสนับสนุน ผมยินดีให้คำแนะนำ และคุณมิเชลก็อยากเห็นเยาวชนไทยรุ่น 2 หรือรุ่นต่อๆ ไปเข้าสมัครเป็นผู้แทนชุมชนไทย มาดูแลรักษาผลประโยชน์อย่างชุมชนเกาหลี จีน หรือเวียตนาม

อนาคตของชุมชนไทยก็จะสดใสครับ!

โชคดีครับ