Get Adobe Flash player

มาทำความเข้าใจกับการใช้กฎหมายที่น่าสนใจ “The Letter of the Law VS. The Spirit of the Law” โดย คิด ฉัตรประภาชัย

Font Size:

 

                        สืบเนื่องจากการที่ตำรวจฝ่ายความมั่นคงของไทย จับกุมนักข่าวชาวฮ่องกง นายแอนโทนี กวาน เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2015 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากบินเข้าไปทำข่าวระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ บริเวณศาลพระพรหม และในขณะกำลังจะบินกลับฮ่องกง ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ แจ้งข้อหาหลังจากมีการตรวจพบเสื้อเกราะกันกระสุน (Bullet Proof Vest) และหมวกกันกระสุน (Helmet) ที่อยู่ในกระเป๋าเดินทาง มีเครื่องยุทธภัณฑ์ดังกล่าวไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งๆ ที่นักข่าวคนนี้ได้แสดงบัตรประจำตัวนักข่าว จากสำนักข่าว Initium Media Technology ด้วยเหตุผลที่ทางต้นสังกัดที่ฮ่องกงให้เขานำไปใส่ขณะทำข่าวที่ราชประสงค์ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

                         เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยไม่รับฟังเหตุผลใดๆ … ผมคิดว่าหนึ่งในเหตุผลเพราะกลัวโดนฟ้องในคดีอาญามาตรา 157 ที่ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

                        สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (The Foreign Correspondent Club of Thailand)ได้แถลงข่าวในวันเดียวกันนั้น เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวนักข่าวคนนี้โดยพลัน เพราะเขาไปทำข่าวตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่มีเจตนาที่จะนำเข้าไปโดยลำพัง ตลอดจนประนามเจ้าหน้าที่ที่ไม่รับฟังเหตุผล ทั้งยังได้ยกเหตุผลว่าที่ไหนๆในโลกก็อนุญาตให้นักข่าวต่างประเทศใส่เสื้อเกราะกันกระสุนป้องกันตัวในการทำข่าวในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัยได้ โดยยกตัวอย่างการตายของนักข่าวต่างประเทศที่ไปทำข่าวในช่วงเหตุการณ์ประท้วงในเดือนเมษายน และพฤษภาคม ปี 2010 ซึ่งมีผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น นาย Hiro Muramoto และนักข่าวชาวอิตาลี นาย Fabio Polenghi ที่ต้องตายอย่างน่าอนาถ ซึ่งทั้งสองถูกลูกหลงจากกระสุนปืนของฝ่ายทหารในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

                        จึงเป็นที่มาของบทความในวันนี้ ซึ่งผมเขียนตามความเห็น และจากประสบการณ์ที่เรียนจากกรมตำรวจเชอริฟ เจ้าหน้าที่ไทยเรายังขาดความเข้าใจในการใช้กฎหมายของเจ้าพนักงาน ไม่กล้าที่จะใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของสาธารณชนโดยรวม ซึ่งงานนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหาย โดยเจ้าหน้าที่เกรงว่าอาจถูกฟ้องดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ในภายหลัง ซึ่งมันแตกต่างจากเจตนารมณ์ของกฎหมายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งระบุชัดเจนว่ากฎหมายที่ใช้บังคับในคดีอาญา ต้องมาจากประมวลกฎหมายอาญาที่เรียกว่า Penal Statutes เท่านั้น และต้องทำความเข้าใจในเจตนารมณ์ของผู้ออกกฎหมาย (ส.ว. และ ส.ส. ที่เสนอและผ่านกฎหมาย) ว่าเขามีเจตนาที่เป็นเฉพาะตัว (Specific Intent) ถึงจะสามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพได้ กฎหมายยังอนุญาตให้เจ้าพนักงานสามารถใช้ดุลยพินิจในการที่จะจับกุมหรือตักเตือนผู้กระทำผิดได้ ยกตัวอย่าง…

                        “Letter of The Law” คือการทำตามตัวบทกฎหมายโดยเฉพาะหรืออย่างเคร่งครัด (ตามความหมายของตัวหนังสือที่เขียนขึ้น) ไม่ต้องตีความ แต่การบังคับใช้แบบนี้ บางครั้งมันไม่สามารถถือปฏิบัติตามความเป็นจริงได้ เช่น ถ้าตำรวจตรวจจับความเร็วด้วยเรดาร์ที่คุณขับรถโดยวัดได้ 68 ไมล์ต่อชั่วโมงนั้น ในขณะที่กฎหมายระบุตามป้ายกำหนดความเร็วห้ามเกิน 65 ไมล์ต่อชั่วโมง (Speed Limit) ก็ดี ซึ่งตามกฎหมายแล้ว… ตำรวจสามารถจับคุณได้  และออกใบสั่งให้คุณ (Notice of Violation)  

แต่ด้วย Spirit of the Law ซึ่งว่าด้วยความหมายหรือความตั้งใจที่เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมาย (Social Norm Perspective) แล้วนั้น มาตรฐานสังคมที่แท้จริงคือ ไม่อยากให้คนขับรถเร็วโดยประมาท และเพื่อให้การจราจรเดินไปด้วยความสม่ำเสมอ (Steady Flow of Traffic) จึงไม่มีตำรวจคนไหนอยากที่จะจับคุณในกรณีนี้ ที่คุณขับเกินไปแค่ 3 ไมล์

                        กฎหมายจราจรมาตรา 22350 Vehicle Code ระบุไว้ว่า…

                        “NO PERSON SHALL DRIVE A VEHICLE UPON A HIGHWAY AT A SPEED GREATER THAN IS REASONABLE OR PRUDENT HAVING DUE REGARD TO WEATHER, VISIBILITY, THE TRAFFIC ON THE SURFACE AND WIDTH OF THE HIGHWAY, AND IN NO EVENT AT A SPEED WHICH ENDANGERS THE SAFETY OF PERSONS OR PROPERTY.”

                        ซึ่งพอจะแปลได้ว่า “ไม่มีผู้ใดที่จะขับรถบนทางหลวงที่ใช้ความเร็วเกินอัตราอันสมควร โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของสภาพอากาศ ความสามารถที่จะมองเห็น สภาพการจราจร  ตลอดจนขนาดของถนน โดยมีการย้ำเกี่ยวกับอัตราความเร็วถ้าจะนำความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนผู้ขับอื่นๆ”

                        ซึ่งตามกฎหมาย… เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจะไม่จับคุณก็ได้ เพราะการขับ 68 ไมล์ ไม่ทำให้ใครที่ร่วมใช้รถใช้ถนนมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยได้ โดยไม่ถือว่าตำรวจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งตำรวจอาจจะตักเตือนคุณ แล้วปล่อยคุณไปดังที่เห็นกันบ่อยๆ

                        ส่วนกฎหมายไทยมาตรา 157 นั้น ซึ่งมีอยู่ 2 องค์ประกอบ

  1. การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
  2. การปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ฉะนั้น ในกรณีนักข่าวชาวฮ่องกงนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีเจตนาทุจริต แต่อาจกระทำตามตัวบทกฎหมาย เคร่งครัด เพราะกฎหมายว่าไว้อย่างนั้น…แต่ถ้าวิเคราะกฎหมายนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ จะมีความผิดต่อเมื่อเจ้าหน้าที่เจตนา “กลั่นแกล้ง” ผู้อื่นเท่านั้น หากไม่มีข้อเท็จจริงเรื่องเจตนากลั่นแกล้งผู้อื่น เจ้าพนักงาน ก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 157 (ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1787/2524 (เนติ) ตอน 7น.1323.8)

                        เรื่องคดีแบบนี้ทำให้อัยการ และศาลต้องมาทำคดีเสียเวลา และงบประมาณ ทั้งๆ ที่จำเลยไม่มีเจตนา หรือตั้งใจจะกระทำผิด และเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ผมเชื่อแน่ว่า เป็นเหตุผลอันควรที่จะยกฟ้องในที่สุด ฉะนั้น… ตำรวจไทยต้องเข้าอบรมทำความเข้าใจถึงกฎหมายเสียใหม่ รวมถึงผู้บังคับบัญชาที่ไม่สามารถตัดสินใจให้ปล่อยตัวผู้สื่อข่าวฮ่องกงที่สนามบินได้

ซึ่งผิดกับกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียที่อนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะมีหรือซื้อเครื่องยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองได้เช่น เสื้อเกราะกันกระสุน สเปรย์พริกไทย เทเซอร์ สตันกัน ขอเพียงให้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยไม่มีประวัติต้องโทษในคดีอาญามาก่อน (Felony) มีข้อแม้ว่า… ห้ามพกพาเข้าไปในตึกของรัฐบาล หรือในสถานที่ที่เขามีการประชุมสาธารณะ และภายในสนามบิน

                        อีกอย่างหนึ่งที่ผมเสนอให้รัฐบาลไทยควรปฏิรูปโดยด่วน คือ การห้ามเอาผู้ต้องหามานั่งแถลงข่าว โดยมีตำรวจชั้นผู้ใหญ่เต็มห้องไปหมด อาจเพราะอยากออกทีวีโชว์ผลงาน และให้หนังสือพิมพ์ชักรูปนำไปออกข่าว ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ที่ต้องจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษอยู่แล้ว อีกทั้งผู้ต้องหาเหล่านี้ก็เป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาที่ยังไม่ได้นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และศาลก็ยังไม่ได้ตัดสินในความผิดที่ถูกกล่าวหาไว้ คดีก็ยังไม่ถึงที่สุด บางครั้งผู้ต้องหายังมาถูกโจทก์/เจ้าทุกข์ ทำร้ายร่างกายและจิตใจต่อหน้าต่อตาตำรวจ ดังเช่นคดีคนลาวที่ทำร้ายร่างกายผู้โดยสารรถไฟฟ้า BTS เมื่อเร็วๆ นี้ โดยถูกเจ้าทุกข์ตบและถีบ

และยังมีหลายคดีที่ต่อมาภายหลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะหลักฐานอ่อน แต่ผู้ต้องหาก็ได้ถูกสังคมประนามไปแล้ว ตำรวจจะกู้ชื่อเสียงพวกเขากลับมาอย่างไร ดังเช่นคดี นาย คริสโตเฟอร์ ลี ฮอบส์ (Christopher Lee Hobbs) ที่ถูกตำรวจไทยจับเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2014 ในข้อหาละเมิดทางเพศกับเด็กไทย และเด็กเขมรที่พัทยา ถูกนำตัวมาแถลงข่าวโดยมีหลักฐานอ่อนมาก มีเพียงคำให้การของเด็กไทยและเขมร จนภายหลังเด็กสองคนนี้เปลี่ยนคำให้การ เพราะจำคนผิด อัยการจึงสั่งไม่ฟ้อง และถูกปล่อยตัวไปในที่สุด  นาย ฮอบส์ ถูกไล่ออกจากงาน ถูกสังคมไทยและในอเมริกาตราหน้าว่าเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรง เสียอนาคต ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจะไม่นำตัวผู้ต้องหามานั่งแถลงข่าว เพราะเขายังเคารพสิทธิของผู้ต้องหา/ผู้ถูกกล่าวหา เพราะถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีการตัดสินจากศาลเท่านั้น (Presumption of Innocence Until Proven Guilty)

                        อีกประการหนึ่ง… ที่ตำรวจไทยชอบทำตามธรรมเนียมประเพณีมาช้านาน คือ การนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำสารภาพ ที่บ่อยครั้งที่ผู้ต้องหาถูกญาติ เพื่อนฝูงของผู้เสียหายมาประชาทัณฑ์ จนดูเหมือนว่าตำรวจอยากเอาผู้ต้องหามาขึ้นศาลเตี้ย เพื่อให้ประชาชน ญาติมิตร เพื่อนฝูง เอาคืน โดยการเตะต่อยผู้ต้องหาให้สาแก่ใจ ทั้งๆ ที่ผู้ต้องหาเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิดจากกระบวนการยุติธรรม เป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งถึงแม้ว่าจะยอมสารภาพด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ประกอบกับสำนวนตำรวจที่ทำแบบละเอียดรอบคอบหนาแน่นแล้ว ทำไมจึงต้องไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ในหลายกรณี ตำรวจก็ไม่สามารถให้ความปลอดภัยกับผู้ต้องหาได้หรือว่านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่อยากจะทำเอาหน้ากันแน่

                        ผมจึงใคร่ขอร้องให้นายกฯ รีบๆ ปฏิรูปการทำงานของตำรวจไทยในสองกรณีนี้โดยด่วน การอบรมเพื่อฝึกความเข้าใจ พัฒนาความรู้กับตำรวจให้รู้ถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายต่างๆ ที่จะถูกนำมาใช้ ให้มันสมกับเจตนารมณ์ของตัวบทกฎหมาย กฎหมายไทยมีเยอะ ออกมาเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกคนทั้งผู้ต้องหา และโจทก์  ถ้าใช้โดยไม่มีวิจารณญาณแล้ว กฎหมายก็อาจถูกใช้ในทางที่ผิดหรือไม่ตรงประเด็น ผมเห็นด้วยกับท่านนายกฯ ที่ว่าก่อนที่จะปฏิรูประบบ ต้องปฏิรูปและพัฒนาตัวข้าราชการเองก่อน ต้องให้ความรู้ มีช่องทางที่เขาจะไปเรียนเพิ่มเติมได้ มิฉะนั้นการปฏิรูปก็จะทำได้ยาก

ประเทศไทยมีคนเก่ง มีด็อกเตอร์มากมาย แต่เราหาคนดีที่ กล้าคิด กล้าทำ กล้าเสนอ ในการเปลี่ยนแปลงเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมของชาตินั้นช่างน้อยเหลือเกิน… ขอฝากไว้ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนใหม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เพื่อโปรดพิจารณา

โชคดีครับ