Get Adobe Flash player

“เราไม่ต้องไปขอศีลที่วัด ไม่ต้องมาขอศีลกับพระอีกแล้ว”...จริงหรือ? โดย คิด ฉัตรประภาชัย

Font Size:

                เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมมีโอกาสเข้ารับเสด็จเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต ป.ธ. ๙) เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต กรรมการมหาเถระสมาคม และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ท่านเสด็จมาเป็นประธานการเฉลิมฉลอง 31 ปี ของการก่อตั้งวัดป่าธรรมชาติ เมืองลาพวนเต้ รัฐแคลิฟอร์เนีย และมาฉลองสมณศักดิ์พัดยศ พระภาวนาญาณวิเทศ (พระอาจารย์เหรียญ) เป็นพระราชญาณโกศล วิ.

                ผมไม่เคยรู้จักกับสมเด็จพระวันรัตมาก่อน แต่ได้รับทราบมาว่าท่านเป็นพระสงฆ์ปฏิบัติที่มีความเมตตาต่อพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก ท่านได้บรรพชาตั้งแต่ท่านอายุได้เพียง 12 ปี (12 พฤษภาคม 2491) ณ วัดคีรีวิหาร ต. ชำราก อ. เมือง จ. ตราด ปัจจุบันท่านมีอายุ 79 ปี (พรรษา 59, เกิดวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2479) แต่ยังดูแข็งแรงมาก

          หลังจากที่ได้ต้อนรับท่านที่สนามบิน ลอสแอนเจลิสในตอนเย็นของวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2559 ก็เลยมีความศรัทธา ต้องตามมากราบไหว้ท่านและฟังท่านเทศน์ต่อที่วัดป่าธรรมชาติในเย็นเดียวกันเวลา 2 ทุ่มกว่า ๆ โดยมีสาธุชน และลูกศิษย์วัดป่าธรรมชาติ ตลอดจนพระสงฆ์จากหลาย ๆ วัด มาต้อนรับท่านสมเด็จฯ อย่างอบอุ่น

                สมเด็จพระวันรัตได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่มาต้อนรับ และท่านบอกว่าเท่าที่จำได้ มาวัดป่าธรรมชาตินี้อย่างน้อย 3 ครั้งแล้ว ดีใจที่เห็นวัดป่าธรรมชาติเจริญเติบโตมาจนถึงปีที่ 31 มีลูกศิษย์มากมาย โดยเฉพาะการอบรมสมาธิหลักสูตรของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขาศูนย์ทิพย์ ของวัดป่าธรรมชาติ ที่ได้อบรมมาแล้วสามรุ่น มีนักเรียนลูกศิษย์หลายร้อยคน โดยมีท่านเจ้าอาวาส พระภาวนาญาณวิเทศ (พระอาจารย์เหรียญ) เป็นประธาน

                ท่านสมเด็จวันรัตในเย็นนั้น ได้ให้โอวาทกับพวกเราแบบฉบับย่อ ใช้เวลาไม่นาน (15-20 นาที) สรุปเอาสุดยอดของพระธรรมคำสอนของพุทธเจ้าที่ได้สั่งสอน ที่มีถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ บรรจุในพระไตรปิฎกทั้งหมด 45 เล่ม ซึ่งแม้แต่พระสงฆ์เอง บางรูปก็ไม่ได้อ่านศึกษาหมด แต่วันนี้ท่านสมเด็จวันรัตได้เทศน์ให้ฟัง นำไปใช้ได้เลย เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปฏิบัติใช้ในการดำรงชีวิตได้ แบบเรียนลัด ซึ่งมี 4 สิ่งเท่านั้น

                ฉะนั้นวันนี้ผมขอแชร์ และสรุปโอวาทที่สมเด็จพระวันรัตได้มีเมตตามอบให้กับสาธุชน เท่าที่ผมสรุปได้จากเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2016 พอสังเขปดังนี้ …

                สมเด็จพระวันรัตเริ่มต้นด้วยการพูดถึงความเข้าใจผิดของคนทั่ว ๆ ไป ที่ทำสมาธิโดยไม่รู้ว่าทำแล้วได้อะไรบ้าง ทำตามเขาบ้าง ไม่มีเป้าหมาย ท่านบอกเลยว่าเราไม่ต้องมาขอศีล มาขอกับพระหรือมาที่วัด เพราะนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด โดยไม่มีความเข้าใจใน 4 สิ่งนี้เลย คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และสติ ฉะนั้นท่านได้อธิบายแบบฟังง่าย ๆ ไม่พูดแบบบาลี หรือภาษาของพระ สามารถเข้าใจง่าย นำไปใช้ได้เลย เพราะทุกอย่างถ้าเรารู้ แล้วไม่ใช้ นาน ๆ ไป ก็ไม่เกิดผล ไม่มีประโยชน์เสียเวลาที่ก็แสนจะเหลือน้อยในชีวิตของเรา

            ยกตัวอย่าง การเดิน การทาน การพูด ที่เราทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราทำอยู่ทุกวัน ลองไม่เดินบ่อย ๆ เราก็เดินไม่ได้ หรือการจะก้าวขึ้นบันไดที่มี 100 ขั้น มันเป็นไปไม่ได้ว่าอยู่ ๆ เราจะก้าวทีละ 5 ขั้นได้ ทุกคนก็ต้องเริ่มก้าวตั้งแต่ ขั้น 1, 2, 3, 4, 5 ไปเรื่อย ๆ การฝึกธรรมะ สมาธิก็เหมือนกัน ยิ่งทำก็ยิ่งเพิ่ม ทำได้ต้องทำทุก ๆ วัน ทุกอิริยาบท

                ทุกคนมีศีล สมาธิ ปัญญา สติ อยู่ในตัวเองตั้งแต่เกิด แต่เราไม่ได้รักษา นำไปประพฤติปฏิบัติต่างหาก ซึ่งทั้ง 4 นี้ ถือเป็น (Signature) ซึ่งท่านจะย้ำตลอด ตามที่ได้ฟังจากยูทูปในโอกาสต่าง ๆ ที่ท่านได้เทศน์ว่า ทุกอย่างทั้ง 4 ปัจจัยมีอยู่ในตัวเราหมด เพียงแต่เราจะรักษามันให้เป็นปกติได้ไหม เราต้องสำรวจตัวเอง โอวาทของสมเด็จพระวันรัตนี้ เป็นธรรมะแบบฉบับอย่างที่ท่านใช้ในการเทศน์แทบทุกครั้ง

                ซึ่ง 4 สิ่งนี้เป็นหนทางแห่งการบรรเทาทุกข์ ลดกิเลสได้ คือ...

1.ศีล แปลว่า ความเป็นปกติ เกิดมาเราก็มีศีล คือ ความปกติ สมมุติเรานั่งฟังโอวาท อยู่ ๆ ก็มีคนมาเตะเราเสียนี่ คนอย่างนั้นมันปกติไหม… ไม่ปกติ ผิดศีลทำความชั่ว… ถ้าคนมีกาย วาจา ใจ ที่ปกติ ก็จะไม่ทำ ถือว่าคนนั้นก็มีศีล ที่มันลักทรัพย์ ฆ่ากัน เป็นจำเลย ติดคุกติดตะราง พวกนี้เป็นคนไม่ปกติ ทุกคนมีศีล 5 อยู่แล้ว เรารักษาไว้ได้ ปัญหาก็หมดไปจากครอบครัว ไปสู่สังคม แล้วเกิดความเมตตาต่อกันและกัน สามารถนำความสามัคคีมาสู่คนในชาติได้อีกด้วย

2.สมาธิ คือ ความตั้งใจ ก็มีอยู่ในตัวเราทุกคน ใจก็มีอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้ตั้ง ใจของเราให้ดี มุ่งมั่นที่ต้องทำให้บ่อย มีความมั่นคง ไม่ผันแปรตามความอยาก เพลิงกิเลส คือความโลภ โกรธ หลง ทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน ลาภ ยศ เงินทอง ไม่ใช่เขาไปเรียนสมาธิ ก็ตามกันไปเรียนโดยไม่รู้ว่า ไปแล้วเราได้อะไร ชีวิตจะงามขึ้นได้อย่างไร เอาแค่เบื้องต้นก่อน ก้าวขึ้นบันไดขั้นที่ 1 ก่อน ทำบ่อย ๆ ก็มีความมั่นคง ฝึกบ่อย ๆ เวลากิเลสมายั่วเรา ก็จะบรรเทากิเลสลงได้ อย่าพึงไปคิดว่า จะตัดกิเลสให้หมดเลย เป็นไปไม่ได้

3.ปัญญา ทุกคนมีปัญญาในตัวแล้ว มีความรู้ เรียนกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาตรี โท เอก เป็นด็อกเตอร์ เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่โง่เขลา ติดคุกเป็นจำเลย มีให้เห็นกันบ่อย ๆ ไม่มีธรรมะในใจ เห็นความชั่วเป็นความดี คนสูบบุหรี่ สูบยา มันเห็นเป็นความดีทำให้มีสุข เห็นกิเลส เห็นผิดเป็นชอบ เป็นปัญญาที่ไม่ปกติเช่นกัน

4.สติ  ก็มีในตัวเรา แต่ไม่ได้ใช้  ทุกข์… ไม่มีใครพ้นทุกข์ได้ ตราบใดที่เรายังไม่นิพพาน ในโลกเราก็มีแต่ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเพลิงทุกข์คอยเผาเรา ถ้าเรามีสติ คือ มีอาการของจิต ระลึกได้ด้วยคือ ความไม่ประมาท ถ้าเรามีความระลึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องมีการพลัดพรากจากเราสักวันใดวันหนึ่ง ทำใจไว้ก่อน เราก็จะได้ไม่ต้องเสียใจ ถ้าเรารู้จักทุกข์ รู้จักเหตุของทุกข์ เราก็สามารถจัดการบริหาร บรรเทาทุกข์ หรือกิเลสได้บ้าง

          สรุปว่า ศีลมันอยู่ในตัวเราทุกคน มีศีลไว้สำหรับบรรเทากิเลส การปฏิบัติธรรมก็เพื่อบรรเทากิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง ที่เราต้องตั้งเป้าไว้  การอยากได้ อยากมี อยากเป็น เป็นทุกข์กิเลสทั้งสิ้น สมเด็จฯ ได้ทิ้งท้ายว่า ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ มีข้อดีและข้อเสีย เราต้องสำรวจตัวเอง มองตัวเอง สำรวจตัวเองก่อนนอน วันนี้ทำอะไรดีหรือไม่ดี จงเตือนตน ด้วยตนเอง ทุกอย่างธรรมชาติให้เรามาปกติอยู่ เพียงแต่เราจะรักษามันให้เป็นปกติได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง เมื่อเราเข้าใจในเหตุและผลที่มาของ ศีล สมาธิ ปัญญา สติ นำไปใช้ปฏิบัติ  นั้นแหละคือการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

                ขอกราบขอบพระคุณเจ้าอาวาส พระราชญาณโกศลวิ (พระอาจารย์เหรียญ) แห่งวัดป่าธรรมชาติ ที่ให้ความเมตตากับผม แนะนำให้ผมได้รู้จักกับเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัตในวันนั้นเป็นอย่างสูง

                ป.ล. ขอต้อนรับท่านกงสุลใหญ่นครลอสแอนเจลิส ท่านธานี แสงรัตน์ ที่ได้พบกับท่านโดยบังเอิญ เนื่องจากเดินทางมาเที่ยวบินเดียวกับท่านสมเด็จพระวันรัต แล้วยังมีคุณบุญญลักษณ์ (แดง) เจริญกิจการ เจ้าของหนังสือพิมพ์เสรีชัย ที่ร่วมเดินทางมาเที่ยวบินเดียวกันนี้เช่นกัน ขอขอบพระคุณกงสุลสัณห์ อรุณรักษ์ติชัย ที่ได้กรุณาแนะนำท่านกงสุลใหญ่คนใหม่ ประจำนครลอสแอนเจลิสและถ่ายรูปให้นะครับ

โชคดีครับ