Get Adobe Flash player

วันขอบคุณพระเจ้าช่วยชี้ญาตินั้นสำคัญไฉน โดย พรโสภา เรียบเรียง

Font Size:

พฤหัสบดีที่สี่นั้น                  แทงส์กีฟ  วิ่งเอย

พฤศจิกายี่สิบ-                   แปดนี้

ญาติพี่น้องใกล้ไกลลิบ           กลับร่วม  กันนา

วันขอบคุณพระเจ้าช่วยชี้        ญาตินั้นสำคัญไฉน

                                                  พรโสภา ร้อยกรอง

               ถ้าพูดกันตามความเป็นจริง ๆ แล้ว กลุ่มพิลกริมที่เคลื่อนย้ายอพยพมาจากอังกฤษ เพื่อมาแสวงหาแล้วตั้งรกรากใน “ฟลีมัธโคโลนี” (ปัจจุบันอยู่ในมลรัฐแมสซาชูเซทส์) ในอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1621 และคงตั้งใจจะขอบคุณชาวอินเดียนแดง ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองแท้ ๆ ของทวีปอเมริกา ที่นำไก่งวง และอาหารมาช่วยประทังความอดอยากมากกว่า

               แต่กว่าที่วัน “แทงส์ กีฟวิ่ง” อย่างเป็นทางการจะได้รับการแต่งตั้งให้มาตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายนในทุกปี ชื่อของวันขอบคุณพระเจ้าวันนี้ก็ได้รับการโยกย้ายไปมาบนปฏิทินตามความเหมาะสมของสถานการณ์แวดล้อมในประเทศ เช่น ให้ตรงกับวันที่อเมริกาได้รับชัยชนะจากสงครามที่ซาราโตกา ในปี ค.ศ. 1777

               อดีตประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน ผู้ล่วงลับ ยังเคยเลื่อนวันฉลองไก่งวงให้ไปตรงกับวันสถาปนารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1789 และ กว่าจะได้การยอมรับว่าเป็นวันดีศรีวัน “แทงส์ กีฟวิ่ง” ก็เคยถูกพวกเซาธ์เทินเนอร์กีดกันว่าเป็นวัฒนธรรมที่พวกแยงกี้ส์มายัดเยียดให้ปฏิบัติ

               จนมาถึงศตวรรษที่ 19 นั่นเอง ที่วันขอบคุณพระเจ้าได้เป็นสัญลักษณ์ของการรวมญาติ วันฉลองความสุข การร่วมสังสรรค์ในหมู่ครอบครัวกันถ้วนหน้า เจ้าไก่งวงก็ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ให้น้อยหน้าเจ้าห่านบนโต๊ะในค่ำคืนของคริสต์มาสอีฟอีกต่อไป

               แหล่งที่มาของ “วันแทงส์กีฟวิ่ง” ข้างต้นนั้น คุณปาริชาต เคมท์ เขียนไว้ในคอลัมน์ฝากไว้ให้คิด ในชื่อเรื่อง “ฉลองไก่งวงอย่างเป็นทางการ

               คราวนี้ เรามารับรู้ในเรื่อง Thanksgiving Day ในคอลัมน์ “สาระน่ารู้” จากหนังสือ TV Parade ฉบับวันที่ 19 พฤศจิกายน 2004 ดูซิว่าความเหมือน และความต่างในเรื่องนี้อย่างไร

               วันขอบคุณพระเจ้าจะถือเป็นวันพฤหัสสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน ตามความเป็นจริงวันขอบคุณพระเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ แต่เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของการอพยพตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในอเมริกา ปี ค.ศ. 1620 เริ่มจากอังกฤษกลุ่มหนึ่ง เรียกตนเองว่า พิวริแทน นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ศาสนาในประเทศอังกฤษซึ่งในยุคนั้นเป็นนิกายเชิร์ซออฟิงแลนด์ให้เป็นไปตามเชื่อ ผลปรากฏว่าพวกพิวริแกนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้จนในที่สุดได้ตัดสินใจตั้งศาสนจักรเป็นของตนเอง เป็นเหตุให้เหล่าขุนนางอังกฤษไม่พอใจ และเริ่มทำร้ายประหัดประหารพวกพิวริแทนจนพวกเขาต้องหนีไปอยู่ประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งยังได้รับปัญหาจากการถูกข่มเหงรังแกอีก นอกจากนี้พวกเขายังเสียใจที่ลูกหลานไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่ไปพูดภาษาดัทช์แทน

               และแล้วทำให้มีการย้ายถิ่นฐานอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขานึกถึงการย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนที่ไม่มีผู้ใดยับยั้งหรือขัดขวางการนับถือศาสนาตามความเชื่อ และศรัทธาตามความเชื่อของพวกเขา จึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศอังกฤษ จากนั้นกลุ่มพิวริแทนพร้อมผู้โดยสารทั้งชาย หญิง และเด็ก 102 คน บนเรือเมย์ฟลาวเวอร์ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่โลกใหม่ และเริ่มเรียกตัวเองว่า พิลกริม

               ระหว่างการเดินทางโดยเรือเดือนกันยายน เป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดสำหรับการแล่นเรือข้ามมหาสมุทร ระหว่างการเดินทางมีผู้เสียชีวิต 1 คน และแรกเกิด 1 คน หลังจากใช้เวลาแล่นเรือประมาณ 65 วัน เรือเมย์ฟลาวเวอร์มาจอดเทียบท่าที่ พรอวินซ์ทาวน์ ฮาร์เบอร์ ซึ่งอยู่ในปลายแหลมเคพคอด มลรัฐแมซซาซูเสท

               เพื่อการอยู่รอดในสังคม จึงมีการเลือกผู้ว่าการรัฐคนแรก และเซ็นสัญญาเมย์ฟลาวเวอร์ หลังจากนั้นกลุ่มพิลกริมได้ใช้ชีวิตบนเรือประมาณ 1 เดือน และได้ออกสำรวจชายฝั่งอ่าวเคพคอด และเมืองพลีมัธ จึงพบว่า ที่นี่มีทรัพยากรเหมาะแก่การเพาะปลูก และการประมง ต่อมาพิลกริมแล่นเรือเมย์ฟลาวเวอร์ข้ามอ่าวเคพคอดไปยังท่าเรือพลีมัธ และลงเรือเล็กมาเทียบที่ชายฝั่งบนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ภายหลังหินก้อนนี้ได้รับการเรียกว่า หินพลีมัส ซึ่งนั่นเป็นการเริ่มต้นการตั้งถิ่นฐานถาวรครั้งที่สองของชาวอังกฤษในอเมริกา

               เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ฤดูหนาว พวกพิลกริมต้องเผชิญกับการต่อสู้ภัยธรรมชาติ เนื่องจากไม่คุ้นเคยและไม่ได้รับการฝึกฝนทนกับความหนาวเย็น การใช้ชีวิตในป่า การทำงานหนัก ตลอดจนมีอาหารไม่เพียงพอ เมื่อสิ้นสุดฤดูหนาวเลยเหลือผู้รอดชีวิตประมาณ 50 คน หลังจากนั้นฤดูใบไม้ผลิหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ชื่อ แมสซาซอยท์ ได้สอนวิธีการล่าสัตว์ จับปลา และการปลูกพืช และสอนวิธีการใช้ปลาเป็นปุ๋ยสำหรับปลูกข้าวโพด ฟักทอง พวกพิลกริมสามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้เป็นอย่างดี

               ผู้ว่าการวิลเลี่ยม แบรดฟอร์ด เจริญรอยตามแบบแผนประเพณีเก่าแก่ที่เคยปฏิบัติกันมา ได้กำหนดวันเพื่อขอบคุณพระเจ้าในฤดูใบไม้ร่วง ปี ค.ศ. 1621 และได้ใช้ศาสนาสร้างสายสัมพันธ์ ระหว่างพวกพิลกริม และเพื่อนบ้านชาวอินเดียนแดง

               ประเพณีการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าของคนอเมริกันในยุคปัจจุบันที่มาจากการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าครั้งแรกอาหารหลักบนโต๊ะในวันนี้ เป็นอาหารประจำเทศกาลขอบคุณพระเจ้า จะมีไก่งวงอบยัดไส้สควอช ขนมปังข้าวโพด ซอสแครนเบอร์รี่ พายฟักทอง

               ทุก ๆ ปีชาวอเมริกันประมาณห้าแสนคน จะเดินทางไปเยี่ยมชมเมืองพลีมัธ ซึ่งกลายเป็นเมืองนำสมัยที่ยกย่องเทิดทูนอดีตกาลแรกเริ่มของชาวอเมริกันที่นี่ ที่นี่มีเรือเมย์ฟลาวเวอร์ที่สร้างเลียนแบบของจริง หินพลีมัธ หมู่บ้านจำลองของพวกพิลกริมในสมัยแรกเริ่ม

เรื่องนี้คุณรู้

               ไก่งวงที่เป็นเมนูหลักของเทศกาลขอบคุณพระเจ้า ทุก ๆ ปี ผู้นำสหรัฐจะต้องทำพิธีอภัยโทษไก่งวงที่โชคดีบางตัว และในแต่ละปีคาดกันว่าจะมีไก่งวงเคราะห์ร้ายถูกฆ่าเป็นอาหารในสหรัฐ ถึง 267 ล้านตัว (จาก น.ส.พ. สันติภาพ ฉบับ 21 พ.ย.44)

เรื่องนี้คุณ (อาจ) ไม่รู้

               เมื่อพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ในเย็นวันพุธ ก่อนหน้าวันขอบคุณพระเจ้าหนึ่งวัน ประธานาธิบดีบุช ได้เดินทางออกจากบ้านของเขาที่เท็กซัสด้วยยานพาหนะที่ไม่ติดเครื่องหมาย และสวมหมวกเบสบอลเพื่อปิดหน้า ขึ้นเครื่องบิน เพื่อบินไปฐานทัพอากาศแอนดริว วอชิงตันดีซี พร้อมผู้ช่วยส่วนตัว และนักข่าวสองสามคนที่สาบานว่าจะรักษาความลับ หลังจากนั้นเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อบินระยะไกลด้วยเครื่องบินกองทัพอากาศ หมายเลข 1 เดินทางถึงกรุงแบกแดกในเวลาค่ำ เครื่องบินดับไฟทั้งหมดในขณะร่อนลง และปิดหน้าต่างทั้งหมดลง

               ในช่วงเย็นผู้นำคนสำคัญทั้งทางทหาร และพลเรือน รวมทั้งผู้แทนสภาปกครองชาวอิรักส่วนใหญ่เป็นผู้แทนหน่วยทหารจำนวน 600 คน ได้รับเชิญมาร่วมรับประทานอาหารเย็นบริเวณสนามบินนานาชาติแบกแดด โดยแทบทุกคนทราบเพียงแต่เลี้ยงครั้งนี้มีจุดประสงค์ในโอกาสวันขอบคุณพระเจ้าร่วมกับแขกพิเศษโดยไม่รู้ว่าใครคือแขกพิเศษคนนั้น จนนายพอล เบรเมอร์ ผู้บริหารสูงสุดของสหรัฐในอิรักขึ้นอ่านสาสน์จากประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อสิ้นสุดการประกาศ ประธานาธิบดีบุชสวมเสื้อคลุมของกองพลทหารม้าเดินแหวกม่านออกมาทางด้านหลัง สร้างความตะลึงชั่วขณะ จากนั้นบุชได้ก้าวขึ้นเวที ก่อนที่จะกล่าวอะไรเขายกมือขึ้นปาดน้ำตาที่เอ่อล้น และกล่าวสรรเสริญพลเรือน และทหารในที่นั่น

               โดยเฉพาะคำกล่าวตอนสุดท้าย ดังนี้ “ในโอกาสวันขอบคุณพระเจ้า ประเทศของเราระลึกอยู่เสมอว่า ทั้งบุรุษ สตรี ของกองทัพ เพื่อนของท่านได้เสียสละอย่างใหญ่ยิ่ง เพื่อความปลอดภัย และเสรีภาพของเรา เราขอให้พระเจ้าได้อวยพรแด่ครอบครัว ในขณะที่ท่านปกป้องอเมริกา และนำมาซึ่งเสรีภาพ ทุก ๆ คนได้ตอบรับสิ่งเรียกร้องที่ยิ่งใหญ่ เพื่อเข้าร่วมในห้วงเวลาประวัติศาสตร์ที่จะเป็นประวัติศาสตร์ของโลก ข้าพเจ้าภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของท่าน ข้าพเจ้าได้นำการทักทายมาจากสหรัฐฯ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองท่านทุกคน”

               ความจริงสิ่งที่นอกเหนือจาก “วันขอบคุณพระเจ้า” ยังมีสาระที่น่านำมาให้อ่านกันได้อีกหลายเรื่องไว้โอกาสหน้า

 

เอกสารอ้างอิง

1.วารสารทีวีพาเหรด 19 พ.ย. 2541

2.น.ส.พ.สันติภาพ 21 พ.ย. 2544

3.น.ส.พ.มหาชน 20 พ.ย. 2546

4.น.ส.พ.ไทยแอลเอ 27 พ.ย. 2547

5.น.ส.พ.ไทยแอลเอ 26 พ.ย. 2548