Get Adobe Flash player

“ธรรมนูญ” และ “ประชาธิปไตย” แรกใช้สมัย ร.6 โดย พรโสภา เรียบเรียง

Font Size:

                เรามาดูความหมายของคำ “ธรรมนูญ” และ “ประชาธิปไตย” จากหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525

                “ธรรมนูญ” ว่า ความตกลงกำหนดสิทธิ และหน้าที่อันพึงมีต่อกัน, กฎบัติ ก็เรียก กฎหมายสูงสุดของรัฐว่าด้วยระบบการปกครองของประเทศ เช่น รัฐธรรมนูญ, ชื่อกฎหมายว่าด้วยระเบียบการ เช่น พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

                “ประชาธิปไตย” ว่า ระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่, การถือเสียงข้างมากเป็นใหญ่

พรรคการเมืองแถบสีน้ำเงิน และแถบสีแดง

                เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาวิชาการ ณ ประเทศอังกฤษนั้น ได้ทรงเห็นสภาพบ้านเมืองรวมทั้งวิถีชีวิตของผู้คน ตลอดจนรูปแบบการปกครองที่แปลกแตกต่างไปจากประเทศไทย จึงทรงมีพระราชดำริว่าสิ่งที่ได้ทอดพระเนตรเหล่านั้น อาจเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในภายภาคหน้า

                จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งเมืองจำลอง “ดุสิตธานี” ขึ้นในเขตพระราชฐาน เพื่อให้ข้าราชการ และราษฎรของพระองค์ได้ทดลองเรียนรู้การบริหารตามรูปแบบการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในเวลานั้นมีคนไทยน้อยคนนักที่จะรู้

                (ดุสิตธานี เป็นเมืองที่สมมุติขึ้น โดยโปรดให้สร้างจำลองไว้บนพื้นที่ที่อยู่ติดกับพระที่นั่งอุดรในพระราชวังดุสิต มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ เริ่มสร้างตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 และสำเร็จเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2462 ต่อมาเมื่อคับแคบลง จึงโปรดให้ย้ายไปสร้างใหม่ภายในพระราชวังพญาไท ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในปัจจุบัน)

                ภายในเขตเมือง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เหล่าข้าราชการบริพาร และมหาดเล็กเข้าไปจับจองที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้าน ซึ่งแต่ละคนสามารถจับจองได้เพียงคนละ 1 ตารางเมตร นอกจากนั้น ยังมีการจัดวางผังเมือง โดยแบ่งเป็นถนนหนทาง วัด โรงเรียน โรงพยาบาล อาคารพาณิชย์ บ้านเรือนราษฎร และพระราชวัง (พระราชวังวัชรินทรราชนิเวศน์) ทั้งนี้ อาคารสถานที่ดังกล่าว จะสร้างเหมือนจริงทุกประการ แต่มีขนาดย่อส่วนเพียง 1 ใน 20 ส่วนของขนาดของจริง จำนวนบ้านเรือน และอาคารสถานที่ต่าง ๆ ในดุสิตธานีมีรวมทั้งสิ้น 1,000 หลัง จากเขตการปกครอง 6 อำเภอ คือ อำเภอดุสิต อำเภอปากน้ำ อำเภอบางไทร อำเภอดอนพระราม อำเภอเขาหลวง และอำเภอบึงพระราม

                ประชาชนที่อาศัยอยู่ในดุสิตธานี เรียกว่าเป็น ทวยนาคร ประกอบด้วยบุคคลจากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเป็นทวยนาครผู้หนึ่งด้วย ดุสิตธานี เป็นเมืองมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีพรรคการเมือง 2 พรรค คือ พรรคแถบสีน้ำเงิน และพรรคแถบสีแดง มีการเลือกตั้งตามที่กำหนดในธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาล (ดุสิตธานี)  พระพุทธศักราช 2401 นอกจากนี้ ในดุสิตธานียังมีหนังสือพิมพ์รายวันพิมพ์ออกจำหน่ายถึง 3 ฉบับ คือ “ดุสิตสมัย” และดุสิตลักซี” กับมีหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ชื่อ “ดุสิตสมิต” หรือ “ดุสิตเคอร์เตอร์” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นบรรณาธิการใหญ่ ทั้งนี้ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทความต่าง ๆ เกี่ยวกับการเมือง ส่งไปลงหนังสือพิมพ์โดยทรงใช้นามแฝงในการเขียนว่า “อัศวพาหุ” และ “รามจิตติ”

                ในกรณีที่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับบทความของพระองค์เขียนมาโต้แย้ง พระองค์ก็จะทรงตอบกลับไปด้วยความมีน้ำพระราชหฤทัยเป็นนักประชาธิปไตย มิได้ทรงใช้พระราชอำนาจที่ทรงมิได้ตอบกลับไปเลย

                ดุสิตธานี แม้จะเป็นเมืองที่สร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่ชาวทวยนาครจะต้องออกทุนสร้างบ้านเรือนของตนเองกับต้องเสียภาษี เงินรายได้จากการเก็บภาษีส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้บำรุงเมืองจำลองนี้ และส่วนหนึ่งที่เหลือก็นำไปสมทบในการสร้างเรือรบหลวงพระที่นั่ง ดุสิตธานี จึงมิใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นพระราชเจตนาที่จะทรงพระราชทานรูปแบบการปกครองตามแบบประชาธิปไตยให้แก่ปวงชนชาวไทย เมื่อถึงเวลาอันควรดังพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ เนื่องในวโรกาสเสด็จฯ เปิดศาลารัฐบาลในดุสิตธานี ตอนหนึ่งว่า “วิธีการดำเนินงานในธานีเล็ก ๆ ของเราเป็นเช่นไรก็ตั้งใจว่า จะให้ประเทศสยามได้ทำเช่นเดียวกัน แต่จะให้การสำเร็จรวดเร็วทันใจดังธานีเล็กนี้ก็ยังทำไปทีเดียวยังไม่ได้  โดยมีอุปสรรคบางอย่าง เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอให้ข้าราชการทั้งหลายตลอดจนทวยนาคร จงตั้งใจกระทำกิจการของตนตามหน้าที่ให้สมกับธานีซึ่งได้จัดตั้งขึ้นนี้ ในไม่ช้าจะได้แลเห็นผลของประเทศสยามว่าจะเจริญไปได้เพียงไร”

                ดุสิตธานี มีอันต้องล่มสลายไปในปีพุทธศักราช 2468 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว

พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก

                พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี โดยมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2469 ในพระราชกรณียกิจที่สำคัญ ที่เกี่ยวกับการปกครองประเทศ ทรงพบกับปัญหาใหญ่ทั้งทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจ ทำให้ต้องทรงปรับปรุงโครงสร้าง และนโยบายในการบริหารปกครองประเทศในหลายประการ เพื่อประคับประคองให้บ้านเมืองผ่านปัญหาวิกฤตเหล่านั้นไปได้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เกิดขึ้นในรัชกาลนี้ คือ

  • ทรงตั้งอภิรัฐมนตรีสภา

  • ทรงปรับปรุงสภาองคมนตรี

  • ทรงจัดระเบียบการบริหารงานบุคคลของชาติใหญ่

  • ทรงให้ตรา “พระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัย หรือความผาสุกแห่งสาธารณชน พ.ศ. 2471

  • ทรงวางรากฐาน และกำหนดแนวทางในการพัฒนาการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

จะอย่างไรก็ตาม เช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 ระหว่างที่สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชธานไปประทับที่ “สวนไกลกังวล” อำเภอหัวหิน ได้มีบุคคลคณะหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะราษฎร์” นำโดยพันเอกพระยาพหลพลหยุหเสนา เข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เข้าควบคุมพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ และข้าราชการตำแหน่งสำคัญ ๆ ไว้เป็นตัวประกัน แล้วมีหนังสือไปกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ กลับพระนครเพื่อทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้ธรรมนูญการปกครองที่คณะราษฎร์ได้ร่างขึ้น

                แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงเตรียมที่จะพระราชทานอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชนอยู่แล้ว แต่เมื่อคณะราษฎร์แสดงออกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าเช่นนี้ พระองค์ก็มิได้ทรงถือทิฐิมานะ ทรงละพระบรมเดชานุภาพยอมรับเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ด้วยทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่ทรงต้องการให้มีการต่อสู้จนเสียเลือดเนื้อ และกลายเป็นการจลาจลทำความเสียหายแก่บ้านเมือง ซึ่งหลังจากเสด็จฯ กลับพระนครแล้วก็ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับแรก เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475

ทรงสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์

                ในเดือนตุลาคม ปีพุทธศักราช 2476 ได้เกิดสงครามการเมือง ที่เรียกกันว่า กบฎบวรเดชขึ้น โดยพระองค์เจ้าบวรเดช กับพระยาสิทธิสงคราม ได้รวบรวมกำลังทหารหัวเมือง มุ่งเข้าตีกรุงเทพฯ เพื่อช่วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้หลุดพ้นจากอำนาจของคณะราษฎร์ ในการนี้ได้เกิดการสู้รบ และต้องเสียชีวิตด้วยกันทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์นี้สะเทือนพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอันมาก ครั้งต่อมาปรากฎว่าได้เกิดความคิดเห็นทางการเมืองขัดแย้งกันระหว่างพระองค์กับคณะราษฎร์

                เนื่องจากคณะราษฎร์ไม่ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราที่ทรงท้วงติงไป ด้วยทรงเห็นว่าประชาชนมิได้มีสิทธิ์มีเสียงในการปกครองอย่างแท้จริง จึงได้ทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปประทับที่ประเทศอังกฤษ ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพื่อไปรักษาพระเนตร” เมื่อวันที่ 12 มกราคม พุทธศักราช 2476 จนเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2477 จึงได้ทรงพระราชทานพระหัตถเลขา ทรงสละราชสมบัติ มายังคณะรัฐบาล ดังความตอนหนึ่งว่า

                “...ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิเด็ดขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้ เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ หรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป...” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประกาศสละราชสมบัติเช่นนี้

เอกสารอ้างอิง

1.วารี  อัมไพรวรรณ, พระราชประวัติ พระมหากษัตริย์ และพระบรมราชินี, โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ พ.ศ. 2541

2.วิโรจน์  ไตรเพียร, อาจารย์, 9 รัชกาลแห่งราชวงศ์จักรี, สำนักพิมพ์คลังศึกษา กทม. พ.ศ. 2543

3.ศิริวรรณ  คุ้มโห้, วันและประเพณีสำคัญ, สำนักพิมพ์เดอะบุคส์

4.พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525