Get Adobe Flash player

ปริศนาธรรมปางห้ามญาติ โดย พรโสภา เรียบเรียง

Font Size:

                ณ ปัจจุบันกาล

                “กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย เหมือนกับว่า อยู่ในช่วงการรบทัพจับศึก ทั้งศึกภายใน และศึกภายนอก

                ศึกภายใน ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ประกอบด้วยสองฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ที่ชุมนุมคัดค้านขับไล่รัฐบาลให้ลาออก กลายเป็นสถานการณ์ตึงเครียดอยู่

                ในขณะที่ศึกภายนอก ก็คือ การทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้าน คือ กัมพูชาในกรณีเขาพระวิหาร ที่มีการปลุกเร้าความเป็นชาตินิยมขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งฝ่ายที่ต่อต้านเกรงว่า จะนำไปสู่การเสียดินแดน ผสานกับทางออกของความขัดแย้ง ดูเหมือนจะไม่มีแล้ว เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน มีการเผชิญหน้าเพื่อนำไปสู่การแตกหัก”

                ข้อความข้างต้นนี้ คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก หน้าพระเครื่องคมชัดลึก วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ในการจบเรื่อง “เหตุเดียวกัน” ท่านผู้อ่านลองบวกลบคูณหารดู เมื่อ 5 ปีที่แล้ว วันเวลาใกล้เคียง ช่างเหมาะเจาะกับชื่อเรื่อง เหตุเดียวกัน จริง ๆ

เหตุเดียวกัน

                ในสมัยพุทธกาล ณ พระนครกบิลพัสดุ์ อันเป็นแว่นแคว้นที่ประทับของเจ้าศากยะ ซึ่งเป็นพระญาติข้างฝ่ายพระพุทธบิดา และพระนครเทวทหะอันเป็นแว่นแคว้นที่ประทับอยู่ของเจ้าโกลิยะ ซึ่งเป็นพระญาติข้างฝ่ายพระพุทธมารดา ทั้งสองพระนครนี้ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำโรหิณี ชาวนาของสองพระนครนี้อาศัยน้ำในแม่น้ำโรหิณีนี้ ทำนาร่วมกันมาโดยปกติสุข

                ต่อมาสมัยหนึ่ง ฝนแล้ง น้ำน้อย น้ำในแม่น้ำโรหิณีเหลือน้อย ชาวนาทั้งหมดตั้งกั้นทำนบทดน้ำในแม่น้ำโรหิณีขึ้นมาทำนา แม้ดังนั้นแล้วน้ำก็ยังไม่พอ เป็นเหตุให้มีการแย่งน้ำกันทำนาขึ้น

                ขั้นแรกก็เป็นการวิวาทกันเฉพาะเพียงบุคคลต่อบุคคล แต่เมื่อไม่มีการระงับด้วยสันติวิธี การวิวาทนั้นก็ลุกลามมากขึ้นจนถึงคุมสมัครพรรคพวกเข้าไปประหารกัน และด่าว่ากระทบถึงชาติ โคตร และลามปามไปถึงราชวงศ์

                ในที่สุด กษัตริย์ผู้เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าทั้งสองเมือง ก็ยกกำลังพลเข้าประชิดกัน เพื่อแย่งน้ำโดยหลงเชื่อคำยุยงพูดเท็จของอำมาตย์ที่กำลังเครียดแค้น มิทันได้ทรงวินิจฉัยให้ถ่องแท้แน่นอนว่าเมื่อเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นเกิดขึ้น ควรจะระงับด้วยสันติวิธี

                พระพุทธเจ้าทรงทราบก็ทรงพระมหากรุณาเสด็จมาห้ามสงครามการแย่งน้ำระหว่างพระญาติทั้งสองฝ่าย โดยทรงแสดงโทษคือ ความพินาศย่อยยับของชีวิตมนุษย์ โดยเหตุอันไม่สมควร ที่พระราชาจะต้องมาล้มตายทำลายเกียรติของตนเพียงเพราะแบ่งน้ำกันทำนาเพียงเล็กน้อย

                ครั้งแล้ว พระญาติทั้งสองฝ่ายก็ทำความเข้าใจกันได้ และหันมาสามัคคีกัน พระพุทธจริยาที่โปรดพระญาติเพื่อห้ามการทะเลาะวิวาทสู้รบกันเพราะเหตุแห่งการแย่งน้ำนี้ เป็นมงคลแสดงอานุภาพแห่งธรรมที่พระองค์ ทรงแสดง

                พุทธศาสนิกชนผู้หนักในธรรมคำสอนเล็งเห็นคุณอัศจรรย์แห่งอนุสาสนีปาฏิหารย์ จึงถือเป็นเหตุให้การสร้างพระพุทธรูปขึ้น เรียกว่า “ปางห้ามญาติ” บ้าง “ปางห้ามสมุทร” บ้าง

                (หมายเหตุ ข้อความข้างต้น เกริ่นเรื่อง จาก “ณ ปัจจุบันกาล... จนถึงมีการเผชิญหน้าเพื่อนำไปสู่การแตกหัก” อยู่ท้ายบทความ ตรงนี้)

ปางพระพุทธรูป

                ปางพระพุทธรูปคือ ลักษณะของพระพุทธรูปตามพระมหาปุริสลักษณะที่ปรากฎอยู่ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา แบ่งได้ตามแหล่ง และยุคในประวัติศาสตร์ ดังนี้

  1. แค้วนคันธาระ มี 4 ปาง

  2. อินเดีย มี 7 ปาง

  3. ลังกา มี 5 ปาง

  4. ทวารวดี มี 10 ปาง

  5. ศรีวิชัย มี 6 ปาง

  6. ลพบุรี มี 7 ปาง

  7. เชียงแสน มี 10 ปาง

  8. สุโขทัย มี 8 ปาง

  9. อยุธยา มี 7 ปาง และ

  10. รัตนโกสินทร์ มี 5 ปาง

รวมแล้วปัจจุบันมีพระพุทธรูปต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 72 ปาง

                ผู้ที่สนใจประวัติการจัดสร้างพระพุทธรูปในสมัยต่าง ๆ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การจัดสร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นพุทธลักษณะพระอิริยาบทยืน พระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นเสมอพระอุระ ตั้งฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้า เป็นกิริยาทรงห้าม เป็นแบบทรงเครื่องก็มี

                โดยประดิษฐานอยู่รายรอบฐานชุกชี พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ภายในพระอุโบสถวันพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งมีมากกว่า 24 องค์

                พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับยกย่องให้เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นนิจ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามเป็นจำนวนมาก โปรดให้มีการสอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุ และโปรดให้จารึกสรรพตำราต่าง ๆ 8 หมวด บนแผ่นศิลา ประดับไว้ ณ ศาลาราย ในวันพระเชตุพนฯ เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน เสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ

                ด้านวรรณกรรมนั้น ทรงเป็นทั้งกวี และทรงส่งเสริมผู้มีความรู้ด้านนี้ ส่วนงานด้านศิลปกรรมนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสร้าง และบูรณะปฏิสังขรณ์พระอาราม จนมีผู้กล่าวว่า ลักษณะศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นแบบที่งดงามยิ่ง เพราะหลังจากนี้ศิลปกรรมไทยรับอิทธิพลศิลปะตะวันตกมากเกินไป

                พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงสิริราชสมบัติได้ 26 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 23432 พระชนมพรรษา 63 พรรษา

พระพุทธรูปแห่งความสมานฉันท์

                พระพุทธรูปในท่ายืน แขนข้างซ้ายแนบพระกาย พระหัตถ์ข้างขวายกขึ้นเสมอพระอุระ มีลักษณะอาการห้ามปรามเป็นพระพุทธปางห้ามญาติที่เราพบเห็นกันโดยทั่วไป แม้ไม่แพร่หลายเท่าใดนัก เด่นชัดที่สุดก็คือ หน้าองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม มีพระพุทธรูปปางห้ามญาติยืนตระหง่านสูงใหญ่อยู่หนึ่งองค์ ในชื่อ พระร่วงโรจนฤทธิ์ ประชาชนให้ความเลื่อมใสบูชาสักการะกันมาก แต่ส่วนใหญ่จะยังไม่เข้าถึงความหมายแห่งธรรมในเรื่องนี้นัก

                        แม้จะทราบกันเป็นที่แพร่หลายว่า พระพุทธรูปปางห้ามญาติ สร้างจากเรื่องราวช่วงหนึ่งของพุทธประวัติ เมื่อคราวที่พระประยูรญาติของพระพุทธเจ้าทั้งสองฝ่ายกำลังจะทำสงครามแย่งน้ำกัน ณ แม่น้ำโรหิณี แต่พระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามทัพ โดยตั้งคำถามว่า สายน้ำ กับสายโลหิต อย่างไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน

                ทำนองเดียวกันกับคำพูดที่ว่า เลือดข้นกว่าน้ำ ทำให้พระประยูรญาติแห่งศากยวงศ์ และโกสิยวงศ์ เลิกล้มการประหัตประหารกัน

                พระพุทธรูปปางห้ามญาติ เป็นพระพุทธรูปที่แสดงถึง  ความสมานฉันท์ปรองดอง สามัคคี ไม่เอาชนะคะคานซึ่งกันและกัน เมื่อนำไปประดิษฐานในที่ใด น่าจะน้อมนำจิตสำนึกไปสู่เรื่องราวพุทธประวัติดังกล่าว

                ปัญหาบ้านเมืองของเราในปัจจุบันนี้ น่าจะใช้พระพุทธรูปปางห้ามญาติเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบสันติ ไม่รุนแรงเลวร้ายขยายผล มีแต่เสียกับเสีย หรือไม่มีฝ่ายใดเป็นฝ่ายชนะ มีแต่ฝ่ายแพ้มาก กับแพ้น้อยเท่านั้น การหักห้ามใจ ด้วยการดับไปโทสะและไฟอัตตามะนะ เห็นแก่ประโยชน์ของทุกฝ่ายมากกว่าประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง น่าจะเป็นสิ่งสอดคล้องกับพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ดังกล่าวนั้นแล

หมายเหตุ                ขอขอบคุณ น.ส.พ.คมชัดลึก คอลัมน์พระเครื่อง คมชัดลึก วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 (ธรรมะจากข่าวโดยท่านจันทร์ และพระพุทธรูปปางห้ามญาติ (ปริศนาธรรมที่สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ พระราชทานไว้) โดยไตรเทพ ไตรงู เรื่องและประเสริฐ เทพศรี ถ่ายภาพ