Get Adobe Flash player

เพิ่งจะรู้ไปเป็นครูทั้งทีว่าหนีทหาร โดย พรโสภา เรียบเรียง

Font Size:

 

เกิดเป็นชายชาติชี้                   ทหาร เกณฑ์เอย

เมษายนทางราชการ               เลือกไว้

ไปฝึกกำลังพลให้ชำนาญ       ป้องปก  ชาตินา

หากเป็นครูปีสิบไซร้              ยกไว้ไม่ต้องเป็นฯ

               วันที่ 16 มกราคม ของทุกปี ถือเป็นวันครูแห่งชาติ ในทางพุทธศาสนา ครูซึ่งเปรียบเสมือนทิศเบื้องขวา มีหน้าที่ต่อศิษย์ คือ แนะนำฝึกอบรมให้เป็นคนดี สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง ส่งเสริมยกย่องความดีงาม ความสามารถให้ปรากฎ และสร้างเครื่องคุ้มภัยในสารทิศ คือ สอนฝึกให้สามารถใช้วิชาเลี้ยงชีพ และรู้จักดำรงรักษาตนในอันที่จะดำเนินชีวิตต่อไปด้วยดี

               โดยมีสัญลักษณ์ คือ ดอกกล้วยไม้ เพื่อแสดงถึงการจัดการศึกษา และสภาพชีวิตของครู เหตุผลที่เลือกกล้วยไม้ เพราะว่ากล้วยไม้ถือเป็นพืชในที่สูง ทนต่อลมฟ้าอากาศ ไม่ร่วงโรยง่าย เปรียบเสมือนครูที่อยู่ทุกถิ่นในแดนไกล ที่ต้องต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ และอุทิศตนเพื่ออุดมการณ์ และการศึกษาของชาติ

               นอกจากนั้น พิธีไหว้ครูของทุกปี นักเรียนชายหญิง ยังได้นำดอกไม้ 3 ชนิด มาไหว้แสดงความกตัญญูต่อครู ด้วยการทำเป็นพานพุ่ม โดย

               ดอกมะเขือ             เป็นสัญลักษณ์แทนความสามารถในการเกิด และแพร่กระจายได้ทั่วไปในทุกที่ด้วยมีเมล็ดมาก เปรียบเสมือนปัญญา ความคิดที่พร้อมจะเกิด และพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ดอกมะเขือยังมีลักษณะโค้งลง แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนของลูกศิษย์ที่มีต่อครู

               หญ้าแพรก             เป็นสัญลักษณ์แทนความเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว และความอดทน ที่แม้ในหน้าแล้งจะเหี่ยวเฉาไปบ้าง แต่ได้รับน้ำเมื่อใดก็จะเจริญงอกงามได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับลูกศิษย์ที่เมื่อได้รับการอบรมสั่งสอนจากครู ก็จะรับรู้ และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลดีต่อตนเอง และสังคมต่อไป

               ดอกเข็ม  เป็นสัญลักษณ์แทนความแหลมคม ประดุจเข็ม เปรียบดังสติปัญญาที่มีความเฉียบคมราวเข็ม ประหนึ่งเป็นอาวุธที่จะใช้ป้องกันตนได้ในทุกโอกาส

คำปฏิญาณตนของครู มีว่า

ข้อ 1        ข้าจะบำเพ็ญตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู

ข้อ 2        ข้าจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ

ข้อ 3        ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครู และบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

ยิ่งกว่างานอดิเรก

               ในหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า ครู ไว้ว่า ผู้สั่งสอนศิษย์, ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ และถ้าเปิดไปดูคำว่า อาจารย์ จะหมายถึง ผู้สั่งสอนวิชาความรู้ คำที่ใช้เรียกนำหน้าชื่อบุคคลเพื่อแสดงความยกย่องว่า มีความรู้ในทางใดทางหนึ่ง

               เมื่อโรงเรียนช่างไม้พระนครศรีอยุธยา ได้พัฒนาการศึกษาให้สูงขึ้นเป็นโรงเรียนการช่างพระนครศรีอยุธยา เพื่อขยายการศึกษาเป็นระดับอาชีวศึกษาชั้นสูง รับจากช่างไม้เดิม เรียนต่ออีก 3 ปี ก็จะได้รับประกาศนียบัตรอาชีวศึกษาขั้นสูง (และเมื่อเรียนจบชั้นประโยคนี้ ก็สามารถจะไปศึกษาต่อในระดับวิชาชีพชั้นสูง อีก 2 ปีได้)

               ในปี พ.ศ. 2499 ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (โดยผ่านกรมอาชีวศึกษา) ประกาศรับสมัครผู้มีคุณวุฒิวิชาชีพชั้นสูง ประเภทวิชาช่างก่อสร้าง เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครู ร.ร.การช่างพระนครศรีอยุธยา จำนวน 1 ตำแหน่ง

               ความจริงผู้เขียนสำเร็จวิชาชีพชั้นสูง แผนกนี้มา 2 ปีแล้ว ซึ่งผู้ปกครองเห็นว่า เป็นบุตรชายคนเดียวในจำนวนครอบครัว 9 คน ซึ่งกำพร้ามารดา และมีคุณยาย อายุใกล้จะ 90 ปี จึงขอให้บวชเรียนสักหนึ่งพรรษา ที่วัดใกล้บ้าน

               ในระหว่างที่จบมาและรอวันเวลาที่จะบวชในพรรษา ได้ใช้เวลาว่างในการเขียนแบบ ออกแบบกับญาติ และเพื่อนบ้าน เพื่อขออนุญาตปลูกสร้างกับทางราชการได้จำนวนหลายหลัง เป็นนักข่าวสมัครเล่นกับนิยตสารแม่ศรีเรือน นครไทย ไฟท์ติ้ง นอกจากนั้นเขียนสารคดี 5 นาที ออกอากาศทางสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ เป็นงานอดิเรกยามว่าง

ยิ่งกว่าการเป็นครู

               นับว่าเป็นบุญของกรมอาชีวศึกษา และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะโรงเรียนการช่างพระนครศรีอยุธยา ที่พูดเช่นนี้เพราะมีผู้สมัครไปสอบเพียงคนเดียว ไม่มีคู่แข่ง (ถ้าประกาศผลสอบให้ตกก็บ้าแล้ว) ดังนั้น วันไปสอบเป็นวันการเดินทาง และเตรียมเป็นครูผู้สอนไปในครั้งเดียวกัน

               แต่ก็นั่นแหละ แทนที่จะได้ทำการสอน กลับเป็นว่าช่วยกันสร้างร้านประกวดประขันการโชว์ในงานฉลอง 2500 ปี ในพระราชวังจันทเกษม ก็เลยลืมบ้านช่องที่จากมาโดยปริยาย และที่จะจดจำไปวันตายก็เห็นจะเป็นครูประจำหอนอน (เผอิญครูประจำหอนอนขอย้ายกลับไปสอนที่ จ.อุทัยธานี)

               ในสมัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยามี 13 อำเภอ ท่านผู้อ่านรู้ไหม การคมนาคมสัญจรไปมา โดยเฉพาะทางรถเข้าออกไปมาได้เพียง 2 อำเภอ อีก 11 อำเภอใช้ยานพาหนะโดยเรือเท่านั้น แล้วคิดกันซิว่า จะมีใครเดินทางมาเรียนหนังสือ อย่างโรงเรียนช่างไม้ (เดิม) จึงต้องมีอาคารหอพักให้นักเรียนต่างอำเภอพักนอน (ขณะนั้น 45-50 คน)

               ครูหอพักก็ทำหน้าที่เหมือนหอพักอื่น ๆ แต่ที่แปลกไปเท่านั้น ก็คือหลังจากสวดมนต์ตอนหัวค่ำแล้ว ครูหอพักเข็นทีวี (ขาวดำ) ออกจากห้องมาตรงระเบียบเพื่อเปิดให้เด็กหอดู จนกว่าข่าว และบันเทิงจบประมาณ 21.30 น. ปิดทีวีเข็นกลับเข้าห้องครูหอพัก  ทำเช่นนี้ทุกคืน

ยิ่งกว่านั้นมันคืออะไร

               เมื่อการช่างพระนครศรีอยุธยา พัฒนาระดับการศึกษาสูงขึ้น จำเป็นที่จะต้องมีครูประจำวิชามากขึ้นตามสัดส่วน เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เป็นต้น แล้วจะมีครูที่ไหนสมัครไปสอน แถมค่าเช่าบ้านก็ไม่ให้ เรียกว่า เทอมแรก ปีแรก เล่นเอาครูเก่าหายใจกันไม่ทั่วท้อง เฉพาะผู้เขียนวิชาพีชคณิต พอไปวัดไปวากับเขาได้ ก็ช่วยไปหนึ่งวิชา (นอกจากวิชาออกแบบเขียนแบบ ที่เป็นวิชาเอกเฉพาะตัว)

               ยังแปลกไปกว่านั้น ถูกจับตัววางตายให้มาทำหน้าที่นายทะเบียนนักเรียนเหมือนตำแหน่งธุรการยังไงยังงั้น ผู้เขียนเองก็เกือบจะไม่ได้บรรจุเป็นครู ก็เพราะสอนไป 8-9 เดือน ร.ร.ไม่ได้ทำผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการครูจนแผนกศึกษาธิการจังหวัดทวงเรื่องมา (เพราะทดลองมาครบหกเดือนแล้ว) แล้วผู้เขียนก็ทำเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาเห็นชอบลงนามส่งเรื่องไปนั่นแหละ ถึงได้บรรจุแต่งตั้งเป็นครูจริง ๆ โดยไม่มีวิชาครูเลย พับผ่าซิ

               เป็นครูยังไม่ทันเท่าไร โรงเรียงต่างอำเภอมีการก่อสร้าง ขยายต่อเติมที่ผ่านแผนกศึกษาธิการจังหวัด เมื่องานก่อสร้างแล้วตามงวดงาน ผู้รับเหมาจะเบิกเงิน ทางแผนกศึกษาฯ ที่ตั้งผู้บริหาร ร.ร.การช่างพระนครศรีอยุธยาเป็นกรรมการอยู่ด้วยแทบทุกงาน ก็มอบให้ผู้เขียนไปตรวจแทนแทบทุกงวด เรียกว่าออกหกโมงเช้ากลับถึงหกโมงเย็น ส่วนงานสอนฝากครูคนอื่น

               เมื่อแรก ๆ เป็นครูอยู่ที่นั่น โดยเฉพาะโบราณสถาน โบราณวัตถุได้มีโอกาสไปศึกษาค้นคว้า และได้รู้จักคุณลุงหวล สุมาลัย เป็นผู้หนึ่งมีความสนใจรู้เรื่องราวต่าง ๆ และเคยต้อนรับเจ้านายกรุงเทพฯ จึงมีประวัติและข้อมูลสำคัญ ๆ จำนวนมาก นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับศิลปากร นำแบบแปลนซึ่งเป็นแผนที่เกาะเมือง ที่เหลืออยู่เพียงฉบับเดียวเก่าแก่ที่สุด ซึ่งเขียนโดยพระยาโบราณราชธานินทร์ มาให้ผู้เขียนลอก และเป็นแบบแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน (แต่ก็มีปรับปรุงแก้ไขไปมาก ตามความประสงค์ และความหมายในการใช้ต่างกัน)

ยิ่งกว่าแพร่หลายหายในกองเพลิง

               กรุงเก่า หรือพระนครศรีอยุธยา ย่อมจะมีเรื่องโบราณสถานโบราณวัตถุได้เขียนสารคดี 5 นาที ออกอากาศทางสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ประมาณ 40 เรื่อง (ความจริงเรื่องสารคดี 5 นาที ผู้เขียนส่งไปออกอากาศมานานหลายปีก่อนมาเป็นครูด้วยซ้ำ ขนาดผู้อำนวยการกองวิทยาการ กรมประชาสัมพันธ์ หมดวาระการทำงานกองนี้ไป 2 ท่านแล้ว หากจะประมาณเรื่องของผู้เขียน ไม่น้อยกว่า 150-200 เรื่องเห็นจะได้)

               ด้วยความเชื่อใจ กรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานราชการ เมื่อส่งสารคดีไป ส่วนมากไม่ใครได้สำเนาต้นฉบับ โดยคิดว่าต้นฉบับคงเก็บรักษาไว้ หรือไม่ออกอากาศคงจะอัดเทปไว้ ที่ไหนได้ ครั้งมีผู้ใหญ่และญาติพี่น้องต้องการขอเรื่องมาพิมพ์ในหนังสือพระราชทางเพลิงศพ หรือฌาปนกิจศพ จึงไปติดต่อขอสารคดีดังกล่าว ปรากฎว่า เกิดการชุมนุมของม็อบ และมีการวางเพลิงเผากรมประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ถึง 2-3 ครั้ง จึงเหลือเท่าที่ไฟ-น้ำดับเพลิงไม่ทำลายเพียง 3-4 เรื่องเท่านั้น อนิจจา

               ยังดีนะ สารคิดเกี่ยวกับกรุงเก่า โบราณสถาน โบราณวัตถุ ส่วนหนึ่ง อาจารย์นวลจันทร์ จำนงบุตร ได้ขอไปพิมพ์ลงในหนังสือที่ระลึกพระราชทางเพลิงศพคุณอาว์ นามสกุล วิไลจิตร 10 กว่าเรื่อง (ขณะเป็นครูอยู่อยุธยา)

ยิ่งกว่าความดีเป็นที่ระลึก

  1. เป็นครูในปีที่ 2 ออกแบบและจัดทำพวงมาลาวันปิยมหาราชไปถวายบังคมฯ ที่พระราชวังจันทเกษม ชนะเลิศ
  2. เป็นครูที่ไม่มีวุฒิครู ได้ไปอบรมครูเพื่อเลื่อนวิทยฐานะสอบเทียบเป็น พ.ม. ให้กับโรงเรียนฝึกหัดครู
  3. เป็นสมาชิกชมรมสื่อสารมวลชน ร่วมกำเนิด “วารสารอยุธยา”
  4. คัดลอกแผนที่ ฉบับพระยาโบราณราชธานินท์ “เกาะเมืองอยุธยา” ซึ่งเผยแพร่ในปัจจุบัน
  5. ตั้งแต่เป็น ร.ร.ช่างไม้ จนเป็น ร.ร. การช่างฯ ที่เป็นครูคนเดียวที่ศึกษาธิการจังหวัด (นายอักษร ไพบูลย์) เข้ามาเยี่ยมผู้เขียนถึงในหอพัก ร.ร. และเพิ่งเป็นศึกษาคนแรกที่เข้ามาใน ร.ร.นี้

แต่ไม่สามารถเป็นข้อที่ 6 ได้ เพราะ “เพิ่งจะรู้ไปเป็นครูทั้งทีว่าหนีทหาร” แทงใจดำใครหลายคน

               แล้วคอยพบกับเรื่อง “ครูช่างนั่นหรือทำคู่มือถ่ายภาพ” ได้