Get Adobe Flash player

ภูมิทัศน์สถาปัตยกรรมไทย โดย พรโสภา เรียบเรียง

Font Size:

เกิดก่อร่าง              สร้างอาคาร

หลักแหล่งฐาน       นั้นทรงไทย

งดงามเด่น              เห็นแต่ไกล

ควรฝากไว้             ในนานา

 

รูป           จั่วแหลมสงบเสงี่ยม

ทรง         สามเหลี่ยมมนิลา

คง           ต้านลมทนฝนมา

โอ่อ่า       หรูคู่ทางธรรม

                จากหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำ ต่อไปนี้

สถาปัตยกรรม, สถาปัตยกรรมศาสตร์ (อ่าน สะถาปัด ตะ ยะ กำ, กำ มะ สาด)

                ว่า ศิลปะ หรือ วิชาว่าด้วยการก่อสร้าง (และผู้ประกอบวิชาชีพนี้ เรียกว่า “สถาปนิก” ผู้ออกแบบก่อสร้างในทางสถาปัตยกรรม)

                        วิศวกรรมศาสตร์ ว่า วิชาที่เกี่ยวกับการนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ มีหลายสาขา เช่น วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล (สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพนี้ เรียกว่า “วิศวกร”)

                เท่าที่นำเอาวิศวกรรมศาสตร์ หรือวิศวกร มาเกี่ยวเนื่องด้วย ก็เพราะเมื่อสถาปนิกออกแบบรูปอาคารมาเรียบร้อยแล้ว วิศวกร (ที่มีใบประกอบวิชาชีพ) เป็นผู้คำนวณโครงสร้าง ฯลฯ ทั้งสถาปนิก และวิศวกร จะต้องมีความสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะเมื่ออาคารชำรุด ทรุด หัก พัง ฯลฯ ดูเหมือนว่า วิศวกรจะต้องรับผิดชอบ เป็นต้น

สถาปัตยกรรมในด้านศิลปะไทยให้ความสง่างาม ได้แก่

                ช่อฟ้า      ว่า            ชื่อตัวไม้ที่ติดอยู่บริเวณหน้าบัน รูปเหมือนหัวนาค ชูขึ้นเบื้องบน

                ใบระกา   ว่า            ชื่อไม้สลัก หรือปูนปั้น รูปเป็นครีบ ๆ หรือลวดลายต่าง ๆ ติดกับตัวลำยอง ระหว่างช่อฟ้ากับหางหงส์ ประกอบสองข้าง หน้าบันโบสถ์ วิหาร และปราสาท เป็นต้น

                หางหงส์ ว่า เรียกเครื่องประดับ ที่ทำเป็นรูปคล้างหางหงส์ ติดตั้งอยู่ปลายจันทัน หน้าจั่ว หรือปลายตะเข้หัวเสาของโบสถ์ และพระที่นั่ง เป็นต้น (ดังรูปประกอบต้นเรื่อง)

ต่างสถาปัตยกรรม ต่างความสง่างาม

สถาปัตยกรรมสื่อสร้าง         อาคาร

อวดเอกลักษณ์ไทยตระการ เนตรต้อง

สามเหลี่ยมมนิลาประสาน    สูงส่ง งามแม่

อนุรักษ์จักแพร่พร้อง            เกริกก้องเกรียงไกรฯ

พระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2407 มีหน้าบันประธาน หน้าบันชั้นลดและหน้าบันมุขโถงที่แสดงสัญลักษณ์อันเกี่ยวข้องกับพระองค์เหมือนกันทั้งด้านทิศเหนือและทิศใต้ (ภาพจากราชประดิษฐพิพิธบรรณ 2553)

 

พระอุโบสถวัดบวรนิเวศฯ งานประดับเสาเหลี่ยม และหัวเสาของมุขหน้าเป็นลายใบไม้ ทำนองฝรั่งโบราณ แนวตั้งเซาะเป็นร่องเรียงรายที่ลำเสา ก็ทำนองฝรั่งโบราณด้วย

สถาปัตยกรรมไทยน่าทึ่งจึงเป็นแสตมป์

                เมื่อ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2545 (หรือเมื่อ 12 ปีที่แล้ว) ไปรษณีย์ไทยได้วางจำหน่ายแสตมป์ชุดวัด 4 วัด 4 ดวง ได้แก่

                แบบที่ 1 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง ตามแบบแผนพระราชประเพณีแต่โบราณครั้งสุโขทัย เพื่อใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์ และใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณี รัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต และเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา

                แบบที่ 2 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นแหล่งที่รวบรวมความรู้ จึงได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ และเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม

                แบบที่ 3 วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเคยเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสมัยกรุงธนบุรี เป็นราชธานี ปูชนียสถานที่มีความสวยงาม เป็นศิลปะล้ำค่าของชาติ ได้แก่ พระปรางค์วัดอรุณ

                แบบที่ 4 วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงสร้างตั้งอยู่ใกล้สวนดุสิตอันเป็นพระราชธานลักษณะพิเศษคือ พระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย ที่มีความงดงาม สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง และเป็นที่รวบรวมของงานศิลปะ

                แสตมป์ชุดนี้ไม่ว่าจะเป็นแสตมป์แผ่นตราไปรษณียากรที่ระลึก ซองวันแรกจำหน่าย บัตรภาพตราไปรษณียากร และบัตรไปรษณียากรที่ระลึก เห็นทีจะต้องหาซื้อลำบากแล้วละ

                ไม่น่าเชื่อเมื่อสังคมและการเมืองเปลี่ยน สถาปัตยกรรมก็เปลี่ยน ต้องคอยติดตาม