Get Adobe Flash player

จิตรกรรมฝีพระหัตถ์พระเทพฯ พรโสภา เรียบเรียง

Font Size:

ก่อนอื่นขอเรียนท่านผู้อ่าน “เวทีเสรีชัย” ทราบก่อนว่า เสรีชัยฉบับวันเสาร์ที่ 30 มีนาคม-วันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2556 นั้น มีข้อความและตัวเลขที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ที่ยากแก่การให้อภัย ดังนี้

                 “หกสิบพรรษามหาจักรีสิรินธร” ผิด ที่ถูกต้อง คือ “ห้าสิบแปดพรรษามหาจักรีสิรินธร”

  1. “เวียนมาบรรจบครบรอบ 60 พรรษา” ผิด ที่ถูกต้อง คือ “เวียนมาบรรจบครบรอบ 58 พรรษา”
  2. โคลงสี่สุภาพส่งท้ายก่อนจบ ในบาทที่สองนั้น “สองเมษหกสิบพรรษาครบ รอบห้า” ผิด ได้แก้ไข และปรับปรุงโคลงใหม่ ดังนี้

สมเด็จพระเทพรัตน์เจ้า                                                 สมภพ แม่เอย

สองเมษห้าสิบแปดครบ                                                คู่ฟ้า

ศาสน์ประวัติวัฒนเจนจบ                             อนุรักษ์ ไว้นา

มรดกไทยจักยืนยงคงคู่หล้า                         เทิดไว้ถวายพระพร

ควรมิควรสุดแต่พระกรุณา

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

พาโสภา ผู้เรียบเรียง

                เพื่อ เป็นการไถ่โทษ ผู้เรียบเรียง ได้ค้นหาภาพจิตรกรรม ฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่คนไทยยากที่จะรู้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสนี้ด้วย

วัดท่าสุวรรณภูมิ หรือวัดท่าสุทธาวาส

                วัด ท่าสุทธาวาส เป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่อยุธยาตอนต้น เดิมชื่อ “วัดท่าสุวรรณภูมิ” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฟากเดียวกับเกาะเมืองอยุธยา จากวังโบราณเลียบถนนอู่ทอง มาทางหัวแหลม พอถึง รร.ประตูชัย มีทางเลี้ยวขวา ข้ามคูเมืองเข้าสู่ทุ่งภูเขาทอง ทางด้านซ้ายมือ ส่วนทางด้านขวาจะเป็นการเลี้ยวไปหมู่บ้านลุมพลี (อิสลาม) เลยลึกเข้าไปจะเป็นเพนียดคล้องช้าง ถ้าขับตรงไปโดยไม่เลี้ยวขวาและซ้ายจะผ่านวัดตูม หมู่บ้านย่านนี้ในฤดูน้ำหลากในสมัยก่อนมีการเล่นเพลงเรือ แล้วจากนี้ไปจะผ่านบ้านใหม่ บางบาง เพียงไม่กี่ กม.จะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าวัดท่าสุทธาวาส (ถ้าเลยไปจะถึงป่าโมก แล้วอ่างทอง)

                ชัยภูมิ ที่ตั้งของวัดอยู่ตรงข้ามกับปากแม่น้ำน้อย ที่ไหลผ่านเมืองวิเศษชัยชาญมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณตรงข้ามวัด ในหน้าแล้งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณนี้จะตื้นเขินมาก จนเห็นหาดทรายยาวยื่นไปจรดฝั่งตรงข้าม สามารถเดินข้ามได้สะดวก ครั้งการศึกสงครามสมัยกรุงศรีอยุธยา บริเวณวัดท่าสุทธาวาสแห่งนี้ คงจะมีโอกาสเกี่ยวพันกันด้วย ดังที่

                “สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศืเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงพระนิพนธืพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวร มหาราชไว้ว่า ใสการพระราชสงครามกับพม่าแต่ละครั้ง พระองค์จะเสด็จไปทรงกระทำพระราชพิธีชิงชัยภูมิตัดไม้ข่มนามและนมัสการพระ พุทธไสยาสน์ที่วัดป่าโมกก่อนทุกครั้ง

                จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินยกกองทัพไปปราบข้าศึก การจะเสด็จยกทัพไปวัดป่าโมกก็คงต้องข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่หน้าวัดท่าสุทธาวาส

                ใน พระราชสงครามครั้งใหญ่ อย่างสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาที่เมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกกกองทัพมาข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณวัดท่า สุทธาวาส เพราะบริเวณตรงข้ามวัดเป็นปากแม่น้ำน้อย กองทัพเรือคงจะได้บรรทุกปืนใหญ่และสรรพศาสตราวุธจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาถึง หน้าวัดท่าสุทธาวาส จากนั้นจึงแยกไปทางลำแม่น้ำน้อย เพื่อไปยังเมืองวิเศษชัยชาญ แล้วเดินบกต่อไปยังเมืองสุพรรณบุรี

พระอุโบสถประจำพระองค์

                พระอุโบสถวัดท่าสุทธาวาสหลังเดิม สร้างก่ออิฐถือปูน กว้าง 5 วา ยาว 10 วาเศษ มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ฐานอุโบสถเป็นฐานปัทม์สูง ด้านหน้าอุโบสถมีชาลายื่นออกมามีเพิงหลังคาคลุมเสา ที่รองรับหลังคาทั้ง 4 ต้น ประดับบัว หลายเสาแบ่งเป็น 5 ส่วน คั่นแต่ละส่วนด้วยเสาติดผนัง 6 ต้น เจาช่องหน้าต่างรูปสี่เหลี่ยมขนาดย่อม ประตูหน้าค่าง ด้านนอก มีร่องรอยการเขียนลายรดน้ำ ด้านในมีภาพทวารบาล หลังคาอุโบสถทรง 3 ชั้นซ้อน 2 ชั้นลด มุงด้านกระเบื้องดินเผาหางมด ไม่มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์

                สำหรับ หน้ามันด้านหน้า ตรงกลางเป็นภาพปูนปั้นพระพุทธเจ้าประทับยืน กระหนามซ้ายขวาด้วยองค์อัครสาวกยืนอยู่บนตัวหลา มุมล่างซ้ายขวาเป็นลายปูนปั้นเขียนสีลักษณะแบบจีน สีที่ใช้มีแดง น้ำเงิน เขียว ส่วนล่างหน้ามันเป็นลายปูนปั้นรูปดอกไม้ กระหนาบซ้ายขวาด้วยหงส์และปลา เฉพาะส่วนล่างมีการประกับด้วยเครื่องถถ้วยเบญจรงค์ หน้ามันด้านหลังลวดลายทั้งหมดคล้ายคลึงกับด้านหน้าต่างตรงที่องค์พระ พุทธเจ้าประทับนั่ง ภายในอุโบสถมีฐานชุดชีองค์พระประธาน และพระพุทธรูปองค์อื่นๆอีกประมาณ 20 องค์

                พระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย (สะดุ้งมาร) สร้างจากหินทรายแดงขนาดหน้าตักกว้าง 60 นิ้ว ลงรักปิดทองเป็นศิลปสมัยอโยธยา นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปประกอบฐานชุดมีเดิมทำจากหินทรายแดงเช่นกัน มีทั้งปางสมาธิและปางมารวิชัย รวม 21 องค์ ปัจจุบันได้บูรณะให้คงสภาพไว้ได้เพียง 17 องค์ นำไปประดิษฐานในโบสถ์หลังใหม่

                สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งทรงดำรงพระดิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรฯได้ตามเสด็จ พระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรใน 3 จังหวัด พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และอ่างทอง

                จาก ความสนพระทัยและเสด็จฯทอดพระเนตรการฝึกสอนปั้นตุ๊กตาชาวจีนที่วัดท่า สุทธาวาสอยู่เนืองนิตย์ ทำให้ทรงคุ้นเคยกับวัดและชาวบ้าน บางครั้งทรงโปรดเกล้าฯเสวยพระกระยาหารร่วมกับราษฎรในหมู่บ้าน

                ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯทรงรับเป็นองค์ประธานจัดถวายผ้าป่าพระกฐินเพื่อเป็นทุนในการดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2533 พระอุโบสถแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2534 รวมเวลา 1 ปี 2 เดือนโดยน้อมเกล้าฯถวายเป็น พระอุโบสถประจำพระองค์ เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบในปี 2534

จิตรกรรมฝีพระหัตถ์พระเทพฯ

                ในปี พ.ศ. 2536 โปรด เกล้าฯให้ช่างจากแผนกเขียนลาย มูลนิธิศิลปาชีพที่ชอบงานด้านการเขียนภาพ มาเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ เป็นภาพพุทธประวัติตอนมหาชนกชาดก พี่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเขียนเรื่องสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับพระมหาอุปราชา

                แล้ว ยังมีภาพผลมะม่วงในพุทธชาดก ซึ่งเป็นฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี งานจิตรกรรมที่วัดนี้จึงแตกต่างกว่าจิตรกรรมในวัดอื่นๆ

                อนึ่ง หลังจากที่พระอุโบสถหลังใหม่สร้างเสร็จ ชาวจังหวัดอ่างทองและผู้มีจิตศรัทธาเห็นว่าวัดท่าสุทธาวาส เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สมัยสงครามยุทธหัตถี จึงร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรภขึ้นประดิษฐานไว้ที่วัดท่าสุทธาวาสนี้ด้วย

                ประกอบ กับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จทางงานเป็นประจำทุกปี จึงได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างพระตำหนักเป็นศาลาจตุรมุขกลางน้ำขึ้น น้อมเกล้าฯ ถวายเพื่อเป็นที่ประทับในการเสด็จทรงงาน

                นอก จากนั้น ในระหว่างการรื้อถอนเจดีย์องค์ข้างพระอุโบสถหลังเดิม พบพระบรมสารีริกธาตุ มีสัณฐานกลมสีขาวขุ่นขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง บรรจุในผอบทรงโกศทองคำลงยา ราชาวดีประดับอัญมณีสีต่างๆ ตั้งอยู่บนเรือสำเภาลองทรงจีน ทำด้วยโลหะเปียกทอง (คล้ายการชุบทองปัจจุบัน) บรรจุในโถ มีฝาปิดลายครามอีก 3 ชั้น และยังพบพระธาตุมีลักษณะเป็นผลึกสีต่างๆ มีหลายองค์บรรจุอยู่ในผอบสัมริด ได้จากเจดีย์องค์ข้างพระอุโบสถเช่นกัน

                เท่าที่บอกยังน้อยนิด หากคิดไปเที่ยววัดเก่าแก่ที่มีประวัติ จะได้รับความรู้ จะได้รับมากกว่า วัดท่าสุทธาวาสคอยคุณไปหาประสบการณ์จ๊ะ