Get Adobe Flash player

ครองราชสมบัติ “รับฉัตรมงคล” โดย พรโสภา เรียบเรียง และร้อยกรอง

Font Size:

                พิธีราชาภิเษกขึ้น    ครองราช

“วันฉัตรมงคล” ทวยราษฎร์          นบเกล้า

ห้าพฤษภาคมริ้วธงชาติ              สะบัดโบก

องค์ภูมิพลรัชกาลที่เก้า              เหล่าข้าไท้ถวายพระพร

 

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า บุคคลากร และผู้อ่าน น.ส.พ.เสรีชัย

 

เกริ่นนำ

                เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่พระมหากษัตริย์เข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ทรงพระราชพิธีราชาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 เพราะฉะนั้น วันฉัตรมงคลในรัชกาลปัจจุบัน จึงตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปี

                สำหรับปีนี้วันฉัตรมงคล ตรงกับวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 และเป็นวันหยุดราชการ เป็นอันว่าข้าราชการไทยได้หยุดงานเพิ่มขึ้น เสาร์ อาทิตย์ จันทร์

ประวัติความเป็นมา

                พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีที่มีตั้งแต่สมัยโบราณตามที่ปรากฎหลักฐานในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่า

                “ในสมัยสุโขทัยมีพิธีต้อนรับประมุขของแผ่นดินอย่างมโหฬารตั้งแต่มีพ่อขุนผาเมืองอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นผู้ปกครองเมืองสุโขทัย”

                ต่อมาในสมัยอยุธยาก็ปรากฎหลักฐานตามพงศาวดารว่า “พระมหากษัตริย์ในแผ่นดินอยุธยา เมื่อมีการเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์ทั่วทั้งเมืองจัดให้มีพิธีเฉลิมฉลองอย่างเอิกเกริกใหญ่โตไปทั่วทั้งพระนคร” ถึงแม้ต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานี ก็มิได้ทรงละทิ้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการสอบพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ให้มีความถูกต้องตามระเบียบแบบแผน

                ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีพระราชพิธีฉัตรมงคล มีเพียงแต่พิธีสมโภชเครื่องราชูปโภค ที่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่รักษาเครื่องราชูปโภค และทวารวัง จัดขึ้นในเดือนหก แต่เนื่องจากพระราชพิธีฉัตรมงคลเป็นพระราชพิธีใหม่ ข้าราชสำนักส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจนัก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า รัชกาลที่ 4 จึงทรงอธิบายให้ฟังวา “คล้ายกับพิธีสมโภชเครื่องราชูปโภค และบังเอิญวันพระบรมราชาภิเษกตรงกับวันสมโภชเครื่องราชูปโภคพอดี ทำให้เกิดการสับสนขึ้น อีกทั้งยังใช้ชื่อว่า งานสมโภชเครื่องราชูปโภคเหมือนแต่ครั้งก่อน”

ระเบียบแบบแผนงานพระราชพิธี

  1. ขั้นเตรียมงานพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่พิธีตักน้ำ และทำพิธีเสกน้ำ ณ เจดีย์สถานสำคัญจากสถานที่ตักน้ำ ก่อนที่จะส่งเข้ามาทำพิธีต่อในพระนคร น้ำที่เสกนี้ใช้สำหรับถวายอภิเษก และสรงมรุธาภิเษก (น้ำรดพระเศียรในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก) โดยมีระเบียบการกำหนดให้ใช้น้ำจากแม่น้ำ 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำคงคา ยมนา อิรวดี มหิ และสระภู ในชมพูทวีป หรือที่เรียกว่า “ปัญจมหานที”

    แต่เนื่องจากประเทศไทยอยู่ห่างจากชมพูทวีปมาก ไม่สะดวกในการเดินทาง จึงเปลี่ยนมาใช้น้ำจากแม่น้ำ 18 แห่ง จากภายในพระราชอาณาจักรแทน นอกจากนี้ยังมีพิธีจารึกดวงพระราชสมภพในพระสุบรรณบัฏ และแกะพระราชลัญจกร (ตราประจำรัชกาล)

  2. พิธีเบื้องต้น เริ่มตั้งแต่นำวงด้าย จุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์

  3. พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก เริ่มจากสรงมุรธาภิเษก ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินไปประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพระราชอาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ในสมัยโบราณเป็นราชบัณฑิต) และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้ง 8 กล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล และถวายดินแดนให้อยู่ในความคุ้มครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้นทรงรับน้ำอภิเษก ขึ้นสู่พระที่นั่งภัทรบิฐพระราชอาสน์องค์ใหม่ พระมหาราชครู เริ่มร่ายเวทย์พิธีพราหมณ์ เมื่อร่ายเวทย์เสร็จแล้ว จึงกราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธย ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์

    เครื่องราชกกุธภัณฑ์ คือ เครื่องหมายแสดงความเป็นพระมหากษัตริย์ ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกรวาลชินี ฉลองพระบาท เมื่อทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาสวมพระเศียร เจ้าพนักงานจะประโคมดนตรี ทหารยิงปืนใหญ่ พระสงฆ์เคาะระฆัง และสวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร หลังจากนั้นพราหมณ์ถวายพระแสงศาสตราวุธ เป็นอันเสร็จพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก

  4.  พิธีเบื้องปลาย เมื่อเสร็จพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกแล้วจะเสด็จออก ณ มหาสมาคม เพื่อให้เหล่าข้าราชการ และประชาชนได้ถวายพระพระชัยมงคล เนื่องในวโรกาสทรงเข้าพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก และตั้งแต่รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา ได้มีพระราชพิธีประกาศสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี นอกจากนั้น เสด็จพระราชดำเนิน เพื่อประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภกในพระบวรพุทธศาสนา และถวายบังคมพระบรมศพ และพระบรมอัฐิสมเด็จพระบูรพากษัตริยาธิราชเจ้า ในพระบรมมหาราชวัง

  5. เสด็จเยี่ยมราษฎร เมื่อทรงเสร็จพระราชพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินให้ราษฎรได้มีโอกาสชมพระบารมี

กกุธภัณฑ์ (อ่าน กะกุดทะ-)

น. เครื่องหมายความเป็นราชาธิบดีตามที่แสดงไว้ในบรมราชาภิเษก ร.7 คือ

1. พระมหาพิชัยมงกุฎ

2. พระแสงขรรค์ขัยศรี

3. ธารพระกร

4. วาลวีชนี (พัดกับแส้จามรี)

5. ฉลองพระบาท รวมเรียกว่า เบญจราชกกุธภัณฑ์

พระราชพิธีฉัตรมงคล เป็นวันมหามงคล

                พระราชพิธีฉัตรมงคล เป็นพระราชพิธีเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชาภิเษกในพระมหากษัตริย์ เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ถือว่าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2394 พระองค์มีพระราชดำริว่า “วันพระบรมราชาพิเษก เป็นวันมหามงคล” ประเทศที่ปกครองด้วยพระมหากษัตริย์ทั้งหลาย ก็ถือว่า วันนี้เป็นวันมหามงคลเช่นกัน และกิจกรรมในวันนั้น เป็นการประกอบพระราชกุศลวันฉัตรมงคล ทรงนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ และฉันภัตตาหาร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

                ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วันราชาภิเษก ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม ด้วยทรงมีความเข้าใจในเรื่องพระราชพิธีฉัตรมงคล เพราะฉะนั้น วันฉัตรมงคลย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่เข้าใจในเรื่องราวพระราชพิธีฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไข และออกเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้นให้พระราชทานตรานี้ ตรงกับวันบรมราชาภิเษก ข้าราชการผู้ใหญ่จึงได้ยินยอมให้จัดงานวันฉัตรมงคลในวันที่ตรงกับพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกได้ ส่วนประเพณีสมโภชเครื่องราชูปโภคก็มิได้ทรงละทิ้ง

                “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม

                เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

                เมื่อเสร็จสิ้นการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานกระแสพระราชดำรัสเป็นปฐมบรมราชโองการ ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 ตรัสเป็นภาษาไทยว่า “พรรณพฤกษ์ ชลธี และสิ่งของในแผ่นดิน ทั่วทั้งพระราชอาณาเขตซึ่งหาผู้หวงแหนมิได้นั้น ตามแต่สมณชีพราหมณาจารย์ราษฎรจะปรารถนาเถิด”

                พระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสว่า “ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระ ครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และสุขแห่งมหาชน เราแผ่พระราชอาณาจักรเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติ เป็นที่พึ่งจัดการปกครองรักษาป้องกันอันเป็นธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญ”

                แต่พระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีใจความสั้น ๆ เพียงว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พรโสภา เรียบเรียง – ร้อยกรอง

เอกสารอ้างอิง

  1. วารี อัมไพรวรรณ, พระราชประวัติ พระมหากษัตริย์ และพระบรมราชินีในราชวงศ์จักรี, โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์, พ.ศ. 2534

  2. ศิริวรรณ คุ้มโห้, วันและประเพณีสำคัญ, สำนักพิมพ์เดอะบุ๊ค จำกัด

  3. หนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 พิมพ์ครั้งที่ 1

  4. คอลัมน์ มุมมองของวัย เดลินิวส์ พุธ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556