Get Adobe Flash player

พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์โลก โดย พรโสภา เรียบเรียง

Font Size:

     ยี่สิบเอ็ดมิถุนานั้น         วันดำรง

ที่ปรึกษาสำคัญขององค์        รัชห้า

 ประวัติศาสตร์นิพนธ์ทรง       ไว้มาก

“บุคคลสำคัญของโลก” หล้า    แรกหน้าประวัติไทย

บุคคลสำคัญพระองค์แรกของโลก

                สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งพระองค์ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา ทรงอนุรักษ์ และชำระหนังสือสำคัญทางประวัติศาสตร์ไว้จำนวนมาก รวมถึงทรงนิพนธ์หนังสือทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้มากกว่า 650 เรื่อง ทำให้ทรงพระปรีชาสามารถ และชำนาญงานทางด้านประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงเป็นบุคคลไทยพระองค์แรกที่ได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก เมื่อปี พ.ศ. 2505 และทรงได้รับการถวายพระนามว่า “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย”

                เพื่อระลึกถึงวันคล้ายวันประสูติในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นกำลังสำคัญของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในการพัฒนาประเทศให้ได้รับความเจริญก้าวหน้า ทรงพัฒนางานด้านการปกครอง การศึกษา งานด้านสาธารณสุข ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลในท้องถิ่นห่างไกล ทรงก่อตั้งโอสถศาลา หรือสถานีอนามัยในปัจจุบัน อีกทั้งทรงก่อตั้งกรมพยาบาลซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าจนเป็นกระทรงสาธารณสุขในปัจจุบัน และมีอีกหลายกระทรวง หลายกรม ที่ทรงเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง เช่น กรมศิลปากร, ราชบัณฑิตยสภา, พิพิธภัณฑสถาน, หอสมุดพระนคร และงานด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน อีกทั้งทรงเป็นที่ปรึกษาสำคัญในการที่ทำให้ประเทศรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติในสมัยนั้นด้วย

นายกราชบัณฑิตยสภาพระองค์แรก

                สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ประสูติเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 ในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และเจ้าจอมมารดาชุ่ม ทรงได้รับการศึกษาขั้นแรกสำหรับภาษาไทยจากสำนักคุณแสง และคุณปาน ภาษาบาลีจากสำนักพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และหลวงธรรมนุวัติจำนง (จุ้ย) และภาษาอังกฤษจากสำนักโรงเรียนหลวง ซึ่งมี นายฟรานซิส ยอร์ช แบทเตอร์สัน เป็นพระอาจารย์ ต่อมาทรงศึกษาวิชาทหารในสำนักหลวงรัฐรณยุทธ์ เมื่อพระชนมายุได้ 14 พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อย กรมทหารมหาดเล็ก

                เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาทรงเข้ารับราชการเป็นทหารในตำแหน่งนายร้อยตรี ทรงได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งกระทรวงธรรมการ ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกระทรวงธรรมการเป็นที่พอพระทัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลานานถึง 23 ปี ทรงลาออกด้วยประชวรจำพระวรกายทรุดโทรมมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทย

                ในปี พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงก่อตั้งราชบัณฑิตยสภาขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาพระองค์แรก ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับหอสมุดพระนคร และพิพิธภัณฑสถาน ในปี พ.ศ. 2472 ทรงได้รับพระราชทานพระอิสริยยศ พระบรมวงศ์ต่างกรม เป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ซึ่งนับว่าเป็นตำแหน่งที่สูงที่สุดสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์

                หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปประทับที่เกาะปีนังเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายทางการเมือง ต่อมาเสด็จกลับประเทศไทยด้วยทรงประชวรด้วยพระโรคพระหทัยพิการ และสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 รวมพระชนมายุได้ 81 พรรษา

การปฏิรูปการปกครองมีมา 122 ปีแล้ว

                เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเข้ารับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงต้องรับภาษาในการบริหารงานอย่างหนัก ด้วยเป็นระยะแห่งการปฏิรูปการปกครอง เนื่องด้วยก่อนหน้านั้น ประเทศไทยยังปกครองแบบมีหัวเมืองประเทศราช มีเจ้าเมืองปกครองดินแดนของตนอย่างเป็นอิสระเหมือนเช่นที่เคยเป็นก่อนที่จะเป็นเมืองประเทศราช แต่ต้องแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และต้องรับรองว่าดินแดนที่ตนปกครองอยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย

                การปกครองเช่นนี้ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศได้สะดวก อีกทั้งในยุคนั้นเป็นยุคแห่งการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก หัวเมืองประเทศราชซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นดินแดนที่อยู่รอบนอกสุดของราชอาณาจักรเกือบทุกด้าน เป็นการง่ายที่ชาติตะวันตกจะยึดเป็นอาณานิคม แม้ต่อมาพระมหากษัตริย์จะส่งเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ไปปกครอง แต่เนื่องจากที่อยู่ห่างไกล จึงยากที่จะควบคุมให้อยู่ในพระราชอำนาจได้ อีกทั้งการปกครองก็ไม่มีระเบียบแบบแผนที่แน่นอน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมองเห็นจุดอ่อนในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียเอกราชได้อย่างง่ายดาย

                พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมอบนโยบายให้กับกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ที่รับนโยบายทั้ง 4 ประการมาปฏิบัติ ได้แก่

  1. ให้แก้ลักษณะการปกครองแบบประเทศราช มาเป็นแบบพระราชอาณาจักรของประเทศไทยรวมกัน

  2. ให้รวมการบังคับบัญชาการหัวเมือง ซึ่งเคยแยกกันอยู่ 3 กรม คือ มหาดไทย กลาโหม และกรมท่า ให้มารวมกันอยู่ในกระทรวงมหาดไทยแต่เพียงกระทรวงเดียว

  3. ให้จัดรวมหัวเมืองต่าง ๆ เป็นมณฑลตามสมควรแก่ภูมิประเทศให้สะดวกแก่การปกครอง โดยมีสมุหเทศภิบาลบังคับบัญชาทุกมณฑล

  4. การเปลี่ยนแปลงที่ทรงพระราชดำรินี้ ให้ค่อยจัดทำไปเป็นขั้น ๆ มิให้เกิดความยุ่งเหยิงในการที่จะเปลี่ยนแปลง

หมู่บ้าน, ตำล, อำเภอ, เมือง และมณฑล เกิดจากการปฏิรูป

                สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำเนินงานตามนโยบายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนได้รับความสำเร็จไปได้ด้วยดี โดยทรงริเริ่มการปกครองในแบบ มณฑลเทศาภิบาลปกครองท้องที่ คือ ยกเลิกหัวเมืองประเทศราชทั้งหมด จัดตั้งหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เมือง และมณฑล ซึ่งเป็นการรวมอำนาจทั้งหมดมาอยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทำให้เกิดเอกภาพในการบริหารประเทศให้เกิดความสงบเป็นระเบียบแบบแผนมากขึ้น การเปลี่ยนแบบแผนการปกครองทำให้ประเทศไทยสามารถรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของต่างชาติ

                เมื่อทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงวางรากฐานระเบียบปฏิบัติภายในกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เหมาะสม และสามารถปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในระยะแรก ทรงปรับปรุงงานของกรมหลัก 3 กรม ได้แก่

  1. กรมมหาดไทยพลำภัง มีหน้าที่ปกครองท้องที่ทั่วไปภายในพระราชอาณาจักร มีเจ้ากรมเป็นหัวหน้าส่วนราชการ

  2. กรมมหาดไทยเหนือ มีหน้าที่ปราบปรามโจรผู้ร้าย เจ้าหน้าที่ฝ่ายอัยการ และการต่างประเทศ มีเจ้ากรมเป็นหัวหน้าส่วนราชการ

  3. กรมมหาดไทยกลาง มีหน้าที่ทุกอย่าง เว้นแต่ที่กรมอื่นมีหน้าที่รับผิดชอบ มีปลัดทูลฉลองเป็นเจ้ากรม ซึ่งมีอำนาจรองแต่เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังทรงวางระเบียบเกี่ยวกับการบรรจุข้าราชการฝ่ายปกครองในตำแหน่งต่าง ๆ อีกทั้งคุณสมบัติของบุคลากรที่จะเข้ารับราชการภายในกระทรวงมหาดไทย รวมถึงทรงก่อตั้งโรงเรียนข้าราชการฝ่ายปกครองของมณฑลเทศาภิบาล เพื่อผลิตบุคลากรในการปกครองขึ้นด้วย โรงเรียนแห่งนี้ได้พัฒนาเป็น โรงเรียนมหาดเล็ก โรงเรียนข้าราชการพลเรือน และเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯลฯ

                โดยเฉพาะในขณะดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาพระองค์แรกนั้น ทรงอนุรักษ์หนังสือที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้จำนวนมาก อีกทั้งทรงชำระตรวจสอบหนังสือเหล่านี้ให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และทรงนิพนธ์หนังสือที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดีมากกว่า 650 เรื่อง ได้แก่ ประวัติบุคคลสำคัญ มากที่สุดถึง 180 เรื่อง รองลงมาได้แก่ การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี 146 เรื่อง ศิลปะวรรณคดี 111 เรื่อง ประวัติศาสตร์โบราณคดี 103 เรื่อง ภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว 74 เรื่อง นอกจากนี้ยังมี กวีนิพนธ์ วรรณคดี อีกจำนวนหนึ่ง

เอกสารอ้างอิง

  1. มหาดไทย, กระทรวง, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์พระบิดาของกระทรวงมหาดไทย, ที่ระลึกในงานวันเปิดห้องดำรงราชานุภาพ 100 ปี, กระทรวงมหาดไทย 1 เมษายน 2535 , พิมพ์ที่ อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุงเทพฯ 2535

  2. ศิริวรรณ คุ้มโห้, วันและประเพณีสำคัญ, สำนักพิมพ์ เดอะบุ๊ค กรุงเทพฯ 10120