Get Adobe Flash player

พระสุนทรโวหาร โดย พรโสภา เรียบเรียง

Font Size:

 

ผลงานประเภทสุภาษิต บทละคร และเสภา

ประเภทสุภาษิตของท่านนี้                   สามเรื่อง

หนึ่งประหยัดสะสมสืบเนื่อง                   มั่นไว้

สองวาจาหลักแหลมปราดเปรื่อง             คุณค่า

สามโฉลกสีกับวันเลือกใช้                   โชคร้ายกลับดี (มีคุณ)

                สำหรับผลงานของพระสุนทรโวหาร หรือสุนทรภู่ครูกลอน เกี่ยวกับวรรณกรรมที่ทรงคุณค่า ได้นำเสนอในเวทีเสรีชัย ครั้งแรกเป็นประเภทนิราศ 8 เรื่อง ครัร้งที่สอง ประเภทนิทาน 5 เรื่อง และครั้งนี้ ประเภทสุภาษิต 3 เรื่อง ประเภทละคร 1 เรื่อง ประเภทเสภา 2 เรื่อง

                ความจริงการเขียนการเรียบเรียงเหมือนเป็นการพลิกฟื้นความรู้ เพียงแต่ว่าเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ฟังครูอาจารย์สอนแนะนำในห้องเรียน แต่มาวันนี้ไม่มีเลยสำหรับที่ปรึกษา ไม่มีใครที่จะให้ถาม จะมีก็เพียงตำราและหนังสือที่พอจะหยิบจับพลิกดูเท่านั้น

                ซึ่งเรื่องที่จะนำเสนอได้ผ่านการเรียนรู้มาโดยตรง บางเรื่องได้ถูกนำไปทางสื่อการะจายเสียง และสื่อหนังสือ วารสารทางการศึกษา เมื่อสัง 50-60 ปีที่แล้ว มาในวันนี้ถ้าไม่เรียบเรียงเรื่องนี้ก็ไม่รู้ความจริง เช่น “อนึ่งภูษาผ้าทรงณรงค์รบ ให้มีครบเครื่องเสร็จทั้งเจ็ดสี...” ได้เคยนำไปประกอบเรื่องอิทธิพลของสี รู้แต่เพียงว่าเป็นบทกลอนของท่านสุนทรภู่ ซึ่งลงในหนังสือต่าง ๆ ที่ใครต่อใครเขียนให้อ่าน วันนี้ เดี๋ยวนี้ ถึงบางอ้อ แล้ว

ประเภทสุภาษิต มีทั้งหมด 3 เรื่อง ได้แก่

1.สุภาษิตสอนหญิง

                ในสมัยโบราณ บรรพบุรุษคงจะมุ่งถึงกุลสตรีที่จะเป็นแม่บ้านแม่เรือนโดยเฉพาะเป็นช้างเท้าหลัง ซึ่งในปัจจุบันชายและหญิงเท่าเทียมกันแล้ว ลองมาเป็นใครใหญ่กว่าใครในบ้านประเดี๋ยวก็แยกกันอยู่ที่หนู ๆ ที่เกิดมาต้องขาดคนใดคนหนึ่ง ก็ว่าไปตามละครนะ เรื่องจริงอย่าได้มีเลยนะ สาธุ

                สุภาษิตสอนหญิงมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติตนให้เป็นกุลสตรีของผู้หญิงไทย โดยเริ่มตั้งแต่เลือกคู่ครอง การทำหน้าที่ในฐานะภรรยาที่ดีของสามี และแม่ที่ดีของลูก ซึ่งสุภาษิตสอนหญิงนี้ ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน ดังตอนหนึ่งของกลอนที่ท่านสุนทรภู่แต่ไว้ ดังนี้

“ มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท            อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์

จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง            อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน

ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ               ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน

เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชรากาล               จงเลี้ยงท่านอย่าให้อดรันทดใจ

ด้วยชนกชนนีนั้นมีคุณ                  ได้การุญเลี้ยงรักษามาจนใหญ่

อุ้มอุทรป้อนข้าวไปเท่าไร                 หมายจะได้พึ่งพาธิดาดวง

2.เพลงยาวถวายโอวาท

                เป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับคติธรรม สุภาษิตโบราณ และคำถวายโอวาท (คำแนะนำตักเตือน) ท่านสุนทรภู่แต่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2373  เนื่องด้วยในขณะนั้นท่านถูกขับไล่ออกจากวัดราชบูรณะ จึงแต่ขึ้นเพื่อถวายให้กับเจ้าฟ้ากลาง และเจ้าฟ้าปิ๋ว ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านสุนทรภู่ ดังกลอนตอนหนึ่งของเพลงยาวถวายโอวาทมา ดังนี้

อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก        แต่ลมปากหวนหูไม่รู้หาย

แม้เจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย       เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ

จะรักชังทั้งสิ้นเพราะลิ้นพลอด            เป็นอย่างยอดแล้วพระองค์อย่าสงสัย

อันช่างปากยากที่จะมีใคร               เขาชอบใช้ช่างมือออกอื้ออึง

จงโอบอ้อมถ่อมถดพระยศศักดิ์          ถ้าสูงนักแล้วก็เขาเข้าไม่ถึง

ครั้นต่ำนักมักจะผิดคิดรำพึง             พอก้ำกึ่งกลางนั้นขยันนัก ฯ

3.สวัสดิรักษาคำกลอน

                สุนทรภู่แต่งขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2364-2367 โดยท่านนำสวัสดิรักษาคำฉันท์ ที่มีผู้แต่งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งฉบับนั้นแต่งเป็นภาษาบาลี ท่านสุนทรภู่นำมาแต่งใหม่เป็นคำกลอน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น สวัสดิรักษาคำกลอนมีเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เช่น การแต่งกาย การรักษาความสะอาดของร่างกาย และบ้านเรือน ความไม่ประมาท การนอน เป็นต้น ซึ่งจะคัดตอนที่เกี่ยวกับการแต่งกายมาได้อ่าน ดังนี้

อนึ่งภูษาผ้าทรงณรงค์รบ              ให้มีครบเครื่องเสร็จทั้งเจ็ดสี

วันอาทิตย์สิทธิโชคโฉลกดี             เอาเครื่องสีแดงทรงเป็นมงคล

เครื่องวันจันทร์นั้นควรสีนวลขาว       จะยืนยาวชันษาสถาผล

อังคารม่วงช่วงงามสีครามปน           เป็นมงคลขัตติยาเข้าราวี

เครื่องวันพุธสุดสีด้วยสีแสด            กับเหลือบแปดปนประดับสลับสี

วันพฤหัสจัดเครื่องเขียวเหลืองดี       วันศุกร์สีเมฆหมอกออกสงคราม

วันเสาร์ทรงดำจึงล้ำเลิศ                แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม

หนึ่งพาชีขี่ขับประดับงาม              ให้ต้องตามสีสรรพ์จึงกันภัย ฯ

 

                ประเภทบทละครแต่งไว้      หนึ่งได้

กษัตริย์ประพาสป่าไม่                       เซ่นไหว้

กล่าวลบหลู่ดูถูกผีป่าไม้                    ต้องโทษ

ดลบันดาลบ้านเมืองหมกไหม้                หมดแล้วศรัทธา

ประเภทบทละคร มีเพียงเรื่องเดียว คือ

อภัยนุราช

                ท่านสุนทรภู่ได้แต่งบทละควรเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น เพื่อถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นเรื่องของท้าวอภัยนุราช กษัตริย์ผู้ครองเมืองรมเยศร ครั้งหนึ่งทรงต้องการออกประพาสป่า แต่ไม่ยอมเซ่นสังเวยแสดงความเคารพต่อผีป่านางไม้ และได้กล่าวลบหลู่ดูถูกผีป่าจึงดลบันดาลให้เท้าวอภัยนุราช ต้องเสียบ้านเสียเมือง พร้อมทั้งพระนางทิพยมาลี พระมเหสี พระอนันต์ พระโอรส และวรรณา พระธิดา ดังคำบรรยายจากกลอนตอนหนึ่ง ดังนี้

      เหมือนเขาเปรียบเทียบความเมื่อยามรัก              น้ำผักต้มขมก็ชมหวาน

เมื่อจืดจางห่างเหินเนิ่นนาน                                 น้ำกาลว่าเปรี้ยวไม่เหลียวดู

 

                ประเภทเสภาแต่งไว้              สองนา

หนึ่ง ขุนช้างขุนแผน ตำรา                      บ่งไว้

สอง พงศาวดารสถาปนา                        อยุธ- ยาแม่

ขยับกรับขับเสภากล่อมได้                       ซาบซึ้งตรึงอารมณ์

ประเภทเสภา มีทั้งหมด 2 เรื่อง ได้แก่

1.ขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม

                ขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงามนี้ ท่านสนุทรภู่แต่งต่อจากบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย ซึ่งเล่าไว้ตั้งแต่นางวันทองให้กำเนินพลายงาม ถูกขุนช้างลวงไปฆ่า นางวันทองจึงนำไปฝากไว้กับขรัวครูที่วัด พลายงามเดินทางไปหานางทองประศรี ผู้เป็นย่าที่กาญจนบุรี จนกระทั่งพลายงามถวายตัวเข้ารับราชการ ดังกลอนเสภาที่คัดมาตอนหนึ่ง ดังนี้

 

พลายงามดิ้นสิ้นเสียงสำเนียงร้อง         ยกแต่สองมือไหว้หายใจฝ่อ

มันห้ามว่าอย่าร้องก็ต้องรอ               เรียกหม่อมพ่อเจ้าขาอย่าฆ่าเลย

จงเห็นแก่แม่วันทองของลูกบ้าง           พ่อขุนช้างใจบุญพ่อคุณเอ๋ย

2.พระราชพงศาวดาร แบ่งออกเป็น 2 ตอน

                ตอนที่ 1 มีความยาว 274 คำกลอน เริ่มตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จนถึงเกิดความขัดแข้งขึ้นระหว่างไทย และขอมและไทยสามารถตีขอมจนแตกพ่ายได้

                ตอนที่ 2 มีความยาว 970 คำกลอน เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ช้างเผือก 7 เชือก ทำให้พระเกียรติเป็นที่เลื่องลือโดยทั่วไป กษัตริย์หงสาวดีต้องการจึงส่งสารมาขอช้างเผือก 2 เชือก ถ้าไม่ให้จะยกทัพมา แต่มุขมนตรีมีความเห็นว่าไม่ควรให้ พระเจ้าหงสาวดีจึงสั่งเกณฑ์ไพร่พลเพื่อยกทัพมาตีไทย อันเป็นสาเหตุของสงครามไทยกับพม่า จนกระทั่งเสียกรุงครั้งที่ 1

                ดังเป็นกลอนที่คัดตัดตอนที่เป็นการต่อสู้ระหว่างทหารไทย และทหารมอญ ดังนี้

พวกชาวกรุงมุ่งแม้นพุ่งแหลนหลาว                ถูกมอญลาวเลือดโซมชะโลมไหล  

ที่เหลือตายนายมอญต้อนเข้าไป                   พาดกระไดก้าวปีนตีนกำแพง  

พวกที่ป้อมหลอมตะกั่วคั่วทรายสาด               คบไฟฟาดรามัญกันด้วยแผง  

โยนสายโซ่โย้เหนี่ยวด้วยเรี่ยวแรง                 ชาวเมืองแทงถูกตกหกคะเมน  

พม่ามอญต้อนคนขึ้นบนฝั่ง                          ถือแตะบังตัวบ้างป้องกางเขน  

ถูกปืนใหญ่ไพร่นายตานระเนน                     ในเมืองเกณฑ์กองหลวงทะลวงฟัน  

เสียงดาบฟาดฉาดฉับบ้างรับรบ                     บ้างหลีกหลบไล่ฆ่าให้อาสัญ  

เหลือกำลังทั้งพม่าลาวรามัญ                        ต่างขยั้นย่นแยกแตกตื่นแดนฯ

                เป็นอันว่า ผลงานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าของท่านพระยาสุนทรโวหาร หรือพระสุนทรโวหาร ก็เรียก ตลอดจนสุนทรภู่ครูกลอน ก็กล่าวกันติดปากของพวกนักกลอนในปัจจุบันอยู่เสมอๆ

                สำหรับในเวทีเสรีชัยร่วมระลึก วันสุนทรภู่ 26 มิถุนายน คงจะมีผลงานวรรณกรรมของท่านอีก 1 ครั้ง คือ ประเภทบทเห่กล่อม จำนวน 4 เรื่อง คือ เห่เรื่องโคบุตร เห่เรื่องกากี เห่เรื่องเห่จับระบำ และเห่เรื่องพระอภัยมณี ค่ะ