Get Adobe Flash player

ปฏิทินต้นกำเนิดเกิดวันปีใหม่หนึ่งมกราคม โดย พรโสภา

Font Size:

 

   ปฏิทินต้นกำเนิดเกิดนั้น      ที่มา

อีกตำนานปีใหม่ตำรา            กล่าวไว้

ดั่ง “ปฏิทินจูเลี่ยน” หา           มาบอก  กันนา

แล้ว “เกรกอเรี่ยน” นั่นไซร้    เช่นใช้ปีใหม่หนึ่งมกราฯ

พรชัย ภู่โสภา (ร้อยกรอง)

เกริ่นนำ

               ถ้าพูดกันถึงเรื่องปฏิทินละก้อ ย้อนไปประมาณ 70-80 ปี ปฏิทินแม่โขงบางยี่ขัน เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่ม หรือชายวัยชรา พอย่างเข้าเดือนธันวาคมเป็นต้องถามหา “ปฏิทินแม่โขง” อย่าว่าแต่คนเราเลย แม้แต่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ยังถามหา เพราะถ้าได้สั่งแม่โขงเข้าร้าน ก็จะได้ปฏิทินแม่โขงเป็นของขวัญ (เพื่อกำนัลลูกค้าประจำ) ไงล่ะ

               เมื่อพูดถึงปฏิทินแม่โขง ก็ต้องพูดนางแบบที่จะมาเป็นภาพปรากฎบนปฏิทินด้วย ประมาณกลางปีนั่นแหละพวกนักข่าวหนังสือพิมพ์จะไปขุดคุ้ยหาข่าวเรื่องนางแบบปฏิทิน ดาราคนนั้นได้ค่าแสดงแบบ 6 หลัก ดาราคนนี้ ชื่อนี้ ได้ถึง 7 หลัก นั่นเป็นค่าตัวมาแสดงแบบเพื่อถ่ายทำ นอกจากค่าตัวที่ว่า ดาราบางคน บางท่านเคยผ่านเวทีประกวดขาอ่อน ที่มีชื่อเสียงมาแล้วก็มี

               เอาละ คราวนี้มาถึงตอนที่ปฏิทินแม่โขงเริ่มออกวางตลาด แล้วคนที่ไม่ได้ดื่มแม่โขงจะได้ปฏิทินมาจากไหน ก้อตลาดมืดมีขาย อย่างสมัยนั้น  100 บาท ถือว่าค่าของเงินสูง ยังอุตส่าห์ไปหาซื้อกัน เพื่อเป็นเจ้าของปฏิทินแม่โขง เอาเป็นว่าจากปฏิทินแม่โขง ก็มีปฏิทินพวกรถมอเตอร์ไซด์ ทำปฏิทินขายแบบโฆษณาแข่งแม่โขงบ้าง ตอนนั้นสมัยนั้น ปฏิทินนุ่งน้อยห่มน้อยบริการชาวบ้านกันมาก (ตากุ้งยิงกันเป็นแถว)

               เออ! แล้วปฏิทินที่ดูวัน เดือน ปี มันมีกำเนิดมาได้อย่างไร ใครคิดกันล่ะ เรื่องน่าสนใจของปฏิทินนี่ซิน่าคิด และติดตาม

               เป็นอันว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ทีมงานต่วยตูน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ไปค้นคว้าที่มาที่ไปของการกำเนิดปฏิทิน นอกจากนั้นยังได้รู้ว่า การเกิดวันปีใหม่ที่ใช้วันที่ 1 มกราคม และได้นำมาเสนอในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 2 ปีชวด หน้า 14 ดังรายละเอียดในบางส่วน และต้องขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

สโตนเฮนจ์ (แหล่งท่องเที่ยวปัจจุบัน)

               แรกเริ่มเดิมทีเท่าที่มีหลักฐานปรากฎ มนุษย์เรารู้จักการทำและดูปฏิทินมาตั้งแต่ก่อนที่จะรู้จักประดิษฐ์ตัวอักษร โดยอาศัยสังเกตจากการโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว จากนั้นก็นำก้อนหินมาวางเรียนกันไว้เป็นสัญลักษณ์บอกช่วงเวลา อย่างเช่น สโตนเฮนจ์ ที่เกาะอังกฤษ

               ต่อมาชาวสุเมเรียน ผู้ครองดินแดนเมโสโปเตเมีย เมื่อกว่า 3,700 ปีก่อนคริสตกาล ได้ริเริ่มแบ่งช่วงเวลา 1 ปี ออกเป็น 12 เดือน และกำหนดให้วันวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) เป็นวันขึ้นปีใหม่ วันชื่อเรียกยากที่ว่านี้ ก็คือวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งระยะเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน ซึ่งต่อมาชาวไอยคุปต์นำความรู้นี้ไปพัฒนาต่อยอดได้อีกมาก

               ส่วนทางยุโรป กษัตริย์ โรมิวรุส ผู้สร้างกรุงโรง เมื่อราว 2,700 ปีก่อน ได้กำหนดให้ชาวโรมันใช้ปฏิทินแบบจันทรคติ โดยแบ่งเวลา 1 ปี ออกเป็น 10 เดือน ซึ่งแต่ละเดือนก็มีจำนวนวันไม่เท่ากับปัจจุบันนี้ คิดแล้วในปีหนึ่งก็มี 304 วันเท่านั้น โดยให้เดือนมีนาคม เป็นเดือนแรก ไล่ไปจนสิ้นปีที่เดือนธันวาคม

               ส่วนช่วงเวลาในฤดูหนาว สมัยนั้นไม่มีใครนับเดือนกัน ปล่อยให้มันว่างไว้เป็นรอยต่อระหว่างปีเก่ากับปีใหม่ซะนั่นแหละ จนกระทั่งถึงปี 713 ก่อนคริสตกาล นูมา พอมพิลิอัส กษัตริย์องค์ที่สองของโรมได้ทำการเพิ่มเดือนมกราคมเข้าไปเป็นเดือนแรกของปี และตบท้ายด้วยเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนสุดท้าย ทำให้ 1 ปี มีทั้งสิ้น 12 เดือน

January และประเพณีการให้ของขวัญวันปีใหม่

               เดือนมกราคม ที่เรียกกันว่า “แจนยูอารี่” (January) นั้น ได้มาจากนามของเทพเจ้าชาวโรมัน เทพองค์นั้นคือ “เจนัส” (Janus) ผู้มีหน้าที่เปิดปิดประตูสวรรค์ เพราะเหตุที่ว่า เจนัส มีหน้าที่ลุกขึ้นมาเปิดประตูสวรรค์ก่อนใคร ๆ ดังนั้นการมาถึงของเดือนแรกของปีใหม่จึงเสมือนการเปิดทวารของปีต่อ ๆ ไป จึงได้รับชื่อตามนามแห่งเทพผู้ทำหน้าที่เปิดประตูว่า “แจนยูอารีอุส” (Januarius) ซึ่งกลายมาเป็นแจนยูอารี่ตามภาษาอังกฤษในปัจจุบันนั่นเอง

               “ทวารเทพ” (God of Door) เทพองค์เดียวของโรมันที่มีหน้าตาแปลกกว่าเทพองค์อื่น ๆ คือมีสองหน้า นั่นเป็นความคิดของคนโรมันมองอะไรลึกซึ้ง จากประตูหรือทวาร สามารถมองได้ทั้งสองด้าน คือ มองออกไปก็เห็นข้างนอก มองเข้ามาก็เห็นข้างใน แต่ผู้รักษาประตูจะมองอย่างไรให้เห็นทั้งสองด้านล่ะ ก็เลยสร้างให้เทพมีสองหน้า เพื่อความสะดวกในการพิทักษ์ประตูทั้งข้างนอกและข้างใน ตลอดจนอดีตและอนาคต

               ชั่วโมงแรกของวัน วันแรกของเดือน และเดือนแรกของปี ชาวโรมันอุทิศพลีให้แด่เทพองค์นี้ ในเวลาดังกล่าวจะมีการทำพิธีกันที่วิหารของเทพเจนัส ซึ่งในการบวงสรวงเทพทั้งหลายตามแบบโรมัน นามของเจนัสจะได้รับการกล่าวถึงก่อนเสมอ และทรงเป็นเทพองค์แรกที่ได้รับการถวายของบูชาก่อนเทพองค์อื่น ทั้งนี้ก็เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นใหญ่เหนือการเริ่มต้นและกาลเวลา

               ในอาณาจักรโรมันอันเกรียงไกร มีวิหารมากมายที่สร้างถวายแด่เทพ เจนัสวิหารที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ เจนัส ควอดิฟรอนส์ ประตูและหน้าต่างของวิหารแห่งนี้ล้วนแต่สร้างให้มีความหมายเชื่อมโยงถึงจำนวนเดือนและฤดูกาลที่ดำรงอยู่ในหนึ่งปี

               ในเทศกาลพิธีบูชาเทพเจนัสนี้ เกิดมีประเพณีการเดินทางไปเยี่ยมเยียนส่งความปรารถนาดีแก่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง รวมทั้งมอบของขวัญให้แก่กันและกันในวันแรกของเดือน ซึ่งก็สืบทอดมาเป็นประเพณีการให้ของขวัญปีใหม่ในปัจจุบัน

ปฏิทินจูเลี่ยน

               ในเรื่องของปฏิทิน สมัยกษัตริย์นูมา ได้จัดให้เดือนสุดท้ายในปฏิทินโรมันนั้นเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ครั้งในเวลาต่อมาเห็นว่ายังไม่สมบูรณ์ ก็เลยย้ายเดือนกุมภาพันธ์มาเป็นเดือนที่สองรองจากมกราคม ส่วนเดือนธันวาคมนั้นเล่าก็เลื่อนไปเป็นเดือนสุดท้ายของปี แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ลงตัวนัก จนต้องมีการทดปีอธิกสุรทินกันวุ่นวาย

               ล่วงมาจนถึงยุคของ จูเลียส ซีซ่าร์ ตรงนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านซีซ่าร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโรมันมาหลงเสน่ห์พระนางคลีโอพัตราอยุ่ที่อียิปต์ตั้งนานสองนาน ก็เลยได้รับความรู้ดี ๆ จากอียิปต์ไปตั้งมากมาย รวมทั้งเรื่องการทำปฏิทินด้วย

               จูเลียส ซีซ่าร์ มอบหมายให้โซซิเจเนส ที่ปรึกษาชาวอียิปต์ แห่งเมืองอเล็กซานเดรีย ทำการปรับปรุงแก้ไขปฏิทินโรมันให้สมบูรณ์แบบสอดคล้องกับฤดูกาล ด้วยข้อมูลความรู้อันลึกซึ้งตามแบบไอยคุปต์

               โซซิเจเนส ใช้เวลาทำงานอย่างรวดเร็วแค่ 2 ปีเท่านั้น คือเมื่อ 46 ปีก่อนคริตสกาล จูเลียส ซีซ่าร์ ก็ได้ยลโฉมปฏิทินฉบับใหม่แบบสุริยคติ ที่ปีหนึ่งมี 12 เดือน หรือ 365 วัน และให้เพิ่มเข้าไป 1 วัน ในทุก ๆ 4 ปี เนื่องจากการคำนวณได้ผลออกมาว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลา 365.25 วัน ซึ่งท่านซีซ่าร์ก็ยินดีปรีดากับปฏิทินแบบใหม่นี้เป็นอันมาก แถมยังคล้อยตามคำแนะนำของโซซิเจเนสอีกว่า ควรใช้วันวสันตวิษุวัต เป็นวันขึ้นปีใหม่ แทนวันที่ 1 มกราคม แต่ทว่าต่อให้หัวเด็ดตีนขาดวุฒิสภาโรมันไม่ยอม เพราะวันที่ 1 มกราคมน่ะ วันสำคัญของเทพเจนัส จะยอมให้เปลี่ยนไปใช้ตามอียิปต์ซึ่งเป็นเมืองขึ้นได้ไง ซีซ่าร์ก็เลยต้องจำใจยอมให้วันขึ้นปีใหม่ ยังคงเป็นวันที่ 1 มกราคม เหมือนเดิม แต่ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ให้เปลี่ยนไปเป็นตามแบบของอียิปต์

               ปฏิทินฉบับดังกล่าว เรียกกันง่าย ๆ ว่า “ปฏิทินจูเลี่ยน” นิยมใช้กันมาจวบจนถึงปี ค.ศ. 1582 พระสันตปาปา เกรกอรี่ ที่ 13 ก็ได้ลงมือแก้ไขปฏิทินขนานใหญ่ โดยให้เหตุผลว่าปฏิทินจูเลี่ยนสะสมความคลาดเคลื่อนแต่ครั้งอดีตไว้ถึง 10 วัน ทำให้วันอีสเตอร์วันสำคัญของชาวคริตส์ ซึ่งปกติเคยอยู่หลังวันวสันตวิษุวัตตั้งนาน กลับแซงหน้าวันวสันตวิษุวัตไป

               เมื่อปรับปรุงแปลงโฉมแล้ว ปฏิทินฉบับพระสันตปาปา เกรกอรี่ หรือที่เรียกกันสืบมาว่า “ปฏิทินเกรกอเรี่ยน” กำหนดให้วันที่ต่อจากวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 1582 กระโดดข้ามไป 10 วัน กลายเป็น 15 ตุลาคม และให้เดือนกุมภาพันธ์ของปี ค.ศ. ที่หารด้วย 4 ลงตัว  เป็นปีอธิกสุรทิน มี 29 วัน แต่ปีสุดท้ายของศตวรรษที่หารด้วย 400 ไม่ลงตัว เช่น 1900, 2001 ให้เดือนกุมภาพันธ์สุดท้ายของปีนั้นมี 28 วัน และประกาศคอนเฟริมให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่

               ปฏิทินเกรกอเรี่ยน คือ ปฏิทินอันเป็นสากลที่สุด ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ใช้กันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน ดังนั้น วันที่ 1 มกราคม จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่ผู้คนทั่วโลกพร้อมใจกันเฉลิมฉลองการเปิดประตูสู่ช่วงเวลาแห่งความสุขครั้งใหม่ไปพร้อม ๆ กัน

สวัสดีปีใหม่

จากใจคนทำหนังสือพิมพ์เสรีชัย