Get Adobe Flash player

งานอดิเรกเป็นวิชาเอกของครูใกล้เกษียณ โดย พรโสภา

Font Size:

 

มกราคมสิบหกนี้                           วันครู

ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้                   มอบให้

บรรดาเหล่าศิษย์กตัญญู                   ระลึก  ถึงนา

หญ้าแพรก ดอกเข็ม มะเขือกราบไหว้      ยกขึ้นวันทาบูชาครู

                                              พรชัย  ภู่โสภา ร้อยกรอง

เกริ่นนำ

                งานวันครู สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อปี พ.ศ. 2488 (หรือ 70 ปีมาแล้ว) โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาที่เกี่ยวกับครูที่ชื่อว่า “คุรุสภา” สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ คุรุสภามีข้อบังคับให้บุคคลที่ประกอบอาชีพครูทุกคนเป็นสมาชิก โดยคุรุสภาจะเป็นสภาที่มีหน้าที่ในการออกข้อบังคับหน้าที่ วินัย และจรรยาบรรณของครู รวมถึงรักษาผลประโยชน์ และส่งเสริมฐานะให้ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ทั้งนี้หน้าที่ของคุรุสภายังรวมไปถึงกำหนดนโยบายทางการศึกษา และวิชาการศึกษาให้แก่กระทรวงศึกษาธิการอีกด้วย

                งานวันครูจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 เนื่องจากในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้กล่าวปราศรัย ณ ที่ประชุมสามัญของคุรุสภา ในฐานะของนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ดังต่อไปนี้

                “...ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครู มีบุญคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่า “วันครู” ควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไป ถ้าวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณยังเกิดเกล้ามาทำบุญ คนที่สองรองลงไปก็คือ ครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากในที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง...”

                จากคำปราศรัยของท่านนายกรัฐมนตรี จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในครั้งนั้น จึงทำให้เกิดวันครูขึ้น ตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 โดยให้จัดงาน “วันครู” ขึ้นในวันที่มีประกาศ พระราชบัญญัติครู คือ วันที่ 16 มกราคม ทั้งนี้ การจัดงานวันครูนั้นเป็นวัตถุประสงค์ ที่จะประกอบพิธีระลึกถึงคุณของครูอาจารย์ทั้งหลาย

โชคชะตาเริ่มชี้ทางเดินของชีวิตชายคนหนึ่ง

                แรกเริ่มเดิมที เมื่อจบชั้นประโยคมัธยมศึกษา แน่ละไม่มีความคิดที่จะเข้าไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยกับเขาหรอก บอกตรง ๆ ว่าขี้เกียจท่องจำ โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ เกลียดเข้ากระดูกดำ เมื่อเป็นเช่นนี้เหลือทางเลือกคือวิชาชีพ ที่บางทีคนที่เขาเรียนกันเก่ง ๆ ยังหันมาเลือกเรียนวิชาชีพก็มีถมไป

                พอถึงเวลาเข้าจริง ๆ วิชาชีพก็มีเพียงสองแห่ง คือ เพาะช่าง กับก่อสร้างอุเทนถวาย คนเก่งคนดังที่จบสองแห่งนี้มีเป็นข่าวสังคมเสมอ ๆ ก็เลือกที่ชอบว่าถ้าเข้าไปเรียนแล้วต้องสำเร็จ ย่างก้าวไปที่ ร.ร.เพาะช่าง (ชื่อสมัยนั้น) เออ! เก่งกับเขาเหมือนกันสอบติด แต่ช่วงที่กว่าจะถึงกำหนดการสอบสัมภาษณ์ ก่อสร้างอุเทนถวาย เขาก็ประกาศรับสมัคร และยังพอจะไปสมัครและสอบทัน นี่แห่งเป็นช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ที่ไม่มีทิศทางกำหนดอนาคตของตนเอง ปล่อยไปตามชะตาชีวิต

                ทิ้งเพาะช่าง และหวังไปตายที่อุเทน เลือกสีน้ำเงิน (ไม่น่าเชื่อ กระซิบบอกล่วงหน้าเสียก่อน เผื่อคนเบื่อที่อ่านไม่จบเรื่อง เขาผู้นี้กลายมาเป็นครูที่ก่อสร้างอุเทนถวายด้วยนะ) โบราณหมายหัวไว้เลยว่าต้องเข้าเรียนที่อุเทนถวายได้ 100%  เพราะอาจารย์ผู้ปกครองสนิทสนมกับครอบครัวนี้มาตั้งแต่รุ่นคุณตา มีประวัติมีชื่อเสียงเรื่องการแกะสลักงานไม้ เคยมีผลงานน้อมเกล้าถวายผลงานสลักไม้ชิ้นหนึ่งแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จเปิดตึกมูลมณเฑียร ที่วัดเขมาภิรตาราม นนทบุรี และหลานชายคนนี้คงจะไม่ทำให้เสียชื่อแน่ เชื้อไม่ทิ้งแถว (แต่เปล่าหรอก อุเทนเขาขยายห้องเรียนเพิ่มขึ้น 15 ห้อง)

ชายคนนั้นน่าจะเลือกทางเดินการเป็นครูแล้วล่ะ

                จากอุเทน พวกเราแยกย้ายกันไปเพื่อศึกษาวิชาช่างก่อสร้างอีก 2 ปี บ้างไปเทคนิคกรุงเทพฯ บ้างไปช่างตรี บ.ส.อ. (บริการส่งเสริมอาชีวศึกษา เปิดเป็นปีแรกข้างกระทรวงศึกษาธิการ ตรงคุรุสภาในปัจจุบัน)  เพื่อเตรียมพัฒานาบุคคลากรทางด้านก่อสร้างอาคารสถานศึกษา และเพื่อบรรจุการเป็นครู ที่จะขยายการศึกษาจาก ร.ร.ช่างไม้ เป็น ร.ร.การช่าง และยกฐานะการศึกษาวิชาชีพ เป็นอาชีวศึกษาชั้นสูงในต่างจังหวัดไงล่ะ

                ชายคนหนึ่ง กับชายคนนั้น คือคนเดียวกัน ที่จบวิชาชีพข้างกระทรวงพร้อมเพื่อน 56 ชีวิต โดยในหนึ่งจำนวนที่กล่าวมา เลขประจำตัว 2 สมัครไปเป็นครู (ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวุฒิครู) ที่พระนครศรีอยุธยา (เราเดินมาผิดทางหรือเปล่า เพราะเพื่อน ๆ ที่เขาไปวิทยาลัยกรุงเทพฯ เมื่อจบ 2 ปี ได้วิชาชีพชั้นสูงเหมือนเรา แต่เขามีสิทธิ์ต่ออีกหนึ่งปีเพื่อได้วุฒิครู ป.ม. ด้วย)

                กัดฟันบอกตัวเองมันจะแปลกอะไร ไปเป็นครูได้เพียง 2-3 ปี ก็มีสิทธิ์ลาไปศึกษาต่อ แถมยังได้มีเงินเดือนกินก่อน เดือนละ 750 บาท มันหายากน่ะ พอได้ไปเป็นครูเข้าจริง ระเบียบ กฎ กติกา มีบังคับไว้เยอะ เรียกว่ารัดกุมจริง ๆ เช่น ในระหว่างลาไปศึกษาต่อ เงินเดือนจะไม่ขึ้น คือหยุดกับที่ เท่าไรก็ได้รับเท่าเดิม

                ไปเป็นครูที่อยุธยา (ขอเรียกสั้น ๆ) ได้ทั้งกำไรชีวิต และคิดฟื้นฟูงานอดิเรก คือ การถ่ายภาพ “อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน จิตใจอาวรณ์มาเล่าสู่กันฟัง อยุธยาแต่ก่อนนี้ยัง สมดังเป็นเมืองทอง ของพี่น้องเผ่าพงษ์ไทย...” เรียกว่า ว่างเมื่อไหร สะพายกล้องท่องเที่ยว สำคัญกว่าการเป็นครู จะบอกให้ อยุธยากรุงเก่าของเรา เคยได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วก็เหมือนถูกทิ้งขว้างหลายสิบปี สิ่งสลักหักพังยังมีให้เห็นโดยทั่วไป มีหรือช่างภาพสมัครเล่น เช่นครูคนนี้จะไม่บันทึกไว้

ถึงกล้องจะถูกแต่ได้ผลงานแพงกว่าเงินเดือนครู

                ดูเหมือนว่าการถ่ายภาพจะเป็นงานอดิเรก แต่การได้ใช้กล้องควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานของข้าราชการครู ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นอาชีพแบบนัย ๆ  ครูคือผู้สอน ถ่ายทอดความรู้ให้กับศิษย์ แต่มันไม่จริงดังคำหรือประโยคที่ว่า “อยากตะโกนออกมาดัง ๆ กูไม่ใช่กระโถนท้องพระโรงนะ...” ดูเหมือนว่ามันผิดจากครูในกรุงเทพฯ จบวิชาไหน สอนวิชานั้น นี่กำลังสอนอยู่ในห้องชั้นเรียน เรียกว่า น้ำลายกำลังแตกฟอง เด็กนักเรียนกำลังสนใจอยู่ดี ภารโรงมาบอกว่า ผู้อำนวยการให้ไปหา

                จะมีอะไรซะอีกเล่า คนเก่ง หรือผสมคนใจง่าย ขัดใจใครไม่ได้ต้องรีบไปรับคำบัญชา เรามันเป็นลูกน้องเขานี่ “ในใจนึกอยู่แล้วซี จะต้องเป็นเรื่องนี้...” เพื่อไม่ให้ลูกศิษย์ลูกหาเสียขวัญ ขากลับเข้าไปในห้องเรียนก่อน เล่าเรื่องที่จะต้องหยุดสอนชั่วคราวไปราชการข้างนอก แต่จะมอบงานให้ทำ เผื่อครูคนอื่นเข้ามาแทน จะไม่ลำบากใจ...

                ก็บอกแล้วไง การมาเป็นครูในต่างจังหวัด ไม่ใช่จะเป็นครูแค่ผู้สอนเท่านั้นหรอกนะ เรียกว่าจิปาถะ ใครไม่ได้ไปไม่รู้ งานกิจกรรมของโรงเรียนของจังหวัด และยิ่งงานสังคม ยิ่งจังหวัดเล็ก ๆ นั่นแหละ สังคมเยอะเพราะมันแคบรู้จักกันมาก

                เกือบลืมจะบอกให้ทราบในสมัยที่ไปเป็นครูที่อยุธยานั้น ประมาณ พ.ศ. 2500 หรือ 57-58 ปีที่แล้ว อยุธยาของเราแต่เก่าก่อนนั้นสามารถไปด้วยรถ หรือการคมนาคมทางบกได้เพียง 3 อำเภอเท่านั้น อีกสิบกว่าอำเภอต้องไปโดยเรือจ๊ะ แล้วไม่ต้องสงสัยเลยนะ เมื่อการประกวดพวงมาลาวันปิยมหาราชจึงมีคู่แข่งแบบฝีมือจัดทำคือ ระหว่างโรงเรียนการช่าง กับโรงเรียนช่างต่อเรือ นั่นไง ไม่ต้องสงสัยประเทศไทยมีโรงเรียนช่างต่อเรือด้วย

อีกหนึ่งผลงานภายนอกบอกคุณค่าปริมาณงาน

                การหยุดงานการสอนเพื่อไปแทนผู้บังคับบัญชาตรวจงานการก่อสร้างภายนอก ความจริงผู้บังคับบัญชาในสถานศึกษา เช่น ร.ร.การช่างฯ มักเป็นผู้จบการศึกษา และผ่าน ร.ร.ช่างก่อสร้างอุเทนถวาย (สมัยนั้น) มาแทบทั้งสิ้น การที่ผู้บังคับบัญชา ก็คือ รุ่นพี่ขอแรงรุ่นน้องช่วยไปปฏิบัติงานแทน แล้วงานที่ไปมักเป็นงานงวด ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารเรียนของกรมต่าง ๆ ที่ต้องผ่านแผนกศึกษาธิการจังหวัด และจังหวัดขาดบุคคลากรในทางนี้ จึงผ่านผู้มีความรู้ในเรื่องก่อสร้าง เรื่องแบบแปลน ฯลฯ

                ดังนั้น เมื่อผู้บังคับบัญชา ร.ร.การช่างฯ ไม่สามารถไปปฏิบัติราชการได้ ครู-อาจารย์ ผู้มีความรู้ทางด้านนี้จะต้องไปแทน แล้วการไปแทนแต่ละครั้งจึงกลายเป็นผลงานของผู้ไปโดยปริยาย และหลักฐานประกอบที่สำคัญนอกจากลายลักษณ์อักษรแล้ว ภาพถ่ายนี่แหละเป็นหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งกว่า แล้วภาพถ่ายที่ว่าก็มาจากการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกเท่านั้น ที่ครูคนอื่น ๆ ไม่ใคร่มี และไม่มีทางไปอย่างวิชาชีพก่อสร้าง

                ทำไมใครคนนี้จึงตกลงปลงใจเลือกไป ร.ร.การช่างพระนครศรีอยุธยา นอกจากไม่ไกลจากบ้านเกิดนนทบุรี ไปกลับได้ในวันเดียวแล้ว นอกจากนั้นโบราณสถานเป็นโมเดลอย่างดี สำหรับครูคนนี้ ไม่ต้องไปหาไปสร้างโมเดลใหม่ เพียงหาเวลาว่างแล้วเดินเข้าไปหา เลือกมุม  เลือกความสำคัญ ก็จะได้สิ่งที่ต้องการ นั่นคือเป้าหมาย หรือ วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คือ เขียนสารคดี 5 นาที ออกอากาศวิทยุ กรมประชาสัมพันธ์ (ชื่อสมัยนั้น) และส่งเรื่องพร้อมประกอบภาพถ่าย ที่วารมิตรครูของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรายการหลังนี้ได้ค่าใช้จ่ายเป็นกำนัลครั้งละหลายร้อยบาทเหมือนกัน นอกจากนั้น บางเรื่องยังได้ส่งไปให้วารสารวิทยาสาร ของอาจารย์เปลื้อง ณ นคร เป็นบรรณาธิการ

                ความจริงการเขียนสารคดี ข่าวสารทางการศึกษา และการท่องเที่ยวนั้นเกิดขึ้นเมื่อตอนเป็นครูแล้ว ก่อนหน้านั้นเคยผันตัวเองเป็นนักข่าว ภาพ ในกิจกรรมสังคมของชาวบ้านในท้องถิ่นให้กัน แม่ศรีเรือน นครไทย มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนอุเทนถวาย ในที่สุดการเป็นครูที่อยุธยาได้ร่วมกันรวมกลุ่มตั้ง “สื่อมวลชนอยุธยา” ขึ้น มีผลงานประจักษ์ทั่วทุกอำเภอ

                แล้ว “งานอดิเรกเป็นวิชาเอกของครูใกล้เกษียณ” ล่ะ ก็คงต่อกันในฉบับต่อไปนะซิ ถามได้...