Get Adobe Flash player

ขอ “แพะ” เป็น “พระเอก”

Font Size:

อันว่า “แพะ” เป็นสัตว์เลี้ยง                  ทั่วไป

ไม่ว่า “เนื้อ นม หนัง” ประทับใจ           เลิศล้น

ในพระราชนิพนธ์พระเทพได้                                เขียนเล่า ไว้นา

เช่น “แพะอบนึ่งน้ำแดง” คิดค้น            อร่อยลิ้มชิมกัน

พรชัย ภู่โสภา ร้อยกรอง

เกริ่นนำ

                เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า แพะ เป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง คุณจะเชื่อหรือไม่ว่าประมาณ 70 กว่าปีก่อนหน้านั้น ถนนประชาราษฎร์สายนนทบุรี สู่สามแยกเตาปูน (เลี้ยวซ้ายไปปูนซีเมนต์ฯ ถ้าเลี้ยวขวาไปบางโพธิ์) ริมถนนฝั่งซ้ายก่อนถึงเตาปูนเกือบทั้งแถบเป็นโรงเลี้ยงแพะของแขก แล้วแขกที่เลี้ยงแพะนั้นจะมีอาหาร “หญ้าขน” ให้แพะกินหรือ?

                สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ตัดถนนเรียบแม่น้ำเจ้าพระยาจากต้นทางนนทบุรีโรงหนัง หรือโรงมหรสพศรีพรสวรรค์ เรื่อยไปทางทิศใต้โดยให้ขนานไปตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณ 700-800 เมตร แต่พอไปถึงวัดเขมาภิรตาราม เป็นทางโค้งความลึกหรือห่างจากริมฝั่งแม่น้ำจะน้อยมาก แต่พอตรงไปพระรามหด ความลึกก็คงมีขนาด 700-800 เมตรเท่าเดิม

                ทำไมถึงต้องกล่าวถึงการตัดถนนเลียบแม่น้ำฯ ต้องเล่าก็เพราะเมื่อตัดถนนใหม่ๆ เป็นถนนดินแดง และชานถนนหรือบ่าถนนเจ้าหญ้าขนพืชเลื้อยล้มรุกนี่แหละเป็นอาหารอย่างดีของแพะมันละ  คุณบังหรือคุณแขกนุ่งขาวห่มขาวควบรถม้ามุ่งนนท์ พอถึงย่านสวนใหญ่ก็ผูกม้าไว้ลงไปเกี่ยวหญ้าขนขึ้นรถบรรทุกประมาณครึ่ง ชม.ก็ได้หญ้าขนเต็มรถ ในวันหนึ่งๆ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเก็บเกี่ยวหญาขน 3-4 รถม้า

                ไม่น่าเชื่อเมื่อวันเวลาผ่านไป จากวันนั้นโรงสลัมของแขกเลี้ยงแพะที่สามแยกเตาปูน วันนี้มีรถราวิ่งผ่านกันหนาแน่น จนต้องมีรถลอยฟ้าให้บริการ หรือที่ทางราชการเรียกว่า “สายสีม่วง” ให้บริการประชาชน ทำให้คิดถึง “แพะ” โดยเฉพาะรถม้า

                เราก็นึกอยู่เหมือนกันว่า ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นรถม้าที่ไหนได้ ในระหว่างรับราชการที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดนำ ข.ร.ก. ไปทัศนศึกษา โดยเฉพาะ อียิปต์ เป็นประเทศหนึ่งที่อยากไปดู ปิรามิด และมัมมี่ ฯลฯ และสิ่งที่ไม่คาดคิดได้ไปเห็นรถม้าที่วิ่งปนเปอยู่บนถนนหลวงด้วย (แต่รถเปล่าๆ ไม่มีหญ้า) เลยเป็นบุญตานอกจากปิรามิด มัมมี่ และขี่อูฐ

                แพะเป็นพระเอกจริงๆ ด้วย

“แพะ” เป็นสัตว์สารพัดประโยชน์ที่นิยมเลี้ยงกันทั่วไปทั้งในอดีตและปัจจุบัน “เนื้อแพะ” นั้นขึ้นทำเนียบอาหาร “มีระดับ” รสชาติประทับใจ ดังที่ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ทรงเล่าถึง “แพะยอดอาหาร” เอาไว้ในพระราชนิพนธ์หลายเรื่องด้วยกัน

เมื่อครั้งที่เสร็จพระราชดำเนินยังสาธารณรัฐประชาชนจีน “แพะ” ก็เป็นหนึ่งในเมนูพระกระยาหารค่ำที่ ผู้ว่าราชการภูมิภาคปกครองหนิงเซี่ยจัดถวาย ดังจะเห็นได้จากที่ทรงเล่าไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “ต้นน้ำภูผา และป่าทราย” ว่า

...ไปห้องรับประทานอาหาร อาหารจานเอกคือ “แพะย่าง” ทำคล้ายๆเป็ดปักกิ่งห่อแป้งอร่อยมาก ได้ความว่าแพะแกะที่เติบโตตามธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นเหม็น ถ้าเลี้ยงใส่คอกแบบฝรั่งจะเหม็น...แพะที่นี่ไม่เหม็นเพราะมันปืนเขาขึ้นไปกินแต่สมุนไพร...

โดยเฉพาะอาหารของภูมิภาคปกครองตนเองซีจั้งหรือทิเบตที่ “พิเศษสุด” นั้นตรึงความสนใจอาคันตุกะทั้งหลายได้เป็นอย่างดี

...อาหารแปลกของวันนี้คือ “หัวแพะ” วางบนโต๊ะทั้งหัวถือว่าเป็นการต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ

น่าสังเกตว่าทั้งจีนและทิเบตมีรสนิยมบริกโภค “แพะ” เช่นเดียวกัน เพียงแต่กรรมวิธีการปรุงการรับประทานอาจจะผิดแผกกันอยู่บ้าง ดังตอนหนึ่งของพระราชนิพนธ์เรื่อง “มุ่งไกลในรอยทราย” ที่เล่าถึง พระกระยาหารค่ำที่เมืองกาชการ์ว่า

...อาหารมื้อนี้มีออร์เดิร์ฟเป็นตับแกะ ขนมแยมโรล ซาลาเปา แล้วต่อด้วยอาหารต่างๆ ดังนี้ แกะย่างทั้งตัว ปลิงทะเล ประดิษฐ์เป็นรูปนกคู่ แพะอบแล้วนึ่งน้ำแดง แทรกด้วยมันในหางแกะ วางบนตับแกะ วิธีรับประทานคือจับหย่อนเข้าปากไปพร้อมๆกัน...

อีกครั้งหนึ่งตอนที่เสด็จฯไปทรงศึกษาภาษาจีน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ได้เสวย “เนื้อแพะ” ชวนชิมอีกแบบหนึ่งที่บ้านมาดามเฉียนเจิ้งอิง ดังปรากฎในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าเป็นนักเรียนนอก” ว่า

...ประมาณเที่ยงรับประทานอาหารกลางวัน วันนี้มาดามเฉียนไม่เลี้ยงใครเลย มีแต่คนในครอบครัวและข้าพเจ้าเท่านั้น ตกลงกันตั้งต้นว่าจะพูดแต่ภาษาจีนเท่านั้น ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ถ้าข้าพเจ้าพูดอะไรแล้วมาดามไม่เข้าใจก็จะถามให้เข้าใจ มาดามพูดอะไรไม่เข้าใจก็ถามได้...

พระกระยาหารวันนั้นจึงจัดขึ้นเพื่อเสริมพระประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมการกินอยู่ของชาวจีนโดยตรง ดังที่ทรงเล่าว่า

...ของต่างๆ ที่จะให้รับประทานทุกคนช่วยกันคิดว่าจะเอาอะไรดี ค้นคว้าจากหนังสือที่ข้าพเจ้าแต่งว่ารับประทานอะไรแล้ว ไปไหนแล้วตกลงให้รับประทาน “หม้อร้อน” (คือ “ชาบุชาบุ นี่เอง) ของมาดามทำไม่เผ็ด ส่วนของข้าพเจ้าใส่รสเผ็ดบ้าง แต่ไม่ถึงกับเผ็ดจนรับประทานไม่ได้ เมื่อน้ำแกงร้อนแล้วเอาเนื้อใส่ เป็นเนื้อหั่นชิ้นบางๆ ติดมัน มีน้ำจิ้ม เฉพาะเนื้อนุ่มมาก (เสียดายที่รับประทานออร์เดิร์ฟเยอะไปหน่อย) ใส่ผักต่างๆ เห็ดด้วย ส่วน “แพะ” หั่นบางๆ เรียกว่า “ซ่วนหยังโร่ว” มีน้ำจิ้มของแพะโดยเฉพาะ คล้ายๆน้ำจิ้มสุกี้ที่ป้าจันทำ เครื่องดื่มวันนี้ดื่มอู่เหลียงเย่...

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าจะมีแต่ชาวตะวันออกเท่านั้นที่มี “แพะ” เป็นอาหารครองใจ ชาวตะวันตกเช่นโรมาเนียก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่รสชาติอาจจะไม่เข้มข้นเท่า ดังที่พระราชนิพนธ์เรื่อง “แดร๊กคูล่าผู้น่ารัก” เล่าถึงพระกระยาหารกลางวันที่ซีนายารีสอร์ทว่า

...อาหารมีเนยแข็ง 3 อย่าง กินกับมะเขือเทศ ต้นหอมและแตงกวา ซุปใส ปลาเทร้าต์ทอด มันฝรั่ง “เนื้อแพะ” วางบนขนมปังทอดกรอบ กินกับมันฝรั่งทอดกรอบ ทำเป็นกระทงใส่แครอทกับถั่วต้ม...

นอกจาก “เนื้อแพะ” ยังเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของนครว่านเซี่ยน เพราะเหนียวทนทานใช้ได้นานปี แพะจึงเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่นับวันจะทวีความหมายต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนดังที่ทรงเล่าไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “เย็นสบายชายน้ำ” ว่า

...ใกล้ๆกับท่าเรือนายกเทศมนตรีอธิบายว่า เป็นเขตสินค้าแปรรูปส่งออก เช่น หนังสัตว์ มีหนังหมู หนังวัว และ “หนังแพะ” หนังแพะมีชื่อเสียงที่สุด...

คุณสมบัติด้านความคงทนบวกกับอายุการใช้งานได้นานหลายปีทำให้ “หนังแพะ” เป็นที่นิยมในวงกว้าง ที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็คือ “แพหนังแพะ” ของอำเภอจงเว่ย ที่ทรงเล่าไว้โดยละเอียดในเรื่อง “ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย” ทำให้ผู้อ่านเกิดความกระจ่างชัดราวกับได้โดยเสด็จพระราชดำเนินไปด้วย

...ในแม่น้ำมี “แพหนังแพะ” ของพวกหุย เขาทำไว้ให้นักท่องเที่ยวนั่งเล่น แต่เขาไม่ได้ให้เราลง เพียงแต่ยกขึ้นมาให้ดู ทุ่นที่ทำให้แพลอยทำด้วยหนังแพะถลกหนังมาใช้ทั้งตัว ใช้ปากเป่าลม แพะต้องเป็นตัวผู้ หนังจะเหนียว (หนังแกะบอบบางใช้ไม่ได้) แพหนึ่งต้องมี 14 ทุ่น (คือหนังแพะ 14 ตัว) แต่ละตัวต้องมีน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัมต้องทำด้วยการนำหนังมาแช่น้ำเกลือและทาเนยให้คงทน ระหว่างทำต้องสวดมนต์จากคัมภีร์โกหร่าน...”แพหนังแพะ” ไม่กินน้ำลุก เข้าไปฝั่งได้ทุกเวลา หยุดแพได้ตามชอบใจ แพหนึ่งๆใช้ได้ประมาณ 4 ปี นั่งได้ 4 คน (บรรทุกน้ำหนักได้ประมาณ 1 ตัน)

นอกจาก “เนื้อ” จะอร่อยเข้าขั้นและ “หนัง” จะใช้การได้ดีแล้ว ใครจะนึกบ้างว่า “บางส่วน” ที่อยู่ลึกไปกว่านั้นยังมีบทบาทต่อวงการศิลปะของพม่าอีกด้วย ดังที่ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ทรงบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “ไทยเที่ยวพม่า” ว่า

...คุยถึงเรื่อง “สี” ที่ใช้เขียนภาพสมัยก่อน ส่วนมากก็เป็นสีธรรมชาติ เช่นสนิมของแร่ต่างๆ บางทีก็เป็นสีจากพืชบางชนิดมีการผสมกับ “น้ำดีแพะ”...

ยิ่งไปกว่านั้นพระราชนิพนธ์ใน “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ยังทำให้ผู้อ่านทราบ่า “แพะ” นั้นเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายไม่เรื่องมาก สามารถปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ดี ดังที่ทรงเล่าไว้ในเรื่อง “มหัศจรรย์ทุกวัน” ว่า

...เขาจัดฉายวีดีโอเรื่องธรรมชาติ มีเรื่องเกาะ Barren ที่ภูเขาไฟระเบิดใน ค.ศ. 1994 นักเดินเรือชาวตะวันตกเคยเอาแพะมาปล่อยไว้เพื่อกินเป็นอาหาร แพะเหล่านี้ก็ออกลูกออกหลานมามากมาย หญ้าก็ไม่พอกินก็ต้องกินปู น้ำจืดก็ไม่มีกิน มันก็ปรับตัวกินน้ำเค็มได้...

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกที่มีผู้นิยมเลี้ยงแพะกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยที่ยังชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์โยกย้ายเปลี่ยนที่ไปตามฤดูกาลนั้นถือได้ว่ามี “แพะ” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเลยทีเดียว ดังที่ทรงบันทึกเรื่องราวของ ชนกลุ่มน้อย “คาซัก” เอาไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “มุ่งไกลในรอยทราย” ว่า

...คนเผ่าคาซักเป็นพวกเตอร์ก บางคนบอกว่าเป็นลูกหลานของพวกชนเผ่าอูซุนโบราณ พวกนี้เวลาหน้าหนาวจะพาแพะแกะและสัตว์เลี้ยงอย่างอื่นมาเลี้ยงด้านล่าง เวลาหน้าร้อนหิมะละลายจะพาสัตว์ขึ้นไปเลี้ยงบนภูเขา...ในฤดูร้อนจะมีเทศกาลแข่งม้าและ “จับแพะ” พวกสาวๆจะขี่ม้าไล่ตีผู้ชาย ถ้าไม่ชอบก็จะตีแรงๆ ถ้าชอบก็ตีเบาๆ พอเป็นพิธี...

นอกจากนี้ยังได้ทอดพระเนตร “แพะหายาก” ซึ่งตกที่นั่งลำบากเพราะเขาของตัวเองเป็นเหตุ เป็นหนึ่งในของสะสมที่ “หอสมบัติ”