Get Adobe Flash player

ของวังแดงในพระราชวังโปนาลาเก็บรักษาเอาไว้ดังที่พระราชนิพนธ์เรื่อง “ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย” เล่าว่า

Font Size:

...”เขาแพะ” ใหญ่มาก อธิบายว่าแพะตัวนี้ใหญ่ยาวมาก ทำให้เกะกะก้มลงกินหญ้าไม่ได้ จึงอดตาย ข้าพเจ้าว่าคนน่าไปช่วยป้อนอาหารให้มัน เขาบอกว่ามีแพะหลายตัวป้อนไม่ทัน...

“แพะ” จึงมิได้เป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจที่มีบทบาทต่อวิถีการดำเนินชีวิต ความคิดและความเชื่อของมนุษย์เท่านั้น ยังสัมพันธ์กับตำนานและประวัติศาสตร์จีนอย่างแนบแน่นโดยเฉพาะ “เมืองแพะ” หรือที่รู้จักกันในนามของ “นครกวางโจว” เมืองหลวงของมณฑลกวางตุ้งนั้น เป็นเมืองเก่าแก่โบร่ำโบราณ มีมาก่อนสมัยสามก๊กเสียอีก ทั้งยังมีประวัติความเป็นมาน่าสนใจในรูปของนิทานปรัมปราที่ทรงบันทึกไว้โดยละเอียด ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “คืนถิ่นจีนใหญ่” ว่า

..”เมืองกวางโจว” เดิมเรียกว่า พานหยู เริ่มสร้างเมืองมาตั้งแต่ 214 ปีก่อนคริสตกาล ตำนานเล่าว่าเมื่อ 2,800 ปีก่อน มีเทวดา 5 องค์ ขี่แพะ 5 ตัว ลงจากสวรรค์มาช่วยเมืองนี้ให้พ้นจากความอดอยาก เลยเรียกเมืองนี้ว่า “เมืองแพะ” ไม่ยักเรียกว่า “เมืองเทวดา” เห็นจะเป็นเพราะเรื่องเล่าต่อไปว่า เมื่อช่วยแล้วเทวดาเหาะกลับสวรรค์ไปเองทิ้งแพะเอาไว้แพะคาบธัญพืชมาด้วย ชาวเมืองเอาธัญพืชนั้นมาหว่าน จึงมีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์จนทุกวันนี้ แพะนั้นกลายเป็นหิน (แต่ไม่บอกว่าอยู่ที่ไหน)...

ยังทรงพระราชปรารภทิ้งท้ายด้วยพระอารมณ์ขันว่า

...เรื่องอย่างนี้จริงเท็จอยู่ที่ผู้เล่า แต่ว่าเขาเรียก 5 แพะ ทำให้คิดถึงถ่านไฟฉายตรา 5 แพะ พอถามคนที่นี่ว่ารู้จักไหมก็ดูจะงงๆ เป็นอันว่าถ่านไฟฉายตรา 5 แพะไม่เป็นที่รู้จักในกวางโจว...

อย่างไรก็ดี เพื่อมิให้เป็นการเสียเที่ยวในเมื่อเสด็จฯมาเยือนทั้งทีก็สมควรมีภาพ “อนุสาวรีย์ห้าแพะแห่งกวางโจว” เก็บไว้เป็นที่ระลึก ดังที่ทรงเล่าว่า

...ข้าพเจ้าจึงถ่ายรูปหมู่กับคณะคนปีแพะด้วยกัน โดยหาได้เพียง 4 แพะ คือข้าพเจ้า อารยา ประพจน์ และจี้ หน้าอนุสาวรีย์ห้าแพะ (ขาว่าเป็นแพะตัวผู้ 1 ตัว ตัวเมีย 3 ตัว ลูกแพะอีกตัว) ทำด้วยหินแกรนิตอยู่ใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์กวางโจว...

ความผูกพันระหว่างชาวจีนกับ “แพะ” นอกจากปรากฎในตำนานความเป็นมาของนครกวางโจวแล้ว ยังถ่ายทอดผ่าน “เพลงพื้นบ้าน” ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้แก่ “เพลงซูอู่เลี้ยงแพะ” ซึ่งสะท้อนถึงความรักชาติที่หยั่งรากฝังลึกในจิตวิญญาณของ “ซูอู่” บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ดังที่ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ทรงเล่าไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “เย็นสบายชายน้ำ” ว่า

...”ซุอู่” เป็นราชทูตจีนในสมัยจักรพรรคิฮั่นอู่ตี้ ที่ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพวกฉยุงหนูที่อยู่ทางภาคเหนือและทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์รักชาติยิ่งกว่าชีวิต ถูกพวกฉยุงหนูจับไป “เลี้ยงแพะ” ที่ทุ่งเป่ยไห่อันหนาวเย็น แม้จะตกระกำลำบากถึงเพียงนี้ซูอู่ก็ไม่ยอมสวามิภัดดิ์ต่อพวกฉยุงหนู ยืนหยัดอย่างเข้มแข็งในความรักชาติและศักดิ์ศรีของราชทูตจีน ซูอู่เลี้ยงแพะอยู่ที่ทุ่งเป่ยไห่ 19 ปีจึงได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนในสมัยจักรพรรดิฮั่นเจาตี้ เรื่องราวของซูอู่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อมา “เพลงซูอู่เลี้ยงแพะ” เป็นเพลงพื้นบ้านที่รู้จักกันแพร่หลายในหมู่ชาวจีนมาจนทุกวันนี้...

พระราชนิพนธ์ใน “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ทำให้ผู้อ่านประจักษ์ว่าเส้นทางแห่งความรู้นั้นทอดยาวไกลไร้ขอบเขต ยังมีอะไรอีกมากมายในโลกกว้างที่น่าสนใจเกินกว่าใครจะคาดคิด อาจจะกล่าวได้ว่าสาระน่ารู้หลากหลายที่ได้จากการอ่านงานพระราชนิพนธ์สารคดีเสด็จพระราชดำเนินเยือนแดนไกลดูจะเป็นหนึ่งเดียวกับคำพูดของ “หลิวช่าง” ที่ว่า “หนังสือเหมือนดั่งยา รู้จักอ่านแก้โง่ได้”

ขอบคุณ

  1. วารสารแสตมป์ และสิ่งสะสม 01/2558
  2. นิตยสารสกุลไทย คอลัมน์เพลง/ดนตรี/วรรณคดี/อักษร