Get Adobe Flash player

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดย พรโสภา เรียบเรียง

Font Size:

จากหนังสือ พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งคณะกรรมการวรรณคดีสโมสร พิจารณาคัดเลือกหนังสือที่แต่งดี ในประเภท “อธิบาย เรื่องพระราชพิธี 12 เดือน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 เป็นยอดของความเรียงอธิบาย”

 

              เมื่อเปิดหนังสือพระราชพิธี 12 เดือน หน้า 395 จะมี “พระราชพิธีเดือนหก และพระราชพีพืชมงคล และจรดพระนังคัล” ความว่า การพระราชพิธีกล่าวเป็นสองชื่อ แต่เนื่องกันเป็นพิธีเดี่ยวนี้ คือ ในวันสวดมนต์ เป็นวันพระราชพิธีพืชมงคล ทำขวัญพืชต่าง ๆ มีข้าวเปลือก เป็นต้น จรดพระนังคัล เป็นพิธีเวลาเช้า คือ ลงมือไถ ถ้าจะแบ่งเป็นคนละพิธีก็ได้ ด้วยพิธีพืชมงคลไม่ได้ทำแต่ในเวลาค่ำวันสวดมนต์ รุ่งขึ้นเช้าก็ยังมีการเลี้ยงพระต่อไปอีก

                การจรดพระนังคัลนั้นเล่า ก็ไม่ได้ทำแต่วันซึ่งลงมือแรกนา เริ่มพระราชพิธีเสียแต่เวลาค่ำวันสวดมนต์พิธีพืชมงคลนั้นแล้ว พระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีสงฆ์ทำที่ท้องสนามหลวงในพระนคร พระราชพิธีจรดพระนังคัล เป็นพิธีพราหมณ์ ทั้งที่ทุ่งส้มป่อยนอกพระนคร พิธีทั้งสองนั้น ก็นับว่าทำพร้อมกันในคืนเดียววันเดียวกัน จึงได้เรียกชื่อติดกันว่า “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล”

การแรกนามีมาแต่โบราณสี่พันปีแล้ว

                การกำหนดวันประกอบพระราชพิธี โดยกรมพระราชพิธีพราหมณ์ในสำนักพระราชวัง โดยส่วนใหญ่จะจัดขึ้นประมาณเดือนพฤษภาคม (ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 2556) ด้วยเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นของฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูกาลเริ่มต้นทำนา หรือการเพาะปลูกพืชพันธุ์ต่าง ๆ เป็นพระราชพิธีกระทำขึ้นเนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศที่มีการทำการเกษตรเป็นสำคัญ พระมหากษัตริย์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้น เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรทั้งหลาย ความสำคัญของพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญดังที่ปรากฎในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ดังนี้

                “การ แรกนาที่ต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นธรรมเนียมนิยมมีมาแต่โบราณ เช่น ในเมืองจีนสี่พันปีล่วงมาแล้วพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงลงไถนาเองเป็นคราวแรก พระมเหสีเลี้ยงตัวไหม ส่วนจดหมายเรื่องราวอันใดในประเทศสยามที่มีปรากฏอยู่ในการแรกนานี้ก็มีอยู่ เสมอเป็นนิจไม่มีเวลาว่างเว้น ด้วยการซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ชักนำให้มีใจหมั่นในการที่จะทำนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่น และความเจริญไพบูลย์แห่งพระนครทั้งปวง แต่การซึ่งมีพิธีเจือปนต่างๆ ไม่เป็นแต่ลงมือไถนาเป็นตัวอย่างเหมือนอย่างชาวนาทั้งปวงลงมือไถนาของตนตาม ปกติก็ด้วยความหวาดหวั่นต่ออันตราย คือ น้ำฝนน้ำท่า มากไปน้อยไปด้วงเพลี้ยและสัตว์ต่างๆ จะบังเกิดเป็นอันตรายไม่ให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิและมีความปรารถนาที่จะให้ ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิเป็นกำลังจึงต้องหาทางที่จะแก้ไขและทางที่จะอุดหนุน และที่จะเสี่ยงทายให้รู้ล่วงหน้าจะได้เป็นที่มั่นอกมั่นใจโดยอาศัยคำอธิษฐาน เอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้างให้เป็นการช่วยแรงและเป็นที่มั่นใจตาม ความปรารถนาของมนุษย์ซึ่งคิดไม่มีที่สิ้นสุด”

                แรกนาของไทยเริ่มแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

                การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี แต่มีเพียงพิธีพราหมณ์เท่านั้น จึงใช้ชื่อในครั้งนั้นว่า พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในเวลานั้นเมื่อถึงวันประกอบพระราชพิธี พระมหากษัตริย์จะเสด็จออกเป็นองค์ประธานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้ได้ตกทอดต่อมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของพิธีกรรมบางอย่าง คือพระมหากษัตริย์มิได้ทรงออกเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีแต่ทรงมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำแทนพระองค์ ส่วนองค์พระมหากษัตริย์นั้นจะทรงจำศีลเงียบเป็นเวลา 3 วัน และถือปฏิบัติเช่นนี้มาจนกระทั่งสมัยอยุธยาตอนปลาย เมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ก็มิได้ทรงละทิ้งพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแต่อย่างใด เพียงแต่เปลี่ยนแปลงพิธีกรรมบางอย่าง คือ ผู้ที่ทำหน้าที่พระยาแรกนานั้นเป็นเจ้าพระยาพหลเทพ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยุ่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงให้ผู้ที่ยืนชิงช้าถือตำแหน่งพระยาแรกนาอีกอย่างหนึ่ง

                เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มพิธีเกี่ยวกับศาสนาพุทธเข้าไปด้วย จึงมีชื่อว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แต่มีอันต้องเลิกร้างไปเมื่อปี พ.ศ. 2479 ด้วยปัญหาเกี่ยวกับบ้านเมืองหลายอย่าง ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรงพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นมาอีกครั้ง

                พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประกอบด้วย 2 พิธี ได้แก่ ในวันแรกจะประกอบ พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีในศาสนาพุทธ จัดขึ้น ณ พระอุโบสถวันพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และในวันที่ 2 จะประกอบ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ จัดขึ้น ณ ลานพระราชพิธี ท้องสนามหลวง โดยพระราชพิธีจะเริ่มกระทำเมื่อปรานในพิธี ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หรือผู้แทนพระองค์ เสด็จประทับ ณ พลับพลา เมื่อได้อุดมฤกษ์ โหรหลวงจะบูชาพระฤกษ์และลั่นฆ้องชัย ขบวนพระยาแรกนา ซึ่งประกอบด้วย พระยาแรกนา 14 เทพี 15 คู่หาบทอง 2 คน เทพีคู่หาบเงิน 2 คน รวม 4 คน ราชบัณฑิตเชิญพระเต้าเทวบิฐบรรจุน้ำพระพุทธมนต์ 1 ท่าน พราหมณ์เป่าสังข์ 2 ท่าน พราหมณ์เชิญพระโคอุศุภราช 1 ท่าน พราหมณ์ถือกรรชิง16 หน้า 2 ท่าน หลัง 2 ท่าน และพระโค 1 คู่ เริ่มเคลื่อนขบวน โดยพระยาแรกนาจับหางคันไถมือหนึ่ง และถือพระแสงปฏักอีกมือหนึ่ง เดินไถดะทั้งหมด 3 รอบ  ในระหว่างนั้นราชบัณฑิตพรมน้ำพระพุทธมนต์ลงบนพื้นดิน ต่อจากนั้นในรอบที่ 4 พระยาแรกนาเริ่มหว่านเมล็ดข้าวลงในแปลงนาจนครบ 3 รอบ ต่อจากนั้นจึงไถกลบอีก 3 รอบ รวมทั้งหมด 9 รอบ พนักงานพิธีปลดแอกออกจากพระโค พระยาแรกนา พร้อมเทพีทั้ง 4 กลับไปยังโรงพิธีพราหมณ์ หลังจากนั้นก็จะเป็นพิธีตั้งเลี้ยงพระโค

                ข้าวเปลือกที่ใช้ในพระราชพิธีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกขึ้นในแปลงนาภายในพระราชวังสวนจิตรลดา โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งบรรจุลงในพระเช้าทองและเงินของเทพี ซึ่งจะใช้หว่านในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อีกส่วนหนึ่งทรงแจกจ่ายให้กับเกษตรกรทั่วไป

การเสี่ยงทายและการทำนายผล

ผ้านุ่ง

                พระยาแรกนาจะทำการเสี่ยงทายผ้านุ่ง ก่อนที่จะประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ การเสี่ยงทายพระยาแรกนาจะต้องตั้งสัตยาอธิษฐานหยิบผ้านั้น ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 3 ผืน มีความยาวต่างกัน วางเรียงบนโตก มีผ้าคลุมอีกทีหนึ่ง เมื่อพระยาแรกนาเสี่ยงได้ผืนใดก็จะมีการทำนายผลแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

  1. ผ้า 4 คืบ พยากรณ์ว่าน้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่
  2. ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลสมบูรณ์และผลาหาร17 สังสาหาร18 จะอุดมสมบูรณ์
  3. ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่าน้ำน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่ในที่ดอนอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่

พระโคเสี่ยงทายอาหาร

                พราหมณ์ในพิธีจะเป็นผู้ที่นำอาหารมาตั้งเลี้ยงพระโค โดยจะใส่มาในกระทงวางบนถาด อาหารของพระโคมีทั้งหมด 7 สิ่ง ได้แก่ ข้าวเปลือก  ข้าวโพด  ถั่วเขียว  งา  หญ้า  น้ำ  และเหล้า เมื่อพระโคเลือกสิ่งใดก็จะมีคำทำนายจากโหรหลวง ดังต่อไปนี้

- ข้าวเปลือก หรือ ข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร19 ผลาหารจะบริบูรณ์ดี

- ถั่ว หรือ งา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร20 จะอุดมสมบูรณ์ดี

- เหล้า  พยากรณ์ว่า การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

- น้ำ หรือ หญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะสมบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร หลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี

คำอธิบาย และความหมาย (ที่มีตัวเลขกำกับ)

พระยาแรกนา 14   ในสมัยโบราณก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ตำแหน่งพระยาแรกนาขวัญ ผู้ทำหน้าที่ในการไถ และหว่านเมล็ดข้าวลงในแปลงนาพระราชพิธี พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ เป็นผู้ทำหน้าที่นี้

                ในปัจจุบันนี้ในส่วนของการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้ยังเหมือนโบราณราชประเพณีทุกอย่าง แต่ในส่วนของพระยาแรกนา และเทพี ได้มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และตำแหน่งหน้าที่ของเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ คือ พระยาแรกนา ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เทพี15      ในสมัยโบราณเทพีผู้ทำหน้าที่ในการหากกระบุงเมล็ดข้าวนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท้าวนางในพระราชสำนักเป็นผู้ทำหน้าที่เทพี ในปัจจุบันผู้ทำหน้าที่เทพี ได้แก่ ข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นโทขึ้นไป และเป็นสตรีโสดสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พราหมณ์ถือกรรชิง16          เครื่องสูงสำหรับกันแดด มีลักษณะคล้ายฉัตร

ผลาหาร17              อาหาร คือ ลูกไม้

มังสาหาร18           อาหาร คือ เนื้อสัตว์

ธัญญาหาร19          อาหาร คือ ข้าว

ภักษาหาร20           อาหารที่กินประจำ

“คุณคนหนึ่งละ ที่เกิดไม่ทันใช้ ธนบัตรไถนาใบละพันบาท” โปรดติดตามเวทีเสรีชัย จ๊ะ