Get Adobe Flash player

ออกพรรษาพุทธศาสน์ตักบาตรเทโว โดย พรโสภา

Font Size:

 

     ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ดนั้น           ออกพรรษา

พุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกมา                สู่เหย้า

ประเพณีตักบาตรเทโวครา                  เก่าก่อน

ข้าวต้มลูกโยนนะเจ้า                        อย่าได้ลืมทำ

                                                  พรชัย  ภู่โสภา  ร้อยกรอง

 

                คำว่า “ตักบาตร” ในหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายไว้สั้น ๆ ว่า “เอาของใส่บาตรพระ”

                คำว่า “ตักบาตร” ในหนังสือสารานุกรม วัฒนธรรมไทยของ ส.พลายน้อย ให้คำอธิบายไว้ว่า

                การตักบาตรเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชนได้ถือเป็นประเพณีมาแต่โบราณกาล การตักบาตรก็คือ การเอาของใส่บาตรพระนั่นเอง การตักบาตรมีเรื่องกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฐมสมโพธิ ในพระวินัยปิฏกมหาวรรค มีกล่าวถึงพระออกบิณฑบาตอยู่หลายตอน (คำว่า บิณฑบาต หมายถึง ก้อนข้าวที่ตก รับของใส่บาตร) มูลเหตุที่จะมีการตักบาตรนั้นกล่าวกันว่า เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรพชาแล้วใหม่ ๆ ได้เสด็จพักแรมอยู่ในตำบลอัมพวันในแคว้นมัลละเป็นเวลา 7 วัน และได้เสด็จจาริกภิกษาจาร คือ ออกบิณฑบาตเข้าไปในเขตแคว้นมคธ เสด็จผ่านกรุงราชคฤห์ราชธานีของพระเจ้าพิมพิสาร พวกชาวเมืองเห็นพระบิณฑบาตเป็นครั้งแรกก็พากันประหลาดใจ และชวนกันหาอาหารใส่บาตรถวายเป็นอันมาก ตั้งแต่นั้นมาก็เลยถือเป็นธรรมเนียมตักบาตรพระที่ออกบิณฑบาต (ซึ่งผู้เขียนอยากจะบอกว่า “ตักบาตรพระบิณฑบาตครั้งแรกในโลก”)

                อีกเรื่องหนึ่งกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ ได้เสด็จไปประทับอยู่ ณ ควงไม้เกต มีพ่อค้าชื่อ ปุสสะภัลลิกะ นำข้าวสัตตุผง และข้าวสัตตุก้อน ซึ่งเป็นเสบียงสำหรับเดินทางเข้าไปถวายพระองค์ทรงรับด้วยบาตรที่ท้าวจาตุมหาราชนำเข้าไปถวาย เรื่องนี้ก็ว่าเป็นมูลเหตุของการตักบาตรอีกอย่างหนึ่ง

                การตักบาตรมีข้อพึงสังวรว่าไม่ควรใส่ของร้อน เพราะพระที่ถือบาตรไม่มีอะไรห่อหุ้มจะร้อนมือ (พระธรรมยุตจะไม่มีถลกบาตร คือถุงบาตรที่มีสายคล้อยบ่า) มีเรื่องเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 กรมหลวงรักษ์รณเรศไม่พอพระทัยพระนิกายธรรมยุต จึงแกล้งเอาข้าวต้มร้อน ๆ ใส่บาตร พระร้อนมือทนไม่ไหวจึงโยนบาตรทิ้ง การที่พระทิ้งบาตรในวังทำให้กรมหลวงรักษ์รณเรศ กริ้วโกรธมาก ให้จับพระมายืนขาเดียวสวดภาณยักษ์ เพราะถือกันว่าทำบาตรหล่นในบ้านในวังเป็นอัปมงคล

                อนึ่งผู้ที่จะตักบาตรถ้าสวมรองเท้าอยู่ควรถอดรองเท้าเสียก่อนเว้นแต่อยู่ในเครื่องแบบ

ตักบาตรเทโว

                ประเพณีตักบาตรเทโว เป็นประเพณีโบราณที่พุทธศาสนิกชนนิยมปฏิบัติสืบต่อกันมาว่าจะต้องทำบุญตักบาตรที่วัดในวันแรม 1 ค่ำ หลังจากวันออกพรรษา (ออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) เพื่อเป็นที่ระลึกถึงโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลก ชาวบ้านเรียกกันว่า “วันเทโว” ซึ่งย่อมาจากคำว่า “เทโวโรหนะ” แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก หรือที่ชาวบ้านชอบพูดกันว่า วันพระเจ้าเปิดโลก และเรียกการทำบุญในวันนั้นว่า การทำบุญตักบาตรเทโว

                เรื่องที่จะมีประเพณี่ตักบาตรเทโว มีตำนานกล่าวว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถุเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์แล้ว ได้ศึกษาค้นคว้าในหลักปรัชญาต่าง ๆ จากจอมปราชญ์ในยุคนั้นจนจบ แต่ก็ยังไม่ทรงพอพระทัย เพราะยังหาแก่นสารที่จะเป็นหลักประกันจิตใจเมื่อยามมีภัยไม่ได้ จึงทรงค้นคว้าต่อไปด้วยพระองค์เองอีก 6 ปี ก็ทรงบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์เสด็จจาริกไปยังบ้านเล็กเมืองน้อยเพื่อเผยแผ่พระธรรม เมื่อเสด็จไปถึงที่ไหนก็มีคนต้อนรับด้วยดี ข่าวนี้แผ่ไปถึงพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาซึ่งทรงสดับข่าวอยู่ตลอดเวลา ทรงระลึกถึงพระราชโอรสอยู่มิวาย ใคร่จะได้เห็นได้เพียรส่งอำมาตย์ไปทูลเชิญเสด็จพระพุทธเจ้าหลายครั้ง แต่พระพุทธองค์ยังไม่เห็นสมควร จนในครั้งที่ 10 พระเจ้าสุทโธทนะทรงเลือกให้อำมาตย์กาฬุทายี (เดิมชื่อ อุทายี มีผิวกายดำ จึงเรียกว่า กาฬุทายี เป็นผู้สนิทสนมกับพระพุทธเจ้ามาก เป็นบุตรของมหาอำมาตย์ในกรุงกบิลพัสดุ์ และเป็นสหชาติ คือ เกิดวันเดียวกับพระพุทธเจ้า) เป็นผู้ไปทูลเชิญเสด็จ เมื่อพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นสมควรแล้ว จึงเสด็จพระพุทธดำเนินพร้อมด้วยพระสงฆ์พุทธสาวกไปยังนครกบิลพัสดุ์เพื่อสนองพระเดชพระคุณพระชนก และพระประยูรญาติ

                ครั้นเมื่อได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระชนกและพระประยูรญาติสมพุทธประสงค์แล้ว พระองค์ทรงรำลึกถึงพระชนนีซึ่งได้เสด็จทิวงคตตั้งแต่พระองค์ประสูติได้เพียง 7 วัน ทรงตั้งพระทัยจะสนองพระคุณพระชนนีบ้าง และทรงทราบโดยพระพุทธญาณว่าพระพุทธชนนีเสด็จอยู่ ณ แดนสวรรค์ชั้นดุสิต ครั้นจวนจะถึงวันเข้าพรรษาที่ 7 พระองค์จึงทรงทำปาฏิหาริย์เสด็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์ สวรรค์ชั้นที่ 2 ฝ่ายพระพุทธชนนีซึ่งเป็นเทวบุตรทรงทราบเรื่องก็เสด็จมาเป็นประธานในท่ามกลางเทวดา ณ ดาวดึงส์สวรรค์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรมอยู่ตลอด 3 เดือนแล้ว พระองค์ก็จะเสด็จกลับ พระโมคคัลลานะได้เป็นผู้แจ้งข่าวการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้าแก่ประชาชนเมืองสาวัตถีให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จจากเทวโลกลงมายังเมืองสังคัส หรือสังกัสสะ (Sankassa) ซึ่งอยู่ในแคว้นปัญจาละ ห่างจากเมืองสาวัตถี 90 ไมล์ หรือ 3,600 เส้น ครั้งถึงวันมหาปวารณา (คือวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากภูเขาสิเนรุทางบันไดที่ท้าวสักกเทวราชจัดถวายพระสารีบุตรเถรได้เฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นปฐม พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม และตรัสปโรสหัสสชาดก

                ตามตำนานกล่าวว่า ในการเสด็จลงมาครั้งนั้นชาวเมืองสาวัตถีได้พากันไปรับเสด็จอย่างแน่นขนัด และในโอกาสนั้นได้มีผู้นำเอาอาหารไปถวายด้วย (ตามเรื่องว่า ใช้ข้าวต้มลูกโยน) ฉะนั้นในวันตักบาตรเทโวจึงนิยมทำข้าวต้มผัด และข้าวต้มลูกโยนทำบุญเป็นประเพณีสืบมา) จากเรื่องนี้ได้กลายเป็นต้นเรื่องของประเพณีตักบาตรเทโว อนึ่งตามวัดบางแห่งเมื่อถึงวันตักบาตรเทโว ทางวัดจะจัดกระบวนแห่พระโพธิ์ (พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตราทำจากกิ่งโพธิ์ สมมุติว่าเป็นพระพุทธเจ้าตอนเสด็จลงมาจากดาวดึงส์) ออกจากโบสถ์มาประดิษฐานที่ศาลาทำบุญ บางแห่งก็มีพระสงฆ์เดินรับบิณฑบาตลงมาจากเนินเขา เพื่อให้เรื่องเนื่องด้วยตำนานดังกล่าว

บทสรุป

                วันเทโวโรหนะ หมายถึง วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจาเทวโลกมาสู่มนุษยโลก หลังจากที่ได้แสดงธรรมเทศนาโปรดพระมารดา และเสด็จจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพครบไตรมาสแล้ว โดยเสด็จลงทางบันไดสวรรค์ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร ทางตอนเหนือของกรงุสาวัตถี ตรงกับวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 หรือวันพระเจ้าเปิดโลก