Get Adobe Flash player

กลางเดือนสิบสองล่องลอยกระทงขอขมา โดย พรโสภา

Font Size:

 

                ประเพณีลอยกระทงลงล่องน้ำ            นานมา

นางนพมาศครั้งสุโขทัยครา                               ก่อนนั้น

ทำรูปดอกบัวถวายพระราชา                              เพื่ออุทิศ

สักการะ “พระพุทธบาท” ครบครั้น                        สืบชั้นบรรพบุรุษไทย

                                               พรชัย  ภู่โสภา ร้อยกรอง

 

ประเพณีการลอยกระทง

                ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีเก่าที่ทำกันหลายประเทศ เช่น อินเดีย จีน ลาว เขมร ไทย ล้วนแต่มีการลอยกระทงกันทั้งนั้น และประวัติความเป็นมาและความเชื่อถือนั้นมีต่าง ๆ กัน แม้แต่ของไทยเราเองก็มีเรื่องไม่ตรงกันนัก อย่างในเรื่องนางนพมาศก็ว่าเป็นประเพณีเกิดขึ้นครั้งสุโขทัย คือนางนพมาศได้คิดทำกระทงรูปดอกบัวและรูปต่าง ๆ ถวายพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงลอยไปตามสายน้ำไหล ว่าเป็นการอุทิศสักการะพระพุทธบาทที่นัมมานที การทำโคมลอยรูปดอกบัวจึงเป็นแบบอย่างต่อมา แต่ราษฎรเรียกกันว่า ลอยกระทงทรงประทีป ซึ่งต่อมาเหลือเพียงลอยกระทง

                ประเพณีลอยกระทงของไทยตามภาคต่าง ๆ ทำไม่เหมือนกัน เช่น ทางภาคพายัพมีพิธีถึง 3 วัน เริ่มวันขึ้น 13 ค่ำถือเป็นวันจ่าย วันขึ้น 14 ค่ำเป็นวันทำบุญที่วัด ถ้าเป็นวัดใหญ่ในละแวกหมู่บ้านมักจะทำกระทงใหญ่เป็นรูปเรือตั้งไว้กลางลานวัด ในกระทงบรรจุพวกข้าวสาร น้ำตาล ไม้ขีดไฟ เทียนไข และของกินของใช้ต่าง ๆ  วันขึ้น 15 ค่ำ (เรียกว่าเพ็ญเดือนยี่ ตรงกันกลางเดือน 12 ของไทยภาคกลาง ทางพายัพนับเดือนเร็วไป 2 เดือน) เมื่อกลับจากทำบุญที่วัดก็นำของกินไปแจกเพื่อนบ้าน ส่วนมากเป็นขนมเทียน พวกเด็กผู้หญิงนำช่อดอกไม้ไปมอบให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นอนจำศีลอยู่ที่วัดตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ พอตกค่ำก็จะนำผางประทีปทำด้วยดินเผามีรูปและขนาดเท่าถ้วยตะไลเล็ก ๆ แต่ปากผาย ในผางประทีปหยอดขึ้ผึ้งปนน้ำมันมะพร้าวมีไส้จุด เอาไปตั้งไว้ที่หน้าพระประธานในโบสถ์บ้าง จุดบาไว้ตามหิ้งตามซอกประตูหน้าต่างภายในเรือนบ้าง ชาวบ้านถือว่าการจุดประทีปเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าไม่จุดยักษ์มันจะมาเอาตัวไป

                การลอยกระทงในแม่น้ำปิงสมัยโบราณ เจ้าผู้ครองนครพร้อมด้วยบริวารนำกระทงลอยประทีปเป็นปฐมฤกษ์ แล้วราษฎรก็นำกระทงใหญ่ของวัดในละแวกบ้านของตนที่กล่าวถึงข้างต้นไปลอยพร้อมทั้งมีกระทงใบเล็ก ๆ ทำด้วยกาบมะพร้าวเป็นรูปต่าง ๆ ใส่กล้วยอ้อยลงลอยไปด้วยเป็นการส่วนตัว ชาวพายัพถือว่าการลอยกระทงนี้เป็นการลอยเพื่อบูชาพระอุปคุต ซึ่งบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึก บางท่านก็ว่าเป็นการลอยทุกข์โศกโรคภัยและบาปต่าง ๆ  ถ้าใครไปเก็บเอามาจะต้องเป็นผู้รับบาปเหล่านั้นไป ส่วนทางภาคกลางมักจะถือกันว่า การลอยกระทงเป็นการขอขมาลาโทษแม่คงคา เพราะได้อาศัยน้ำท่านกินท่านใช้ และยังมิหนำได้ถ่ายสิ่งสกปรกลงในน้ำเสียอีกด้วย เมื่อถึงปีจึงลอยกระทงขอขมาเสียทีหนึ่ง

                การลอยกระทงของคนเผ่าไทยมีแต่กต่างกันดังกล่าวแล้ว ยิ่งเมื่อเทียบกับของลาวซึ่งเป็นไทยเผ่าหนึ่งก็จะเห็นว่าแตกต่างออกอีก การลอยกระทงของไทยนิยมลอยในวันเพ็ญเดือนสิบสอง ส่วนของประเทศลาวเริ่มลอยกระทงตั้งแต่วันขึ้น 15 ค่ำถึงวันแรมค่ำเดือน 11 คือเริ่มลอยกระทงในวันออกพรรษานั่นเอง การลอยกระทงของลาวจึงมีสองวัน ในการลอยกระทงวันแรกของลาวคือวันเป็ง หรือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 นั้นลาวเรียกว่า “ไหลเฮือไฟ” คือ การลอยเรือไฟนั่นเอง ในวันนี้เขาจะทำกระทงเป็นรูปเรือหรือรูปสัตว์ต่าง ๆ แต่ทำใหญ่โตมาก สามารถที่จะบรรทุกเครื่องทำบุญต่าง ๆ ลงไปได้ กระทงหรือเฮือไฟบางลำเจ้าของบรรทุกเครื่องทำบุญต่าง ๆ ลงไปได้ กระทงหรือเฮือไฟบางลำเจ้าของบรรทุกสบงจีวรตลอดจนอาหารการกินหรือบางทีตะเกียงเจ้าพายุลงไปก็มี แต่เห็นจะมีไม่บ่อยนัก  การลอยกระทงในวันนี้ถือเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า ส่วนการลอยกระทงในวันแรม 1 ค่ำนั้น ลาวเขาเรียกว่า “ไหลเต้าน้ำ” ที่เรียกอย่างนี้ เข้าใจว่าจะยืมชื่อมาจากการจับปลาของชาวประมง คือ ชาวประมงลาวที่ใช้อวนจับปลา เขามักใช้ลูกน้ำเต้าแห้งทำเป็นทุน การลอยกระทงในวันแรม 1 ค่ำ นี้เป็นการลอยกระทงเล็ก ของในกระทงก็ไม่มีอะไรมากนอกจากหมากพลู บุหรี่ และขนมนมเนยนิดหน่อย และเนื่องจากกระทงนี้ถูกปล่อยลอยไปมีลักษณะเหมือนน้ำเต้าที่ลอยอวนของชาวประมง จึงพากันเรียกการลอยกระทงนี้ว่า “ไหลเต้าน้ำ” การลอยกระทงในวันนี้ ลาวถือกันว่าเป็นการลอยบังสุกุล เห็นจะหมายถึงลอยให้ญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วนั่นเอง

                ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การลอยกระทงของไทยในภาคต่างๆ ไม่เหมือนกัน อย่างทางภาคอีสานก็อีกอย่างหนึ่ง เช่น ทางจังหวัดอุบลราชธานี และหนองคาย มีการลอยกระทงเช่นเดียวกันกับประเทศลาว แต่มีข้อปลีกย่อยบางอย่างผิดกันบ้างเล็กน้อย เช่น การจัดของใส่กระทงก็ไม่มากเหมือนอย่างในประเทศลาว กระทงที่ลอยก็ใช้ต้นกล้วยเป็นต้น ๆ ไม่ใคร่จะประดับประดาอะไรมากนัก ต่อเป็นแพพอปักไต้ได้แล้วเป็นใช้ได้ ได้ยินมาว่าจุดประสงค์ส่วนใหญ่ในการลอยกระทงของชนทางภาคอีสานนั้นก็เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จลงมาจากดาวดึงส์สวรรค์แต่อย่างเดียว

                การลอยกระทงที่จุดไต้ลุกโพลงสว่างนั้น เท่ากับเป็นการสมโภชแสดงความยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ การจุดไฟบูชานี้จะได้จุดเฉพาะในกระทงหยวกเท่านั้นก็หาไม่ แม้ตามหน้าบ้านเขาก็ทำราวด้วยต้นกล้วย ปักไต้กันให้สว่างไสวไปหมด หนุ่ม ๆ สาว ๆ พากันเดินตามดูกระทง พร้อมกับร้องรำทำเพลงเป่าแคนกันอย่างสนุกสนาน

                ในการลอยกระทงนั้น บางท่านก็มีคาถาถวายกระทงว่า มะยัง อิมินา ปะทีเปนะ อะสุกายะ นัมมะทายัง นะทิยา ปุลิเน ฐิตัง ปาทะวะลัญชัง อภิปูเชมะ อะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน ปาทะวะลัญชัสสะ ปูชา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังวัตตะตุ แปลว่า ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชาซึ่งรอยพระพุทธบาท ที่ตั้งอยู่เหนือหาดทรายในแม่น้ำชื่อนัมมทานทีโน้นด้วยประทีปนี้ การบูชารอยพระพุทธบาทด้วยประทีปนี้ขอจงเป็นไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ

                คำถวายนี้เข้าใจว่าจะผูกขึ้นภายหลัง เพื่อให้ดูเข้มขลังมีพิธีรีตองมากขึ้นกว่าที่จะลอยกันเฉยๆ

การลอยโคม

                การลอยโคมเป็นประเพณีอย่างหนึ่ง เข้าใจว่าจะตรงกับลอยกระทงในปัจจุบัน มีเรียกในกฎมณเฑียรบาล พระราชพิธีเดือน 12 ว่า พิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคม มีหนังสือเก่าอีกเรื่องหนึ่งเป็นจดหมายเหตุระยะทางราชทูตลังกาเข้ามาขอคณะสงฆ์ที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2294 ในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ได้กล่าวไว้ว่า “ตามบรรดาวัดริมฝั่งแม่น้ำทั้ง 2 ฟากทุกวัดต่างปักไม้ไผ่ลำยาวเป็นเสาโน้มปลายไม้ลงมาผูกเชือกชักโคมต่าง ๆ (ครั้นได้เวลา) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จโดยกระบวนเรือพร้อมด้วยกรมพระราชวังบวรสถานมงคล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และเจ้าพระยามหาอุปราช เรือที่เสด็จล้วนปิดทองมีกันยาคาดสีและผูกม่าน ในลำเรือปักเชิงทองและเงิน มีเทียนจุดตลอดลำ มีเรือข้าราชการล้วนแต่งประทีปแห่นำตามเสด็จด้วยเป็นอันมาก และในการพิธีนี้ ยังมีโคมกระดาษทำเป็นรูปดอกบัวสีแดงบ้าง สีขาวบ้าง มีเทียนจุดอยู่ในนั้น ปล่อยลอยน้ำลงมาเป็นอันมาก” สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงบันทึกไว้ในหนังสือที่อ้างถึงข้างต้นนั้นว่า โคมบัว ที่ลอยน้ำนี้เอง ในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใช้ดอกบัวสดปักเทียนบ้าง เย็บใบตอง ใบพลับพลึงเป็นกระทงเจิมปักธูปเทียนและดอกไม้บ้าง ทำเป็นเรือหยวกปักธูปเทียนดอกไม้บ้าง จึงเรียกกันว่าลอยกระทง ไม่ได้เรียกว่าลอยโคมตามกฎหมายเก่า จนเป็นที่ฉงนสนเท่ห์ของผู้ศึกษาโบราณคดี ว่าที่เรียกว่าลอยโคมในกฎมณเฑียรบาลนั้น จะหมายความว่าเอาโคมซึ่งชักในพิธีจองเปรียงเสร็จแล้ว ลงลอยน้ำหรืออย่างไร พึ่งมาเห็นในจดหมายเหตุของราชทูตลังกา ว่าครั้งกรุงเก่าเขาลอยโคมจริง ๆ” สรุปว่าลอยโคมก็คือที่เรามาดัดแปลงทำเป็นกระทงในชั้นหลังแล้วเรียกว่า ลอยกระทง นั้นเอง

                อนึ่ง การลอยกระทงในแอลเอ เป็นการลอยตามประเพณีในพื้นที่จำกัด จึงเป็นการดีที่ว่า “กระทงไม่หลงทาง” ในคืนเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงนี่แหละ มักไม่ใคร่มีใครได้กล่าวถึงกันนัก ชาวบ้านริมฝั่งเจ้าพระยา โดยเฉพาะคนนนทบุรี จะตั้งหน้ารอคอยเมื่อไรจะถึง 24.00 น. (หรือหกทุ่มตรง) เที่ยงคืน พระจันทร์เต็มดวง สว่างไสวบนท้องฟ้า น้ำที่เคยไหลเอื่อย ๆ จะหยุดนิ่ง และนี่ก็คือ “น้ำมนต์แห่งความสุขของชีวิต” โดยการลงไปอาบน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาแทบจะทุกคน