Get Adobe Flash player

สวัสดีปีใหม่ โดย พรโสภา

Font Size:

 

สวัสดีปีใหม่แล้ว                ศุภผล

ผู้อ่านเสรีชัยทุกคน             สุขล้ำ

จงอยู่เย็นเป็นสุขทุกข์พ้น       ไกลห่าง

คิดสิ่งใดได้ประสงค์สู่ซ้ำ          ทรัพย์ซ้อนพูนทวี

                                                พรชัย ภู่โสภา  ร้อยกรอง

สวัสดี คำนี้ไม่น่าเชื่อ ก็ต้องเชื่อ เมื่อ...

1.ในศิลาจารึกที่พะเยา หลัก 105 ด้านที่ 1 ศักราช 865 (พ.ศ. 2046) ใช้ว่า “ศรีสิทธิสวัสดี”

2.ในศิลาจารึกวัด สันมะค่าด้านที่ 2 จังหวัดลำพูน จ.ศ. 869 (พ.ศ.2050) ใช้ว่า “ศุภมตฺถสวัสดี ศรีบพิตรโคดม”

3.ในศิลาจารึกวัดผดุงสุขโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย จ.ศ. 932 (พ.ศ.2113) ใช้ว่า “ศรีสวัสดี”

                นอกจากนี้ยังมีจารึกอีกหลายแห่งที่นิยมใช้คำว่า “ศรี” และ “สวัสดี” เป็นคำมงคลเมื่อขึ้นต้นข้อความในจารึก และหนังสือต่าง ๆ มาแต่โบราณนานกว่า 500 ปี ต่อมาได้เก็บคำว่า “สวัสดิ์” ไว้ในปทานุกรมฉบับกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2470 และอธิบายความหมายว่า “ความสะดวก, ความสุข, ความสำราญ, โชค, ลาภ, เคราะห์ดี, ความเจริญ (บางทีเขียนเป็นสวัสดีก็มี)”

                ส่วนต้นเหตุที่จะนำมาใช้เป็นคำทักทายนั้นเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่วิทยุกระจายเสียงสมัยแรกใช้คำว่า “ราตรีสวัสดิ์” ลงท้ายคำพูดเมื่อจบการกระจายเสียงตอนกลางคืน โดยอนุโลมตามคำทักทาย และการลาของชาวยุโรป คือคำ good morning ภาษาไทยใช้ว่า อรุณสวัสดิ์, good night ภาษาไทยใช้ว่า ราตรีสวัสดิ์ ซึ่งมีผู้คัดค้านไม่เห็นด้วย ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงจึงขอให้คณะกรรมการชำระปทานุกรมของกระทรวงธรรมการในสมัยนั้นช่วยคิดหาคำมาใช้แทน คณะกรรมการชำระปทานุกรมได้เสนอให้ใช้คำว่า “สวัสดี”

                ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้นำคำว่า “สวัสดี” ไปเผยแพร่ให้นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้เป็นคำทักทายเมื่อพบกันซึ่งเป็นเรื่องภายในหมู่คณะ ครั้นต่อมาในสมัยบำรุงวัฒนธรรมเพื่อความเจริญก้าวหน้าของชาติ รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เห็นชอบกับการใช้คำ “สวัสดี” ในโอกาสแรกที่พบกัน จึงมอบให้กรมโฆษณาการ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นกรมประชาสัมพันธ์) ออกข่าวประกาศเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2486 มีข้อความดังต่อไปนี้

                “ด้วย ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมเกียรติแก่ตนและแก่ชาติ ให้สมกับที่เราได้รับความยกย่องว่า คนไทยเป็นอารยชน คำพูดจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงภูมิของจิตใจว่าสูงต่ำเพียงใด ฉะนั้นจึงมีคำสั่งให้กำชับบรรดาข้าราชการทุกคนกล่าวคำว่า สวัสดี ต่อกันในโอกาสที่พบกันครั้งแรกของวัน เพื่อเป็นการผูกไมตรีต่อกัน และฝึกนิสัยให้กล่าวแต่คำที่เป็นมงคล ว่าอะไรว่าตามกัน กับขอให้ข้าราชการช่วยแนะนำแก่ผู้ที่อยู่ในครอบครัวของตนด้วย ให้รู้จักกล่าวคำว่า สวัสดี เช่นเดียวกันด้วย”

                คำว่า สวัสดี จึงเป็นคำทักทายและคำอวยพรของไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

                วันขึ้นปีใหม่ ในสมัยโบราณไทยนับถือเดือนอ้ายเป็นต้นปี วันขึ้นปีใหม่จึงเริ่มที่เดือนอ้าย แรม 1 ค่ำ ครั้งต่อมาไทยเปลี่ยนการนับปีตามแบบจุลศักราชซึ่งถือเดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำเป็นต้นปี และเปลี่ยนปีนักษัตร (ชวด, ฉลู, ขาล ฯลฯ) ส่วนการเปลี่ยนปีจุลศักราชเปลี่ยนภายหลังวันมหาสงกรานต์ 2 วัน เป็นวันเถลิงศก ขึ้นจุลศักราชใหม่ กล่าวเฉพาะวันสงกรานต์ซึ่งถือกันว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยถือเอาวันที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษ (ประมาณวันที่ 13 เมษายน) ดังนี้จะเห็นว่าการขึ้นปีใหม่ในสมัยโบราณมีหลายขั้นตอน แม้วันสงกรานต์เองก็ต้องให้โหรคำนวณว่าจะตรงกับวันอะไร เพราะบางทีก็เลื่อนไปเลื่อนมา เช่น ตรงกับวันที่ 11 เมษายน บ้าง วันที่ 12 เมษายน บ้าง เพิ่งจะกำหนดแน่นอนให้ตรงกับวันที่13 เมษายนในรัชการปัจจุบัน (ดูคำว่าสงกรานต์)

                ครั้นถึงรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า การใช้วันเดือนตามแบบจันทรคติไม่สะดวก ไม่เหมาะสมกับความเป็นไปของบ้านเมืองที่ต้องมีความสัมพันธ์กับชาวต่างประเทศที่เขานับวันเดือนตามแบบสุริยคติ (กำหนดว่าเมื่อโลกโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งเป็นเวลาปีหนึ่งมีจำนวน 365 วันเศษ แบ่งเป็น 12 เดือน) จึงทรงหาจังหวะที่จะเปลี่ยนวิธีนับวัน และเรียกชื่อเดือนเสียใหม่เพื่อใช้เรียกและกำหนดจดจำได้ง่ายขึ้น ทั้งชาวต่างประเทศก็อาจเข้าใจได้ ครั้งถึงปีฉลู จ.ศ. 1251 (พ.ศ. 2432) มีวันประจวบเหมาะคือในเดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ มาตรงกับวันที่ 1 ตามปฏิทินแบบสุริยคติพอดี แต่จะใช้ว่าวันที่ 1 เดือน 5 ก็ไม่เหมาะ จึงได้กำหนดชื่อเดือนขึ้นใหม่ โดยใช้ชื่อราศีตามตำราอินเดียมาดัดแปลงเป็นเดือนเมษายน, พฤษภาคม, มิถุนายน, กรกฎาคม, สิงหาคม, กันยายน, ตุลาคม, พฤศจิกายน, ธันวาคม, มกราคม, กุมภาพันธ์ และมีนาคม ให้นับวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ และเปลี่ยนปีเป็นรัตนโกสินทร์ศก

                หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง ได้ตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยหลวงวิจิตรวาทการเป็นประธานกรรมการ ได้เริ่มประชุมเป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 คณะกรรมการลงมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยให้ถือวันที่ 1 เมษายน พศ.ศ 2483 เป็นวันขึ้นปีใหม่เป็นปีสุดท้าย เป็นเหตุให้ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม เท่านั้น เมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม ก็เริ่มต้นพุทธศักราช 2484

เอกสารอ้างอิง

1.จุลจอมเกล้า, พระบาทสมเด็จ, พระราชพิธีสิบสองเดือน, ศิลปาบรรณาคาร พิมพ์จำหน่าย

2.สมบัติ พลายน้อย, สารานุกรม วัฒนธรรมไทย (หมวดประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และสังคมศาสส์) บริษัทสถาพรบุ๊ค จำกัด กรุงเทพฯ

3.ศิริวรรณ คุ้มโห้, วันและประเพณีสำคัญ, บริษัท สำนักพิมพ์เดอะบุ๊คส์ จำกัด กรุงเทพฯ

4.พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525