Get Adobe Flash player

พระพุทธศาสนากับภาษา และวรรณคดี โดย พรโสภา

Font Size:

 

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

   จากพุทธศาสตร์กำเนิดได้                  วรรณคดี

ศาสนาสร้างศรัทธาบารมี                      มากล้น

คำและภาษาหยั่งลึกจิตใจทวี                   มุ่งมั่น

“ศิลาจารึกพ่อขุนฯ” คิดค้น                   หนึ่งนั้น วรรณคดี

                                                พรชัย ภู่โสภา ร้อยกรอง

                หลวงวิจิตรวาทาการ ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหนง ในบทปาฐกถาเรื่อง “วัฒนธรรมสุโขทัย” ว่า

                พ่อขุนรามคำแหงได้ทรงคิดตัวหนังสือไทย ซึ่งเรียกว่า “ลายสือไท” เมื่อได้พิเคราะห์ดู “ลายสือไท” นี้แล้ว เห็นได้ว่า เป็นความคิดที่ก้าวหน้าอย่างแปลกประหลาดมหัศจรรย์ โดยที่ทรงบัญญัติให้เขียนสระ และพยัญชนะไว้บรรทัดเดียวกัน อันเป็นวิธีของยุโรป เป็นการแน่นอนว่าพ่อขุนรามคำแหงมิได้ทรงทราบวิธีเขียนหนังสือของยุโรปเลย แต่การที่ความคิดความเห็นของพระองค์ไปตรงกับแบบยุโรปนั้นเป็นการประหลาดมาก วิธีเขียน “ลายสือไท” ของพ่อขุนรามคำแหงคือ ทรงนำเอาอักษรมอญ พม่า ขอม มาพิจารณาพร้อม ๆ กัน และทรงดัดแปลงคิดขึ้นใหม่ให้เขียนง่าย อ่านง่าย เรียนง่าย ไม่เฉพาะแต่ชนชาติไทย ชาวพม่า มอญ ไทยใหญ่ และเขมร อาจเรียน “ลายสือไท” ได้โดยง่ายที่สุดด้วย ถ้าหาก “ลายสือไท” ของพ่อขุนรามคำแหงได้ใช้กันต่อมา ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าทั้งไทยใหญ่ มอญ พม่า และเขมร จะได้ใช้อักษรอย่างเดียวกัน ซึ่งท่านผู้ฟังทั้งหลายคงคาดหมายได้ว่าจะเป็นผลประโยชน์อันใหญ่ยิ่งสักเพียงไร นอกจากนั้นการศึกษาในประเทศไทยเราก็จะแพร่หลายรวดเร็ว เพราะจะเป็นหนังสือที่เรียนง่าย ไม่ต้องมัวเร่งงานประถมศึกษาอยู่อย่างเวลานี้

                “ลายสือไท” นี้ ได้จารึกไว้บนศิลา ซึ่งยังเก็บรักษาอยู่ในหอสมุดแห่งชาติเวลานี้...

ลักษณะพิเศษของศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

                จารึกลงบนหลักศิลา มี 4 หน้า เป็นศิลาเรียบ สูง 1 เมตร 11 เซนติเมตร  ตัวจารึกทั้ง 4 ด้าน สูง 59 เซนติเมตร กว้าง 35 เซนติเมตร ด้านที่ 1 มี 35 บรรทัด  ด้านที่ 2 มี 35 บรรทัด  ด้านที่ 3 และด้านที่ 4 มี 27 บรรทัด

                ข้อความที่จารึกในตอนต้นเป็นคำของพ่อขุนรามคำแหงเอง แต่ความในตอนต่อมา (ตอนล่างของหน้า 1) ดูเป็นถ้อยคำคนอื่น (เปลี่ยนสรรพนามจาก “กู” เป็น “พ่อขุนรามคำแหง” ตอนท้ายสุดของจารึกเป็นข้อความที่จารึกห่างจากตอนต้นหลายปี ศิลาจารึกหลักนี้เข้าใจกันว่าได้จารึกเมื่อ พ.ศ. 1835 (มศ.1214) เพราะเป็นปีที่ได้ทรงสร้างพระแท่นมนังคศิลา สำหรับตัวอักษรไทยนั้น พ่อขุนราคำแหงทรงคิดประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ. 1826 (มศ. 1205)

ข้อความในคำจารึก

                จารึกพ่อขุนรามคำแหงมีคำประมาณ 1,500 คำ เป็นคำภาษาเขมร 13 คำ เป็นชื่อเฉพาะ 11 ชื่อคำบาลีสันสกฤต 62 คำ เป็นภาษาไทยแท้ 319 คำ  นอกนั้นเป็นคำซ้ำ และคำภาษาอื่นบ้าง เช่น ภาษาเปอร์เซีย จึงคิดเป็นภาษาไทยถึง 83% นับว่าเป็นวรรณกรรมไทยชิ้นเดียวที่มีภาษาไทยแท้มากที่สุด

                ข้อความตอนที่ 1 ตั้งแต่บรรทัดที่ 1-18 เป็นเรื่องพ่อขุนรามคำแหนงทรงเล่าพระราชประวัติของพระองค์เอง จัดเป็นวรรณกรรมประเภทอัตชีวประวัติ ข้อความตอนที่ 1 นี้ ใช้สรรพนามว่า “กู” เป็นพื้นตอนที่ 2 ใช้คำว่า “พ่อขุนรามคำแหง” เล่าเรื่องประวัติเหตุการณ์ต่าง ๆ  และธรรมเนียมในเมืองสุโขทัยเล่าเรื่องสร้างพระแท่นมนังคศิลา เมื่อ มศ. 1214 เรื่องสร้างพระมหาธาตุเมืองศรีสัชชนาไลย เมื่อมศ. 1207  และเรื่องประดิษฐ์ตัวอักษาไทยเมือง มศ. 1205 ข้อความตอนที่ 3 ตั้งแต่ด้านที่ 4 บรรทัดที่ 12 ถึงบรรทัดสุดท้าย เข้าใจว่าบันทึกหลังหลายปี เพราะตัวหนังสือไม่เหมือนกันกับตอนที่ 2 คือ ตัวพยัญชนะลีบกว่า ทั้งสระที่ใช้ก็ต่างกันบ้าง ข้อความเป็นคำสรรเสริญและยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึงอาณาจักรสุโขทัย

ประโยชน์ประยุกต์ของศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

                ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะคุณค่าทางด้านวรรณคดี และคุณค่าทางด้านการให้ความรู้ความเป็นอยู่ของชาวไทย อันเป็นวัฒนธรรมของสังคม แสดงความเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมของพ่อขุนรามคำแหง

1.คุณค่าทางวรรณคดี

                1.1 การใช้กะทัดรัดสละสลวย และกินความหมายลึกซึ้ง เช่น “ตีหนังวังช้าง” “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว” “ด้วยรู้ด้วยหลวก” “ด้วยแคะด้วยแรง” “ท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ” “ขี่ช้ามาหาพาเมืองมาสู่” เป็นต้น

                1.2 มีการเน้นคำทำให้ความกระชับและน่าฟัง เช่น “ใครจักมักเล่นเล่น ใครจักมักหัวหัว” “บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน” เป็นต้น

                1.3 ใช้โวหารเปรียบเทียบก่อให้เกิดภาพพจน์ และความหมายที่แยบคาย เช่น “เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พิน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด” “น้ำตระพังโพยสีใสกินดี ดังกินน้ำโขงเมื่อแล้ง” “คนเสียดกันเข้ามาดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ เมื่อสุโขทัยนี้มีดังจักแตก” เป็นต้น

                1.4 ใช้คำสัมผัสในทำให้ไพเราะ เช่น “เมืองกว้างช้างหลาย” “ไพร่ฟ้าหน้าใส” “ใครจักใคร่ค้าม้าค้า” เป็นต้น

2.คุณค่าทางด้านความเป็นอยู่ของชาวไทย ว่ามีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ เพราะพระเจ้าแผ่นดิน คือพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมอย่างพร้อมบริบูรณ์ ปรากฎอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ดังคำกล่าวของ พรพรรณ วัชราภัย ในหนังสือ “วรรณคดีที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา” ดังนี้

                1. ทาน ทรงบำเพ็ญธรรมทาน ด้วยการทรงสั่งสอนประชาชนด้วยพระองค์เอง ดังคำจารึกว่า

“พ่อขุนรามคำแหงนั้น หาเป็นท้าวเป็นพระยาแก่ไทยทั้งหลาย หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนไทยทั้งหลายให้รู้บุญรู้ธรรมแท้”

                                “พ่อขุนรามคำแหงกระทำอวยทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฏกไตร”

                2. ศีล ทรงรักษาศีลในวันธรรมสวนะทุกวัน

                                “ท่านแต่ช้างเผือกกระพัดลยาง เทียรย่อมทองงา ขวาชื่อรูจาศรี พ่อขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปนบพระ...อรัญญิก”

                เมื่อถึงระยะเข้าพรรษาก็ทรงรักษาศีลตลอดไตรมาส

                                “พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน”

                3. บริจาค การให้เพื่อสาธารณประโยชน์ ในข้อนี้ พ่อขุนรามคำแหงทรงบำเพ็ญเหนือการบริจาคทั้งปวง กล่าวคือ ทรงสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์สุขส่วน เห็นได้จากในการที่โปรดฯ ให้เอากระดิ่งไปแขวนไว้ที่หน้าประตูวัง เพื่อพสกนิกรที่เดือดร้อนจะได้ไปร้องทุกข์ แล้วพระองค์ก็ทรงช่วยเหลือทุกครั้งไป ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยทางร่างกายหรือจิตใจก็ตาม (เจ็บท้อง ข้องใจ) นับเป็นการสละเวลาอันหาค่ามิได้เพื่อช่วยทุกข์ผู้อื่น

                4. อาชวะ ความมีอัธยาศัยซื่อตรง กร่อนที่จะขึ้นครองราชย์ ก็ทรงปรนนิบัติสมเด็จพระบรมชนกนาถ และพระบรมเชษฐาธิราชอยู่ถึงสองรัชสมัยด้วยพระทัยซื่อตรง มิได้ทรงคิดจะแย่งชิงราชสมบัติเลยแม้แต่น้อย และเมื่อราชสมบัติตกมาเป็นของพระองค์ ก็ทรงปกป้องพสกนิกรด้วยความซื่อตรง รักใคร่เสมือนบิดาปกครองบุตรตลอดมา

                5. มัทวะ ความมีอัธยาศัยอันงามละมุนละไม กล่าวคือ การที่ทรงปรนนิบัติสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชนั้น ก็ทรงกระทำด้วยพระอัธยาศัยอันงาม มิใช่แต่ทรงกระทำตามหน้าที่เท่านั้น เพราะเห็นได้จากข้อความที่ว่า

                “กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู”

                อีกเรื่องหนึ่ง คือ  การนับถือผี ชาวสุโขทัยแม้จะเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา แต่ก็ยังถือว่ามีผีเมืองที่จะต้องเซ่นสรวงบูชา และมอบหน้าที่นี้ให้แก่พ่อเมือง พ่อขุนรามคำแหงก็ทรงกระทำตามประเพณีเดิมด้วยพระอัธยาศัยอันละมุนละม่อม มิได้ทรงหักหาญอย่างไร ทรงอนุโลมตามความเชื่อของชาวเมืองที่ว่า

                “มีพระขะพุงผี เทพยดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูกเมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอันบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย”

                6. ตปะ ความบำเพ็ญเพียรเอาชนะบาป ในข้อนี้ก็นับได้ว่าทรงมีอย่างเปี่ยมบริบูรณ์ เพราะทรงศีลในวันธรรมสวะ ทรงศีลตลอดพรรษากาล นอกจากนั้น ยังโปรดฯ ให้จัดสถานที่สำหรับพสกนิกรฟังธรรมในวันธรรมสวนะอีกด้วย

                7. อโกธะ ความไม่โกรธ ถึงแม้จะไม่มีกล่าวไว้อย่างชัดแจ้งในเรื่องนี้ แต่ดูจากในข้อที่ว่า

                “ได้ข้าเสือกข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ดี”

                นี้ ก็คงจะพอทำให้เราเห็นว่า พ่อขุนรามคำแหงจะต้องละความโกรธได้ไม่มากก็น้อย เพราะขนาดแม่ทัพนายกองที่เป็นเชลยก็ยังโปรดประทานอภัยไว้ชีวิต ไม่ให้ลงโทษ

                8. อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียนผู้อื่น ถึงแม้อาณาเขตสมัยสุโขทัยจะแผ่ไพศาลไปไกล แต่ก็มิใช่เพราะพ่อขุนรามคำแหงทรงกรีธาทัพไปปราบ ในศิลาจารึกกล่าวว่า

                “ไทยชาวอูชาวของมาออก”

                กล่าวคือ เพียงแต่คนไทยที่อยู่ตามริมแม่น้ำอู แม่น้ำของ มาสวามิภักดิ์เป็นเมืองขึ้นอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร

                9. ขันติ ความอดกลั้น ในข้อนี้น่าจะคิดไปถึงความที่ทรงอดกลั้นต่อกิเลสมาร กล่าวคือ เรื่องโลกียสุข เป็นต้น ไม่ปรากฎว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงแวดล้อมด้วย “เหล่าสุรางค์นางสวรรค์” แม้ชื่ออัครมเหสีก็ไม่ปรากฎ น่าจะเชื่อได้ว่าทรงมุ่งพระทัยในทางธรรมมากกว่า

                10. อวิโรธนะ คือ ความยุติธรรม ในกรณีของพ่อขุนรามคำแหง ทรงเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม และก็ปรากฎว่าทรงสำราญพระราชหฤทัยยิ่งนัก, ทรงยุติธรรมในการศึกสงคราม ด้วยการทรงออกนำหน้าทหารหาญ มิได้ทรงแต่บัญชาการอยู่เบื้องหลัง ในยามสงบ ทรงยุติธรรมต่อไพร่ฟ้าประชาราษฎร มิได้ทรงเอาเปรียบ พระราชทานเสรีภาพนานัปการ รวมทั้งการบริหารบ้านเมืองด้วย

                เหตุด้วยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมครบบริบูรณ์ บ้านเมืองจึงร่มเย็นเป็นสุขไพร่ฟ้าหน้าใสไปทั่วกัน

                คำกล่าวที่ว่า วรรณคดีเป็นเสมือนกระจกเงาส่องให้เราเห็นประเพณีนิยมของสมัยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และมีผู้กล่าวอีกว่า หากท่านจะศึกษาประเพณีของสมัยใด ก็จงอ่านวรรณคดีสมัยนั้นเถิด คำกล่าวนี้เป็นความจริง ดังเช่นเราอ่านศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง

                “วันเดือนดับเดือนโอกแปดวัน  วันเดือนเต็มเดือนบ้างแปดวัน  ฝูงปู่ครูเถรมาเถรขึ้นนั่งเหนือขะดารหินสวดธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจำศีล”

                หรือที่ว่า

                “เมื่อโอกพรรษากรานกฐีนเดือนหนึ่งจีงแล้ว เมื่อกรานกฐีน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนน บรีพารกฐีน โอยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน ไปสุดญัตติกฐีนเถิงอรัญญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเรียง เรียงกันแต่อรัญญิกพู้นเท้าหัวลาน ดำบงคำกลอย ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื่อน เสียงขับ”

                ข้อความดังกล่าวข้างต้นทำให้เราทราบถึงประเพณีการปฏิบัติทางศาสนาของชาวไทยสมัยกรุงสุโขทัยว่า พุทธศาสนิกชนสมัยนั้นปฏิบัติทางศาสนากันอย่างไร เป็นผู้ที่ใจบุญสุนทร์ทาน และเคร่งครัดในการปฏิบัติธรรมยิ่งนัก

                ถ้าหากมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจจริง ๆ ที่จะพึ่งศาลไม่ได้ เช่น น้ำท่วม เป็นต้น ก็ไป “ลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้” หรือจะไปสำรวจจิตอธิษฐานในวัดวาอารามได้ เพราะ

                “กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฎธารศ มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพิหารอันหใญ่ มีพิหารอันราม มีปู่ครู มีเถร มีมหาเถร...”

                พระภิกษุสงฆ์ในสมั้วยนั้นก็ล้วนทรงความรู้อย่างยิ่ง ถึงกับมีสมญาว่า “ปู่ครู” “เถร” และ “มหาเถร” รวมทั้งกล่าวถึง “สังฆราช” ไว้ด้วย ในข้อความที่ว่า

                “พ่อขุนรามคำแหงกระทำอวยทานแก่มหาเถร สังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตร”

                พรพรรณ วัชราภัย ได้กล่าวถึงความหมายของ “เถร มหาเถระ และ ปู่ครู” ไว้ในหนังสือวรรณคดีที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาว่า

                “...ปัจจุบันคำว่า “เถร” หมายถึงพระที่มีพรรษาตั้งแต่ 10 ขึ้นไป สมัยสุโขทัยจะมีความหมายว่าอย่างไร เหตุไรจึงมีคำว่า “มหาเถร” และ “ปู่ครู” อีก  ถ้าจะสันนิษฐานก็พอจะพิจารณาได้ว่า คำว่า “เถร” “มหาเถร” หมายถึงพระราชาคณะ ส่วนปู่ครู หมายถึงสมเด็จพระราชาคณะ...

                นอกจากนี้ ศิลาจารึกได้แสดงให้เห็นว่า ชาวสุโขทัยนับแต่ผู้ปกครองประเทศลงมาจนถึงสามัญชนเป็นผู้ใจบุญสุนทร์ทาน นับถือพระพุทธศาสนากันอย่างเคร่งครัดทุกคน พระพุทธศาสนาในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้นเจริญรุ่งเรืองเกี่ยวกับทางด้านศาสนา และเจริญในจิตใจของประชาชนทั้งมวล วรรณคดีไทยส่วนใหญ่ มักเป็นวรรณคดีที่เกี่ยวกับศาสนาเกือบทั้งสิ้น

อ้างอิง

1.จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, พระราชพิธีสิบสองเดือน สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา 2509

2.พเยาว์ ศรีหงส์, เมืองแห่งผ้ากาสาวพัสตร์, โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ พระสุเมธ กทม. พ.ศ. 2526

3.สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์, วรรณคดี และวรรณกรรมปัจจุบัน, อักษราวัฒนา พ.ศ. 2507

4.เสถียร โพธินันทะ, พระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทย, โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย พ.ศ. 2515