Get Adobe Flash player

ก่อนสี่กรกฎาอเมริกามีเรื่องเล่า โดย พรโสภา

Font Size:

 

   สี่กรกฎาคมอย่าได้             ลืมวัน

“วันชาติอเมริกัน”                 บอกไว้

โคลัมบัสฝ่าภัยมหันต์            จนพบ  เกาะนา

แผ่นดินอันเผชิญโชคให้        ดั่งได้ภาพฝันอันเป็นจริง

                                                พรชัย ภู่โสภา  ร้อยกรอง

                ในประวัติศาตร์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์และเรื่องราวของประเทศชาติที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน อันเป็นสมบัติล้ำค่าของแต่ละชาตินั้น ใช่ว่าจะมีแต่ความกล้าหาญ ยิ่งใหญ่ และน่าภาคภูมิใจไปเสียทั้งหมด ในบางช่วง บางทีก็อาจมีความน่าละอายแฝงไว้ให้ศึกษาเอามาเป็นบทเรียน และนี่เป็นที่มาของเรื่องราวที่จะเอามาคุยกันในตอนนี้

                เมื่อโคลัมบัส ออกเดินทางจากเมืองท่าปาโลส (Palos) ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1492 เพื่อสำรวจเกาะและแผ่นดินใหญ่ให้แก่สเปนนั้น พอแล่นเรือมาได้ 40 กว่าวันพบเอาเกาะใหญ่ และเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหมู่เกาะอินดิสตะวันตก เมื่อขึ้นบกไปพบชนพื้นเมืองผิวแดง ท่าทีเป็นมิตร เขาจึงเรียกคนพวกนั้นว่าอินเดียน (Indian) ครั้งนั้นเขาเดินทางกลับถึงสเปนในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1493 โดยนำคนพื้นเมืองจำนวนหนึ่งไปด้วย พร้อมกับทองคำ และเครื่องประดับเล็ก ๆ น้อยๆ

                หลังจากนั้นอีกไม่ถึง 10 ปีต่อมา คนสเปนก็พากันหลั่งไหลไปสู่ดินแดนใหม่นี้ เพื่อค้นหาทรัพยากรอันมีค่า และกล่าวกันว่า คนสเปนได้ปล้นฆ่า เผาหมู่บ้าน จับเด็กและผู้หญิงอินเดียนแดงส่งกลับไปเป็นทาสรับใช้ในสเปน ส่วนนักรบอินเดียนแดงเจ้าถิ่นนับแสนคนนั้นถูกทหารสเปนฆ่าตายเป็นเบือ

                นี่เป็นเพียงชะตะกรรมเบื้องต้นที่ชนอินเดียนแดงเจ้าถิ่นต้องเผชิญ

                ในขณะที่คนผิวขาวชาวยุโรปเพิ่งจะรู้จักทวีปอเมริกากันมาเพียง 500 กว่าปีนั้น พวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่นได้อาศัย และหากินอยู่บนดินแดนอันกว้างใหญ่นี้นับได้ 20,000 – 30,000 ปีมาแล้ว

                บรรพบุรุษของพวกอินเดียนแดงนั้น สันนิษฐานกันว่าอพยพไปจากทวีปเอเชียในยุคน้ำแข็งสู่ทวีปอเมริกา เพื่อเสาะหาแหล่งที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ จนมาอยู่กันทั่วไปทั้งในอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้

                เผ่าพันธุ์ของพวกอินเดียนนั้นว่ากันว่าเป็นพวกมองโกลอยด์ (Mongoloid) แต่บ้างก็ว่า อาจไม่ใช่มองโกลลอยด์แท้ แต่มีการผสมผเสกับเผ่าพันธุ์อื่นในเอเชียด้วยก็ได้ พวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่นนี้ มักจะมีผมดำหยาบ

                ภาพของอินเดียนแดงเจ้าถิ่นหญิง-ชาย ได้ปรากฏภายในแสตมป์ลุงแซมครั้งแรก ดวงราคา 1 C ที่ออกจำหน่ายเมื่อ 2 มกราคม ค.ศ. 1893 เป็นภาพโคลัมบัสแลเห็นแผ่นดินอยู่ตรงกลาง ส่วนด้านขวาและซ้ายเป็นภาพชาย-หญิง และเด็กอินเดียนแดงเจ้าถิ่น โดยนำมาจากภาพเขียนของ วิลเลียม เอช. เพาเวลล์ (William H. Powell)

                พวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่นอันเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมของทวีปอเมริกาเหล่านี้ จะล่าสัตว์ จับปลา และย้ายที่พักแรมไปเรื่อย ๆ ตลอดทวีปอเมริกา รวมทั้งหมู่เกาะใกล้เคียง โดยมีความเป็นอยู่เรียบง่ายเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ละเผ่ามีความชำนาญในการยังชีพตามแบบของตน ชำนาญการล่าสัตว์ อย่างพวกเผ่าซู (Sioux) แห่งที่ราบลุ่มใหญ่ชำนาญการเพาะปลูกอย่างพวกโฮบิ (Hopi) แห่งแถบถิ่นตะวันตกเฉียงใต้ บางเผ่าชำนาญในการรวบรวมพันธุ์พืช เช่น ข้าวโพด ถั่วต่าง ๆ มันฝรั่ง มะเขือเทศ และยาสูบในอเมริกาใต้ บางเผ่าก็ชำนาญในการล่าควายไบซันอันเป็นสัตว์พื้นเมือง แต่การล่าของเขาเป็นไปตามเหตุผลความจำเป็นในการยังชีพ ฆ่าเมื่อหิวเพื่อเอาเนื้อมาเป็นอาหาร ส่วนที่เหลือจากนั้นก็ใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่า ใช้หนังเป็นเสื้อผ้าและกระโจมที่อยู่อาศัย กระดูกใช้ทำเป็นอาวุธ ไม่เหมือนคนขาวที่ล่าอย่างทิ้งขว้าง โดยอ้างว่าเป็นการกีฬาจนแทบว่าจะสูญพันธุ์

                ตามปกติ อินเดียนเจ้าถิ่นทั้งหลายเป็นมิตรที่ดี

                ภาพสะท้อนถึงอัธยาศัยไมตรี และวิถีชีวิตของอินเดียนแดงเจ้าถิ่นเหล่านี้มีให้เห็นอยู่ในแสตมป์หลายดวง ตัวอย่างเช่น :

                แสตมป์ที่ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1898

                ดวงราคา 1 C เป็นภาพฌาคส์ มาร์เควตต์ (Jacques Marqualte, 1637-1675) นักบวชเยซูอิท ชาวฝรั่งเศส ผู้ก่อตั้ง Sault Ste. Marie อันเป็นที่ตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในรัฐมิชิแกน เมื่อครั้งที่เดินทางสำรวจแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ ในปี ค.ศ. 1668 ได้รับความช่วยเหลือจากคนอินเดียนแดงเจ้าถิ่นทั้งในการนำทางและพายเรือให้ ไปกันไกลจนถึงอ่าวเม็กซิโก

                ดวงราคา 4 C เป็นภาพอินเดียนเจ้าถิ่นควบม้าไล่ล่าควายไบซัน โดยนำมาจากภาพเขียนของเซท อิสท์แมน (Seth Eastman)

                แสตมป์ราคา 5 C ออกจำหน่ายวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1907  ภาพโพคาฮอนทัส (Pocahontas) สตรีอินเดียนผู้เกิดที่เวอร์จิเนีย ในปี ค.ศ. 1595 เธอเป็นลูกสาวของหัวหน้าเผ่าโพฮาตัน ผู้เป็นผู้นำของสหพันธ์ชนเผ่าในเวอร์จิเนีย เธอมีบทบาทสำคัญในการตั้งถิ่นฐานถาวรครั้งแรกของคนอังกฤษที่เจมสส์ทาวน์ ในปี ค.ศ. 1607 โดยเล่ากันว่าเธอได้ช่วยให้คนอังกฤษรอดตายจากการแก้แค้นของชนเผ่าเธอ และยังได้ช่วยชีวิตกัปตัน จอห์น สมิธ (Capt. John Smith) ไว้มิให้ถูกฆ่าอีกด้วย

                ในปี ค.ศ. 1613 ขณะอยู่ระหว่างการเยือนหัวหน้าเผ่าโปโตแม็ด (Potomad) เธอถูกจับตัวไปยังเจมส์ทาวน์ในฐานะตัวประกันเพื่อให้อินเดียนเจ้าถิ่นที่นั่นประพฤติดีต่อคนขาว เธอได้รับการปฏิบัติอย่างดี ต่อมาเธอได้รับศีลเป็นคริสเตียนในชื่อใหม่ว่า รีเบกกา (Rebecca) เธอเป็นสตรีมีเสน่ห์ต้องตาชาย ในที่สุดหนุ่ม จอห์น รูล์ฟ (John Rolfe) ก็ขออนุญาตแต่งงานกับเธอ ซึ่งทั้งท่านเซอร์ โทมัส เดล ข้าหลวงอังกฤษ (Sir Thomas Dale) และบิดาของเธอก็ยินดีที่จะให้ทั้งสองแต่งงานกันเพื่อเป็นหลักประกันแห่งมิตรภาพระหว่างคนอังกฤษ และอินเดียนแดงเจ้าถิ่น แล้วในเดือนเมษายน ค.ศ. 1614 ก็มีพิธีแต่งงานที่โบสถ์ในเจมส์ทาวน์ ในปี ค.ศ. 1616 เธอกับสามีและพี่น้องชาวอินเดียนแดงอีกหลายคนได้เดินทางไปยังอังกฤษ ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์เจมส์ที่ 1 และราชินีแอนน์ ได้รับการต้อนรับจากพระผู้ใหญ่ในลอนดอน ราวกับเธอเป็นเจ้าหญิงองค์หนึ่ง

                ในขณะที่เพิ่งจะลงเรือเพื่อเดินทางกลับพร้อมสามี เธอก็เกิดล้มป่วยด้วยไข้ทรพิษ และเสียชีวิตลง ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1617 เธอมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ โธมัส รูล์ฟ ได้รับการศึกษาในอังกฤษ และไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในเวอร์จิเนีย ที่ซึ่งผู้สืบเชื้อสายหลายชั่วคนของเขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

                เรื่องของเธอนับเป็นหนึ่งเดียวในตำนานความสัมพันธ์ระหว่างคนขาวกับเจ้าถิ่นดั้งเดิม ที่ได้รับการยอมรับและปฏิบัติด้วยดีอย่างมีเกียรติ เพราะเมื่อครั้งที่แซม ฮุสตัน ผู้ว่าการรัฐเทนเนสซีแต่งงานกับสาวเชโรกีและยอมขึ้นทะเบียนเป็นคนอินเดียนด้วยกัน คุณนายของเขาก็ไม่ค่อยจะเป็นที่ยอมรับของสังคมทั่วไปเท่าใดนัก

                อินเดียนแดง ระดับหัวหน้าเผ่าคนแรกที่ได้รับเกียรติให้ปรากฎโฉมหน้าในแสตมป์เมืองลุงแซม คือ หัวหน้าฮอลโลว์ ฮอร์น แบร์ (Chief Hollow Horn Bear) แห่งเผ่าบรูเล ซู (Brule Sioux) ในแสตมป์ราคา 14 C ที่ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1923 ดูเหมือนเขาจะเป็นอินเดียนแดงเจ้าถิ่นที่เป็นมิตรดีกับคนขาว

                เมื่อครั้งที่ ฌอง นิโคเลท์ (Jean Nicolet) ไปสำรวจดินแดนอันเป็นรัฐวิสคอนซินปัจจุบัน โดยไปขึ้นฝั่งที่กรีนเบย์ในปี ค.ศ. 1634 นั้น เขาได้รับการต้อนรับจากเจ้าถิ่นด้วยดีดังที่มีภาพปรากฎในแสตมป์ครบ 300 ปี ของรัฐนี้ที่ออกจำหน่ายเมื่อ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1934

                ภาพการใช้สัญญาณควันของพวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่นจากฝีมือจิตรกรมะริกันในสีสันสวยงาม ปรากฎให้เห็นในแสตมป์ราคา 4 C ที่ออกจำหน่ายเมื่อ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1961

                เฟร็ดเดอริค เรมิงตัน (Frederick Remington, 1861-1909) เป็นทั้งจิตรกร ประติมากร และนักเขียน ผู้โดดเด่นในเรื่องเกี่ยวกับตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับพวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่น และเหล่าทหารหาญมะริกันทั้งหลาย แบบแสตมป์ดวงนี้เอามาจากภาพเขียนสัญญาณควัน (The Smoke Signal) ของเขาที่ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่ฟอร์ท เวอร์ธ รัฐเท็กซัส และแสตมป์ดวงนี้นับเป็นดวงแรกสุดในชุดจิตรกรรมอเมริกัน

                โดยที่อยู่กับทุ่งหญ้า ป่าเขา ในธรรมชาติ และอยู่อย่างเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ พวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่นจึงนับถือจิตวิญญาณของบรรพบุรุษเป็นดุจพระเจ้าที่สิงสถิตอยู่ตามถ้ำ ผาป่าเขาโดยถือเอาเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ ดังปรากฏให้เห็นในแสตมป์ 50 ปี รัฐนิวเม็กซิโก ราคา 4 C ที่ออกจำหน่ายในวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1962 เป็นภาพภูเขาหินรูปเรือที่เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่น เผ่า นาวาโจ (Navajo)

                กล่าวกันว่า ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่นเผ่าวัมปาโนแล้ว คนอังกฤษที่อพยพไปขึ้นบกที่พลีมัธในปี ค.ศ. 1620 อาจจะพากันอดตายไปทั้งหมดก็ได้ แต่ที่เขาพากันรอดชีวิตตั้งถิ่นฐานเจริญมั่นคงมาได้จนทุกวันนี้ ก็เพราะเจ้าถิ่นได้ช่วยเหลือ โดยแบ่งข้าวโพดให้คนขาวเพื่อเป็นอาหาร และทำพันธุ์ต่อมา จนชุมชนเติบใหญ่กลายเป็นนิวอิงแลนด์

                เกาะแมนฮัตตันอันเป็นที่ตั้งของมหานครนิวยอร์กในปัจจุบันในอดีตกาลนั้น เคยเป็นที่อยู่ของตัวบีเวอร์ กวาง หมาจิ้งจอก และห่านป่าจำนวนมากที่พวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่นเคยล่าเป็นอาหารเลี้ยงชีพสืบต่อกันมานานโดยไม่มีการถือกรรมสิทธิ์ครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้ใด ด้วยความเข้าใจว่าแผ่นดินนั้นเป็นของที่แบ่งปันกันใช้ได้ทุกคน ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อถูกชาวดัตช์บังคับของซื้อเกาะนี้ พวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่นจึงไม่เข้าใจว่าพวกเขาจะขายแผ่นดินได้อย่างไรกัน และต่อมาพวกเขาก็ถูกขับไล่ไม่ให้เข้าไปในบริเวรณเกาะ

                ยิ่งจำนวนคนขาวหลั่งไหลอพยพเจ้าไปในดินแดนใหม่มากขึ้นเท่าไร ความขัดแย้งระหว่างคนขาวที่เข้าไปใหม่กับอินเดียนแดงเจ้าถิ่นดั้งเดิมก็ยิ่งรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกที จนถึงขั้นมีการสู้รบกันเป็นตำนานเล่าขนากันเรื่อยมา และในแต่ละครั้งก็ช่างน่าอนาจด้วยว่าพวกอินเดียนแดงผู้เป็นเจ้าของถิ่นดั้งเดิมจะถูกฆ่าล้มตายไปมากมาย เช่น ในนิวยอร์ก และเพนซิลเวเนีย จนมีผลให้เจ้าถิ่นดั้งเดิมหลายเผ่าแทบจะสูญพันธุ์กันไปเลย

                ภาพความขัดแย้งระหว่างอินเดียนแดงเจ้าถิ่นกับผู้อพยพผิวขาวนั้น มีให้เห้นกันในแสตมป์ลุงแซมบางดวง เช่น แสตมป์ครบ 150 ปี รัฐมิสซูรี่ ที่ออกจำหน่ายเมื่อ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1971 ซึ่งนำเอารายละเอียดส่วนหนึ่งของภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือโธมัส อาร์ท เบ็นตัน (Thomas Hart Benton) มาเป็นแบบ

                อย่างไรก็ดี ประมาณปี ค.ศ. 1700 อินเดียนแดงเจ้าถิ่น 5 เผ่าได้รวมตัวกันเป็นสหพันธ์อิโรควอยส์ (Iroquois) (ประกอบด้วยเผ่าคายูกะ (Cayuga) โมฮ็อค (Mohawk) โอไนดา (Oneida) โอนันดากา (Onandaga) และ เซนาคา (Senecal)) เพื่อต่อต้านการรุกรานของคนขาว และเป็นกลุ่มที่นับว่าเข้มแข็งที่สุด แต่หลังการประกาศเอกราชของอเมริกาแล้ว พวกอินเดียนแดงเจ้าถิ่นเหล่านี้ก็มีอันพ่ายแพ้แก่กำลังทหาร ต้องแยกย้ายกันหนีกระเจิดกระเจิงไป

                แม้ในบางถิ่นบางที่จะเคยมีสนธิสัญญาต่อกันให้เป็นถิ่นของอินเดียนแดง อย่างทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้นั้น พวกเขาก็มิได้อยู่กันอย่างเป็นสุข ด้วยว่าในปี ค.ศ. 1830 รัฐบาลลุงแซมออกกฎหมายบังคับให้พวกเขาต้องอพยพย้ายไปสู่ฝั่งตะวันตก พวกเผ่าเชโรกี (Cherokee) ชิคกาซอว์ (Chickasaw) และเซมิโนล์ (Seminole) ที่ขัดขืนไม่ยอมย้ายต้องถูกทหารฆ่าตายไปหลายพันคน

                ดินแดนแถบเทือกเขาแอปปาเลเชียนเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของอินเดียนเจ้าถิ่นมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผ่าเชโรกี และแม้จะมีข้อตกลงกันไว้ให้เป็นถิ่นของอินเดียนก็ตามแต่ เมื่อมีการพบทองคำเข้าเท่านั้น รัฐบาลลุงแซมก็ลืมสัญญา กลับมาใช้อำนาจบีบบังคับให้พวกเขาต้องอพยพย้ายออกไปจนกลายเป็นตำนานเส้นทางแห่งน้ำตา (Trail of Tears) ของอินเดียนแดง 5 เผ่า และถูกบันทึกเป็นหลักฐานไว้ในแสตมป์ราคา 3 C ที่ออกจำหน่ายในวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1948 ในวาระ 100 ปี อินเดียน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเส้นทางสายน้ำตาของบรรดาอินดียนเจ้าถิ่น (อันได้แก่ เผ่าเชโรกี, ช็อคทอร์, มัสโคกี, ชิคกาซอว์ และเซมิโนล์) ที่ถูกบังคับขับไล่ให้ต้องเดินทางอพยพย้ายตามเส้นทางสายนี้ไปสู่ดินแดนที่เป็นโอคลาโฮมาในปัจจุบัน ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1830 – 1842 ซึ่งประมาณ 1 ใน 4 ของพวกอินเดียนเจ้าถิ่นเหล่านี้ต้องล้มตายไปในระหว่างการเดินทางอันแสนลำเค็ญ ทั้งด้วยอากาศหนาวเย็น โรคภัยไข้เจ็บและความหิวโหย นับเป็นเหตุการณ์ที่ประจานการกระทำอันไร้ศีลธรรมของรัฐบาลลุงแซมที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งการไปรษณีย์เขาก็พยายามทำออกมาให้ดูดี มีการให้เกียรติ โดยทำเป็นรูปเหรียญตราสัญลักษณ์ของอินเดียนแดงทั้ง 5 เผ่า พร้อมคำจารึกยกย่องให้เป็นอินเดียนผู้เจริญแล้วทั้ง 5 เผ่าแห่งโอคลาโฮมา

                แต่อย่าเพิ่งนึกว่า พวกอินเดียนแดงจะได้อยู่เป็นสุขในดินแดงนี้ เพราะไม่ทันนานเท่าไร ในปี ค.ศ. 1893 รัฐบาลลุงแซมก็บังคับให้อินเดียนแดงเผ่าเชโรกีต้องออกไปจากถิ่นที่เคยอยู่ โดยจ่ายเงินชดเชยหรือค่าที่ดินให้ในอัตราเอเคอร์ละ 1.40 ดอลลาร์ เพื่อเอาที่ดินมาจัดสรรให้คนขาวผู้อพยพมาใหม่เข้าไปอยู่แทน โดยจัดแบ่งที่ของเชโรกีออกได้เป็น 40,000 แปลง สำหรับ 40,000 ครอบครัวเท่านั้น แต่คนขาวผู้ประสงค์จะเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่นั่นมีกันถึง 100,000 ราย จึงต้องให้วิธีให้มีการแข่งขันใครไปถึงที่นั่นก่อนก็ได้กรรมสิทธิ์ไป แล้วในวันที่ 16 กันยายนปีนั้นเองที่ผู้ทะเยอทะยานอยากได้ที่ดินจำนวนนั้นได้แข่งกันควบ ขับ ทั้งรถทั้งม้าเข้าไปในที่ดินอันเป็นแหล่งหากิน และถิ่นอาศัยของเจ้าถิ่นเผ่าเชโรกีมาแต่เดิมเพื่อที่จะได้สิทธิในที่ดินนั้น และเรียกขานกันว่า Cherokee Strip ซึ่งในวาระครบ 75 ปี แห่งเหตุการณ์นี้ การไปรษณีย์ลุงแซมได้ออกแสตมป์ที่ระลึกไว้ 1 ดวง ในวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1968

                ในปีเดียวกันนี้ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1968 ได้มีภาพอินเดียนแดงระหับหัวหน้าเผ่าปรากฎให้เห็นในแสตมป์ราคา 6 C เป็นภาพหัวหน้าโจเซฟแห่งเผ่าเนซ์ เปอร์เซ (Nez Peree) จากฝีมือจิตรกรไซเรเนียส์ ฮอลล์ (Cyrenius Hall)

                หัวหน้าโจเซฟ (Chief Joseph, 1840 – 1904) เป็นผู้นำเผ่าเนซ์ เปอร์เซ เกิดในหุบเขาวัลโลวาแห่งโอเรกอน เป็นลูกชายของผู้นำเนซ์ เปอร์เซ ผู้ต่อต้านการละเมิดรุกล้ำดินแดนโดยรัฐบาลลุงแซม เมื่อบิดาถึงแก่ความตาย โจเซฟ ได้รับตำแหน่งผู้นำเผ่าแทนในปี ค.ศ. 1873 ในปี ค.ศ. 1877 เขาได้นำผู้คนของเขาจับอาวุธต่อต้านนายพลโอลิเวอร์โฮเวิร์ด (General Oliver Howard) หลังประสบความปราชัยในไอดาโฮ โจเซฟ ได้พาพรรคพวกหนีเข้าไปในแคนาดา แต่ไม่ช้าต่อมาพวกเขาก็ถูกจับได้โดยนายพลเนลสัน ไมล์ (General Nelson Miles) ครั้งแรกถูกส่งไปอยู่ในอาณาเขตอินเดียนในโอคลาโฮมา แล้วต่อมาถูกส่งไปยังเขตสงวนคอลวิลล์ ในวอชิงตันในปี ค.ศ. 1885 เขานับเป็นนักรบผู้เก่งกล้าในยุทธสงครามเป็นที่เกรงขามของศัตรู

                แม้จะยืนหยัดต่อสู้ผู้บุกรุกอย่างไร ในการสู้รบแต่ละครั้งอินเดียนเจ้าถิ่นเผ่าแล้วเผ่าเล่าก็ถูกเข่นฆ่าล้มตายไปในขณะที่คนขาวแย่งเอาที่ดินไปได้มากมายเพิ่มขึ้นทุกที จนการกวาดล้างอินเดียนแดงกลายเป็นที่ยอมรับ ถึงกับมีงบประมาณให้ 1,000,000 ดอลลาร์ ในปี ค.ศ. 1868 เพื่อจะกำจัดเหล่าอินเดียนเจ้าถิ่นให้สิ้นสูญ จะได้เข้าครอบครองดินแดนอันเคยเป็นถิ่นที่ของอยู่ของพวกเขา แล้วพวกคนขาวที่ถือตัวว่าศิวิไลซ์ก็พากันลากปืนขึ้นเกวียน ขึ้นม้าไปล่าล่าฆ่าอินเดียนแดงเจ้าถิ่นผู้ (ถูกหาว่า) ป่าเถื่อน ด้วยอาวุธที่ทันสมัยส่วนใหญ่รัฐบาลลุงแซมจึงเป็นฝ่ายชนะ จะมีแพ้บ้างก็น้อยครั้งเต็มที

                ซิตติ้ง บูลล์ (Sitting Bull) เป็นผู้นำอินเดียนเผ่าซูผู้เชี่ยวชาญการรบ สามารถเอาชนะกองทัพสหรัฐฯ ได้ เขารบกับกองทหารรัฐบาลตลอดทศวรรษ 1860 และเกือบตลอดศตวรรษ 1870 การปฏิเสธที่จะอยู่อาศัยเฉพาะในเขตสงวนที่รัฐบาลกำหนด ทำให้รัฐบาลต้องส่งทหารไปปราบ และจบลงด้วยเหตุการณ์สังหารหมู่นายพลจอร์จ คัสเตอร์ (Gen. George Custer) และกองกำลังของเขา ในคราวสู้รบที่แม่น้ำ Little Big Horn ในตอนใต้ของรัฐมอนตานา เมื่อ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1876

                เขาเกิดในแถบถิ่นแม่น้ำแกรนด์ ในอาณาเขตอินเดียน (ปัจจุบันเป็นเซาท์ดาโคตา) ราวปี ค.ศ. 1834 เป็นลูกของรองหัวหน้าฮังค์ปาปา เตตัน ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ซูพวกหนึ่ง

                หลังเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ Little Big Horn เขาหนีไปแคนาดา ต่อมาเมื่อได้รับอภัยโทษในปี  ค.ศ. 1879 เขาได้กลับมาอยู่ในเมืองลุงแซมอีกโดยตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เขตสงวนในดาโคตา แต่ในปี ค.ศ. 1890 รัฐบาลสั่งให้จับตัวเขา แล้วในวันที่ 15 ธันวาคม ปีนั้นเอง หัวหน้าอินเดียนเฒ่าก็ถูกฆ่าตายนัยว่าขัดขืนการจับกุม ร่างเขาถูกฝังไว้ที่ป้อมในนอร์ธดาโคตา และในวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1953 ถูกนำมาฝังใหม่ใกล้โมบริจด์ ในเซาท์ดาโคตา แล้วเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1989 เขาก็ได้รับเกียรติให้ปรากฏโฉมหน้าในแสตมป์ราคา 28 C

                ในเหตุการร์ครั้งนี้ยังมีนักรบอินเดียนแดงผู้กล้าในระดับหัวหน้าเผ่าอีกคนหนึ่งร่วมในวีรกรรมอยู่ด้วย และได้รับเกียรติให้ได้มีภาพในแสตมป์ลุงแซมไปก่อนแล้ว ในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1982 เขาคือ เครซี่ ฮอร์ส โดยปรากฎใบหน้ามาในแสตมป์ราคม 13 C

                Crazy Horse (1849-1877) เป็นหัวหน้าอินเดียนแดงเผ่าซู ผู้มีส่วนร่วมในการสู้รบที่ลิตเติ้ลบิ๊กฮอร์น ต่อมาเขาถูกฆ่าตายในระหว่างการจับกุมคุมขัง

                นักรบอินเดียนแดงอีกคนหนึ่งซึ่งได้รับเกียรติต่อจากเขา คือ เร็ด เคลาด์ ในแสตมป์ราคา 10 C ที่ออกจำหน่ายเมื่อ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1987

                Red Cloud (1822-1909) เป็นผู้นำอินเดียนแดงเผ่าซู เกิดใกล้นอร์ธ แพลตต์ ในเนแบรสกา ต่อมาเขาได้เป็นผู้นำสูงสุดของเหล่าอินเดียนโอกลาลา ซู (Oglala Sioux) ในปี ค.ศ. 1860 เขาเป็นผู้นำที่โดดเด่นของเผ่าซู และไซย์แอนน์ที่ต่อต้านการบุกรุกของคนขาว ในการประชุมร่วมกันที่ป้อมลารามีในปี ค.ศ. 1866 เขาคัดค้านการที่รัฐบาลจะเปิดเส้นทางสาย Bozeman และสร้างป้อม 3 ป้อม โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นการทำลายแหล่งควายป่าของพวกอินเดียนในไวโอมิง ครั้งเมื่อโครงการนี้เริ่มดำเนินการ เขาก็ต่อต้านด้วยการเข้าจับตัวคนงาน อันนำไปสู่การสู้รบกับกองทหารภายใต้การนำของวิลเลียม เจ เฟตเตอร์แมน (Lieut, Col. William J. Fetterman) ที่ใกล้ป้อมฟิลเคียร์นี่ ที่ยุติลงด้วยเหตุการณ์การสังหารหมู่เฟตเตอร์แทน และนำไปสู่ปฏิบัติการก่อกวน จนกระทั่งรัฐบาลลุงแซมได้ลงนามทำสนธิสัญญาด้วยในปี ค.ศ. 1868 ตกลงระงับโครงการไว้ หลังจากนั้นเขาจึงสนับสนุนให้เกิดความสงบ ต่อมาเผ่าของเขาได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ในเขตสงวนไพน์ริดจ์ ในเซาท์ดาโคตา และเสียชีวิตลงที่นี่

                ในปี ค.ศ. 1882 ขณะที่ซิตติ้ง บูลล์ ลี้ภัยไปอยู่ในแคนาดา แต่ก็ถูกกดดันจากรัฐบาลจนที่สุดก็ถูกส่งมอบตัวให้รัฐบาลลุงแซน และถูกนำไปกักตัวไว้ในเขตสงวนของเผ่าซูนั้น พวกอินเดียนในเขตสงวนต่าง ๆ ถูกรัฐบาลลุงแซมขู่บังคับให้ต้องขายที่ดินของตนจนดินแดนของพวกเขาประมาณ 138 ล้านเอเคอร์ ต้องลดลงอย่างมากมายเหลือเพียง 48 ล้านเอเคอร์เท่านั้น ด้วยความกดดันจากปัญหาความอดอยาก ยากแค้น แห้งแล้ง โรคระบาด และความโกรธแค้นที่ถูกจำกัดเขตแดน ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปได้อย่างอิสระดังแต่ก่อน ทำให้เกิดความเชื่อในพิธีกรรมการเต้นปีศาจขึ้นด้วยความหวังว่าจะสามารถทำให้นักรบผู้เก่งกล้าที่หาชีวิตไม่แล้วได้กลับฟื้นคืนชีพมาช่วยกันรบกับคนขาวเพื่อเอาดินแดนที่ถูกแย่งยึดไปกลับคืน ความเชื่อนี้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็วในหมู่อินเดียนแดง และพากันจัดพิธีกรรมนี้อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนรัฐบาลลุงแซมชักจะหวั่นไหวต้องส่งกองทหารมาทำลายพิธี และห้ามมิให้มีการเต้นปีศาจกันอีก เหตุการณืนี้เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1890 วูนเด็ด นี (Wounded Knee) อันเป็นพื้นที่ในเขตสงวนโอกลาลา ซู (Oglala Sioux Reservation) ในเซาท์ดาโคตา ทหารส่วนหนึ่งเดินทางไปจับคุมซิตติ้ง บูลล์ ในข้อหาว่ายุยงให้เกิดความไม่สงบและเขาถูกยิงตาย ในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1890 เมื่อขาดผู้นำพวกซูก็พากันระส่ำระสายในการสู้รบกับกองทหาร อย่างไรก็ดี ยังมีนักรบชื่อบิ๊กฟุต (Big Foot) กับนักรบราว 100 คน พาเด็กและผู้หญิงอีกกว่า 200 คน หนีออกมาจากเขตสงวน แต่พวกทหารซึ่งมีจำนวนมากกว่าตามมาทันที่ลำธารวูนเด็ด นี เข้าปิดล้อมยึดอาวุธจากนักรบทุกคน มีบางคนไม่ยอมให้ เกิดการยื้อแย้งจนปืนลั่น พลันพวกทหารก็ช่วยกันยิงปืนเข้าใส่กลุ่มอินเดียนเหล่านั้นอย่างโหดร้ายจนตายไปเกือบทั้งหมด ในวันที่ 29 ธันวาคม

                ณ สถานที่เดียวกันนี้ ในปี ค.ศ. 1973 เมื่อกลุ่มนักรบอินเดียนแดงต้องการให้รัฐบาลลุงแซมทบทวนสิทธิตามสนธิสัญญากับอินเดียน พวกเขาได้เข้ายึดวูนเด็ด นี ไว้ในระหว่าง 27 กุมภาพันธ์ – 8 พฤษภาคม แต่ก็ไม่ได้ผลดีอะไรในการเจรจามากกว่าสภาพเดิม

                หากเปรียบเทียบสภาพของคนผิวแดงท้องถิ่นเหล่านี้กับคนผิวดำที่คนขาวนำมาจากแอฟริกาแล้ว คนผิวดำมีพัฒนาการมามากจนเกือบจะเป็นที่ยอมรับของคนขาวโดยสิ้นเชิงแล้ว ในขณะที่คนผิวแดงเกือบจะไม่มีพัฒนาการใด ๆ ส่วนใหญ่ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในเขตสงวนอันจำกัด และไม่เป็นที่ยอมรับ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเป็นเจ้าถิ่นของดินแดนนี้มาตั้ง 2-3 หมื่นปีก่อนที่คนขาวจะรู้จักเสียอีก โลกนี้ดูเหมือนช่างไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย

                รัฐบาลลุงแซมมีสำนักงานกิจการอินเดียน (Bureau of Indian Affairs หรือ BIA) อยู่ในกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รับผิดชอบดูแลพวกคนพื้นเมืองดั้งเดิมของทวีปอเมริกาเหล่านี้ ทั้งในด้านความเป็นอยู่ การสงวนรักษา การศึกษาและสวัสดิการสังคม โดยประมาณว่าในเมืองลุงแซมนั้นยังมีคนพื้นเมืองดั้งเดิมพวกนี้อยู่ประมาณ 1,600,000 คน (รวมเอสกิโม และ Aleuts) เกือบ 900,000 คน อยู่ในเขตสงวนหรือบริเวณใกล้เคียง ส่วนใหญ่อยู่ในอริโซนา นิวเม็กซิโก ยูทาห์ (ที่ซ฿งเผ่านาวาโจมีมากที่สุด) เท็กซัส มอนตานา วอชิงตัน นอร์ทดาโคตา เซาท์ดาโคตา และไวโอมิง ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 700,000 คน อยู่ปะปนกับคนทั่วไป และแม้จะเคยมีการตกลงทำสัญญากันระหว่างรัฐบาลกับเหล่าอินเดียนเจ้าถิ่นหลายชาติ หลายเผ่าพันธุ์มานานแล้ว แต่พวกอินเดียนเจ้าถิ่นเหล่านี้ก็เพิ่งจะได้สิทธิเป็นพลเมืองของสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1924 นี่เอง

                ภาษาของพวกเขานั้นว่ากันว่ามีมากมายหลายภาษา คนที่สนใจศึกษาไว้คือ จอห์น เวสลี่ เพาเวลล์ (John Wesley Powell 1834-1902) นักธรณีวิทยา นักชาติพันธุ์วิทยา ผู้ก่อตั้งสำนักชาติพันธุ์วิทยาอเมริกันในสถาบันสมิธโซเนียน ซึ่งเขาได้ศึกษาจัดจำแนกภาษาอเมริกันอินเดียนเอาไว้ด้วย ในปี ค.ศ. 1869 เขาได้เป็นผู้นำในการเดินทางผ่านแกรนด์แคนยอน และสำรวจตามรอยแม่น้ำกรีน และแม่น้ำโคโลราโดเป็นระยะทางนับ 1,000 ไมล์ ซึ่งภาพการเดินทางของเขาในครั้งนั้นได้ปรากฎเป็นหลักฐานอยู่ในแสตมป์ที่ออกจำหน่ายเมื่อ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1969

                แล้วก็ภาษานี้แหละที่เป็นหลักฐาน พยานยืนยันว่าดินแดนอันเป็นทวีปอเมริกาทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นของลุงแซมในปัจจุบันนั้นเคยเป็นของอินเดียนแดงเจ้าถิ่นมาก่อนอย่างที่ไม่มีใครจะปฏิเสธได้ ด้วยว่าชื่อรัฐต่าง ๆ ในเมืองลุงแซมที่เรียกขานกันอยู่ในทุกวันนี้มีที่มาจากคำในภาษาอินเดียนถึงกว่าครึ่ง อันได้แก่รัฐต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

อลาบามา

แอริโซนา (หมายถึงน้ำพุน้อย)

อาร์คันซอ

คอนเนกติกัต (หมายถึงปากแม่น้ำสายยาว)

ดาโกตา (เป็นชื่อของอินเดียนเผ่าหนึ่ง)

แคนซัส

เคนตักกี

อิลลินอยส์ (หมายถึงคนกล้าหาญ)

ไอโอวา

ไอดาโฮ (เป็นคำทักทายในตอนเช้าของเผ่าโคมันชี)

แมสซาชูเซตส์ (หมายถึงคนที่อยู่บนภูเขาใหญ่)

มิชิแกน (หมายถึงห้วงน้ำใหญ่)

มิสซิสซิปปี (หมายถึงแม่น้ำใหญ่)

มินนิโซตา (หมายถึง น้ำขุ่น)

มิสซูรี

เนแบรสกา (หมายถึงแม่น้ำตื้น)

นิวเม็กซิโก

โอไฮโอ (หมายถึงแม่น้ำอันประเสริฐ)

โอคลาโฮมา (หมายถึงคนผิวแดง)

เทนเนสซี (เป็นชื่อเมืองของพวกเชโรกี)

เท็กซัส (เป็นคำทักทาย หมายถึง สหายหรือเพื่อน

ยูทาห์

วิสคอนซิน

นอกจากนี้ยังมีบางรัฐที่แม้จะมีชื่อมาจำคำลาติน อย่างเช่น อินเดียน่า แต่ก็แปลได้ว่า แผ่นดินของอินเดียน และยังมีสถานที่อีกมากมายที่ได้ชื่อมาจากคำอินเดียน รวมทั้งแม่น้ำโปโตแมคที่ไหลผ่านเมืองหลวงของลุงแซมด้วย

ในระยะต่อจากนั้นมาก็ปรากฎมีภาพเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมของอินเดียนแดงเจ้าถิ่นในแสตมป์ลุงแซมอีกหลายชุด ตัวอย่างเช่น

-          ภาพเรือพิธีของอินเดียนแดง ไฮดา ในแสตมป์ราคา 6 C ที่ออกจำหน่ายเมื่อ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1970

-          ภาพหน้ากากอินเดียนเผ่าต่าง ๆ ในชุดศิลปะพื้นบ้านอเมริกัน (American Folk Art) ที่ออกจำหน่ายเมื่อ 25 กันยายน ค.ศ. 1980 โดยพิมพ์เป็นแสตมป์ Block 4 ประกอบด้วย หน้ากาก อินเดียนเผ่าไฮท์ซุค เบลลา เบลลา ชิล์คัท ทิงกิต ทิงกิต และเบลลา คูล่า

-          ภาพลวดลายศิลปะของอินเดียนแดงเผ่านาวาโจ 4 แบบ ในชุดศิลปะพื้นบ้านอเมริกัน ที่ออกจำหน่ายเมื่อ 4 กันยายน ค.ศ. 1986

-          ภาพเครื่องประดับศีรษะนักรบอินเดียนแดง 5 เผ่า ที่ทำเป็นสมุดตราไปรษณียากรเล่มเล็ก (หรือ Booklet) ประกอบด้วย เผ่าแอสสินิบอน (Assiniboine) ไชย์แอนน์ (Cheyenne) โคมันชี (Comanche) แฟลตเฮด (Flathead) และโชโชน (Shoshone) ออกจำหน่ายเมื่อ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1990

-          ภาพการเต้นรำของอินเดียนแดง ในชุด American Indian Dance ที่ออกจำหน่ายเมื่อ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1996 ประกอบด้วยการเต้นรำ 5 แบบ ได้แก่ เต้นรำแฟนซี เต้นรำผีเสื้อ เต้นรำประเพณี เต้นรำนก และเต้นรำฮูล่าฮูบ

ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะในปัจจุบันคนพวกนี้กำลังจะสูญพันธุ์แล้วก็ได้ หรือไม่ก็เพื่อให้ภาพลักษณ์ของชาติตัวเองดูดีขึ้น หรือเพื่อเป็นการลบล้างเวรกรรมที่ได้ทำกับพวกเขาไว้ในหนหลัง แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามต้องนับเป็นความดีของไปรษณีย์เมืองลุงแซมเขา ที่หยิบเอาเรื่องอย่างนี้มาทำ (ให้ดู) ดี และทำให้ (ในขณะที่อีกหลาย ๆ ประเทศไม่อาจทำได้) ด้วยความใจกว้างอย่างน่าชมทีเดียว

ขอบคุณ “นนทรี” ผู้เขียนบทความนี้ “สมบัติลุงแซม” ซึ่งลงพิมพ์ในวารสารตราไปรษณียากร ฉบับที่ 10 เดือนพฤษภาคม 2547 หน้า 59-64