Get Adobe Flash player

วันสำคัญทางพุทธศาสนา โดย พรโสภา

Font Size:

 

    เดือนแปดสิบห้าค่ำขึ้น      วันอาสา-  ฬหบูชา

วันที่สิบเก้ากรกฎา               บอกได้

พุทธเจ้าประกาศศาสนา        ครั้งแรก

ทรงแสดงปฐมเทศน์ไว้         สื่อได้ชัด “พระรัตนตรัย”

                                                พรชัย  ภู่โสภา  ร้อยกรอง

                วันอาสาฬหบูชา คือ วันขึ้น 15 ค่ำ (กลางเดือนแปด) สำหรับในปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2559

                เพื่อระลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนาเป็นครั้งแรก เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาณาณสี แคว้นกาสี พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาเพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเทศนาธรรมจบ โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุองค์แรกในพระพุทธศาสนา ทำให้วันนี้มีพระรัตนตรัยครบ 3 องค์ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ สรุปความได้ว่ามีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันอาสาฬหบูชา ดังต่อไปนี้

1.พระพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนาพุทธเป็นครั้งแรก

2.เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรก ชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” อันมีใจความเกี่ยวกับอริยสัจ 4 เป็นผลให้บังเกิด “พระธรรม”

3.เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศธัมมจักกัปปวัตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ท่าน โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ทูลขอบวชเป็นสาวกให้พระพุทธศาสนา เป็นผลให้บังเกิด “พระสงฆ์”

4.เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นตามลำดับข้างต้นเป็นผลให้พระพุทธศาสนาครบพระรัตนตรัยอันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

พุทธประวัติ

                เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ และได้ทรงประทับ ณ ที่นั้นตลอดระยะเวลา 7 สัปดาห์ พระองค์ทรงใคร่ครวญถึงผู้ที่พระองค์จะแสดงธรรมโปรด ในครั้งแรกนั้นทรงระลึกถึงอาฬารดาบส และอุทกดาบส ผู้เคยสั่งสอนความรู้ขั้นฌานว่า ฤาษีทั้ง 5 นั้นมีอุปนิสัยแก่กล้าสามารถบรรลุธรรมได้ จึงเสด็จออกจากต้นมหาโพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เดินทางไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี เสด็จไปถึงในตอนค่ำของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือนอาสาฬหะ

                ในเช้าของวันขึ้น 15 ค่ำ พระองค์จึงทรงแสดงธัมมจักปปวัตนสูตร อันเป็นธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่แสดงโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ธรรมที่ทรงแสดงในวันนั้นเป็นธรรมที่เมื่อปฏิบัติแล้วจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง คือ อริยสัจ 4 หรือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ

                เมื่อจบพระธรรมเทศนา ท่านโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นโสดาบันแล้ว จึงทรงอุทานว่า “อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ” หมายถึง โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อันเป็นเหตุให้ท่านโกณฑัญญาได้รับนามว่า อัญญาโกณฑัญญะ ท่านโกณฑัญญะได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ท่านอัญญาโกณฑัญญะด้วยวิธีแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา ทำให้พระสงฆ์องค์แรกเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา และส่งผลให้พระรัตนตรัยครบองค์ 3  ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ปฐมเทศนา

                ในวันอาสาฬหบูชานั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ใจความในปฐมเทศนา เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุดโต่ง 2 ประการ ที่ไม่ควรประพฤติมากที่สุด ได้แก่

1.อัตตกิลมถานุโยค หมายถึง การทรมานตนให้ได้รับความลำบาก

2.กามสุขัลลิกานุโยค หมายถึง การหมกมุ่นอยู่ในกาม

                ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมในเรื่อง อริยสัจ หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่

1.ทุกข์ หมายถึง สิ่งที่ทนอยู่ได้ยาก ความทุกข์สามารถแยกออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่

                1.สภาวทุกข์ คือ ทุกข์ประจำที่ทุกคนต้องได้รับอยู่ มี 3 ประการ ได้แก่

                                -การเกิด ได้แก่      การเกิดนั้นเป้นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย

                                -การแก่   ได้แก่      การที่สังขารเสื่อมลงไปตามกาลเวลา

                                -การตาย ได้แก่      เนื่องจากบุคคลส่วนใหญ่ยังหลงในกิเลส จึงต้องการที่จะอายุยืน ไม่ต้องการสิ้นชีวิต

                2.ปกิณกทุกข์ คือ ทุกข์จรมา ซึ่งแตกต่างกันไปตามกรรมของบุคคลนั้น ๆ มีทั้งหมด 8 ประการ ได้แก่

                                - โสกะ                    หมายถึง  ความเศร้าโศก เศร้าใจ

                                - ปริเทวะ                                หมายถึง  การร้องไห้คร่ำครวญ

                                - ทุกขะ                   หมายถึง  ความไม่สบายกาย เจ็บป่วย หรือบาดเจ็บ

                                - โทมนัส                                หมายถึง  ความไม่สบายใจ

                                - อุปยาสะ               หมายถึง  ความคับแค้นใจ หรือตรอมใจ

                                - อัปปิยสัมปโยคะ หมายถึง  การพบเห็นสิ่งที่ไม่รัก

                                - ปิยวิปโยค            หมายถึง  การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก

                                - อิจฉาวิฆาตะ        หมายถึง  ความไม่ได้ดังปรารถนา

2.สมุทัย หมายถึง เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่

                1.กามตัณหา  หมายถึง  ความต้องการในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่น่าใคร่ น่าปรารถนา และน่าพอใจ

                2.ภวตัณหา  หมายถึง  ความต้องการที่จะไม่มี และไม่เป็น เช่น เมื่อถูกกำหนด ให้ได้รับตำแหน่งหนึ่ง แต่ไม่พอใจพยายามที่จะหนีไปให้พ้นจากตำแหน่งนั้น ๆ

3.นิโรธ  หมายถึง การดับทุกข์ คือ การละจากสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ทั้งหลาย เมื่อรู้ว่ากิเลสตัณหา คือหนทางแห่งทุกข์ ก็ระงับกิเลสตัณหานั้น ก็จะพบความสุขที่แท้จริงปราศจากทุกข์ทั้งหลาย

4.มรรค หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ทำให้พ้นทุกข์ ประกอบไปด้วย 8 ประการ ได้แก่

                - สัมมาทิฐิ – ความเห็นชอบ หมายถึง  การเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง รู้ว่าสิ่งใดทำให้ทุกข์ สิ่งใดทำให้สุข

                - สัมมาสังกัปปะ – ความดำริชอบ หมายถึง การที่ไม่มัวเมาอยู่กับตัณหาทั้งหลาย

                - สัมมาวาจา – วาจาชอบ หมายถึง การพูดในสิ่งที่ดี ที่เป็นจริง ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบคาย ไม่พูดให้ร้ายผู้อื่น ไม่พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ

                - สัมมากัมมันตะ – การประพฤติชอบ หมายถึง การเว้นการทำลายชีวิต เว้นจากการลักทรัพย์ประพฤติผิดในกาม

                - สัมมาอาชีวะ – เลี้ยงชีพชอบ หมายถึง การประกอบอาชีพสุจริต

                - สัมมาวายะมะ – ความเพียรชอบ หมายถึง การพยายามในการสร้างความดี และไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ดี

                - สัมมาสติ – การระลึกชอบ หมายถึง การมีสติสัมปชัญญะในการระลึกถึงสิ่งที่ดี และสิ่งที่ชั่ว

                - สัมมาสมาธิ – ตั้งใจมั่นชอบ หมายถึง การทำจิตใจให้เป็นสมาธิ

        วันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปดนี้   พรรษา  วันเข้า

ตรงกับยี่สิบกรกฎา                    สื่อให้

ชาวพุทธเตรียมข้าวปลา              ไปวัด  ทำบุญนา

แต่สงฆ์เคร่งครัดอยู่วัดไซร้           บ่ได้ค้างแรม นอกแล

                                                พรชัย  ภู่โสภา  ร้อยกรอง

                วันเข้าพรรษา คือ วันแรมหนึ่งค่ำ เดือนแปด สำหรับปีนี้ ตรงกับวันพุธที่ 20 กรกฎาคม 2559 (ถัดจากวันอาสาฬหบูชา)

ประวัติความเป็นมา

                ประเพณีการเข้าพรรษานั้นเป็นพระวินัยของพระภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะ แต่ด้วยพุทธศาสนิกชนมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงได้ถือโอกาสบำเพ็ญกุศลในวันเข้าพรรษานี้ด้วย เหตุที่พระพุทธเจ้ากำหนดพระวินัยให้ภิกษุในพุทธศาสนาต้องจำพรรษา เนื่องจากในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติพระวินัยเกี่ยวกับการเข้าพรรษา พระสาวกในพระพุทธศาสนาจึงออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยไม่เว้นวันหยุดไม่ว่าจะเป็นในฤดูใด ในฤดูอื่นไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนหรือฤดูหนาว ไม่มีปัญหาใด แต่ในฤดูฝนนั้นเป็นฤดูที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องทำไร่ไถนาปลูกข้าว พระภิกษุที่ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงเหยียบย่ำข้าวกล้าที่ชาวบ้านปลูกไว้ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกล่าวตำหนิพระภิกษุว่า “พระภิกษุในพระพุทธศาสนาช่วงไม่รู้จักกาลเวลาเสียเลย พากันจาริกไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้งแม้ในระหว่างฤดูฝน บางครั้งก็ไปเหยียบข้าวกล้าของชาวนาเสียหาย ขณะที่พวกนิครณ์ นักบวชในศาสนาอื่น และฝูงนกยังหยุดพักผ่อน ไม่ท่องเที่ยวไปในฤดูฝนเช่นนี้”

                ในเวลานั้นพระพุทธเจ้าซึ่งประทับ ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ทรงทราบว่า ชาวบ้านกล่าวตำหนิพระภิกษุ พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้พระสงฆ์มาประชุมพร้อมกัน และตรัสถามจนได้ความจริง พระพุทธเจ้าทรงไม่ต้องการให้พระภิกษุทำความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน จึงทรงบัญญัติเรื่องการเข้าพรรษาในพระวินัยว่า อนุชานามิ ภิกขะเว วัสสัง อุปะคันตุง แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พวกเธออยู่จำพรรษา และกำหนดเป็นพระวินัยที่พระภิกษุทั้งหลายต้องยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยให้ภิกษุเข้าจำพรรษาตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ต่อมาได้มีพุทธบัญญัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่จำพรรษาว่า ห้ามจำพรรษาในที่แจ้ง โพรงไม้ หลุมที่ขุดขึ้น หรือกุฏิที่ทำด้วยดิน ซึ่งมีลักษณะคล้ายตุ่ม สถานที่จำพรรษาต้องเป็นถ้ำ คูหา หรือกุฏิอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ที่มีที่มุง ที่บังแดดครบถ้วย การที่พระพุทธองค์กำหนดเช่นนี้ด้วยในช่วงเข้าพรรษานั้นเป็นฤดูฝน สถานที่จำพรรษาต้องแข็งแรงมิฉะนั้นอาจทานแรงลม แรงฝน ไม่ได้จนพังมาทับภิกษุถึงแก่ความตายได้

                ในช่วงเข้าพรรษานี้ พระพุทธเจ้าห้ามมิให้พระภิกษุจาริกแสวงบุญไปในสถานที่อื่นเป็นเวลา 3 เดือน โดยกำหนดไว้เป็น 2 ระยะ คือ

-          ปุริมพรรษา เป็นระยะที่ 1 ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

-          ปัจฉิมพรรษา เป็นระยะที่ 3 ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

การที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดเป็น 2 ระยะ เนื่องจากทรงให้โอกาสพระภิกษุที่ทำกิจค้างอยู่สามารถเข้าจำพรรษาในช่วงปัจฉิมพรรษาก็ได้ ไม่ถือว่าผิดวินัย นอกจากนี้ยังมีข้อยกเว้นสำหรับพระภิกษุที่ติดกิจธุระจำเป็น สามารถไปพักค้างคืนสถานที่อื่นได้ แต่ต้องไม่เกินครั้งละ 7 วัน ข้อยกเว้นมีทั้งหมด 4 ประการ ได้แก่

  1. ไปพยาบาลพระภิกษุสามเณร หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย
  2. ไปเพื่อระงับไม่ให้พระภิกษุสามเณรลาสิกขาบท
  3. ไปเพื่อกิจของสงฆ์
  4. หากพุทธศาสนิกชนนิมนต์ไป พระภิกษุสามารถฉลองศรัทธาได้

ตลอดระยะเวลาที่พระภิกษุอยู่ประจำพรรษา ณ ศาสนสถานนั้น ต้องศึกษาพระปริยัติธรรม และปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด  ทั้งนี้การศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนก็เพื่อว่าเมื่อพ้นจากการจำพรรษาสามารถออกจาริกแสวงบุญเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ และนำความรู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาในระหว่างเข้าพรรษานี้ ไปสั่งสอนแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

ประวัติศาสตร์การเข้าพรรษา

                ถึงแม้ว่าเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิษุสงฆ์โดยเฉพาะ แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงถือโอกาสนี้บำเพ็ญกุศลร่วมด้วย ซึ่งตามหลักฐานเชื่อว่าข้อปฏิบัติเข้าพรรษานี้เข้ามาพร้อมกับศาสนาพุทธที่เผยแผ่เข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามที่ปรากฎหลักฐานในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยสามารถสรุปความได้ดังต่อไปนี้

                “เมื่อครั้งสมัยกรุงสุโขทัยเมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษาจะมีการจัดสักการะเป็นพิธีการใหญ่ ทั้งพระมหากษัตริย์และประชาชนต่างละเว้นในบาปทั้งปวงตลอดระยะเวลา 3 เดือน ของช่วงเข้าพรรษา นอกจากนี้ยังบำเพ็ญกุศลทั้งนำภัตตาหารไปถวายพระภิกษุยังศาสนสถาน ถวายผ้าจำนำพรรษา และฟังธรรมเทศนาทุกวัน นอกจากนี้ยังมีประเพณีการถวายเทียนจำนำพรรษา และเนื่องจากพระภิกษุหยุดจาริกแสวงบุญจึงมีโอกาสเทศนาธรรมโปรดพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย การถือปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนในวันเข้าพรรษานี้ถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน”

                สำหรับกิจกรรมในวันเข้าพรรษา นอกจากทำบุญตักบาตร รักษาศีลภาวนา ฟังพระธรรมเทศนา และที่ขาดไม่ได้ คือ การถวายผ้าอาบน้ำฝน (มักไม่ใคร่ให้ความสนใจ ไม่ได้เตรียมการ หรือลืม) มักจะไปเช่ากันที่วัด เมื่อนำมาทำพิธีถวายกันแล้วเสร็จ ทางวัดก็เก็บเข้าตู้ ก็วนเวียนพิธีถวายกันอยู่เช่นนี้ ถ้าเป็นการถวายผ้าอาบ (น้ำฝน) ผ้าผืนเดียวน่าจะได้ และไม่แพงนัก

                ตามพุทธบัญญัติ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุมีผ้านุ่งห่มได้เพียงไตรจีวรเท่านั้น ซึ่งมีทั้งหมด 3 ผืน ได้แก่สังฆาฏิ คือ ผ้าซ้อนห่มในฤดูหนาว 1 ผืน อุตราสงฆ์ คือ จีวร สำหรับห่มตามปรกติ 1 ผืน และผ้าสบง สำหรับนุ่งประจำ 1 ผืน เท่านั้น ไม่ทรงอนุญาตให้มีมากกว่านี้

                แต่เหตุที่ภิกษุต้องมีผ้าอาบน้ำฝนด้วยว่า วัดบุพพาราม ในกรุงสาวัตถีแคว้นโกศล ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นั้น นางวิสาขา จึงได้ทูลขอพระพุทธเจ้าให้ทรงอนุญาตให้ภิกษุใช้ผ้าอาบน้ำฝนได้ เพราะที่วัดนี้มีแต่ชีเปลือย ลองไปหาอ่านกันดูได้จากหนังสืออ้างอิงต่อไปนี้

อ้างอิง

1.ศิริวรรณ คุ้มโห้, วันและประเพณีสำคัญ, บริษัท สำนักพิมพ์เดอะบุ๊คส์ จำกัด, กรุงเทพฯ 10120

2.สุภักดิ์ อนุกูล, วันสำคัญของไทย พิมพ์ที่ หจก.ทิพยวิสุทธิ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2542

3.นาวาเอกประยงค์ สุวรรณบุปผา, วันสำคัญทางพุทธศาสนา โรงพิมพ์การศาสนา พ.ศ. 2530