Get Adobe Flash player

กินอะไรดีครับ โดย น.พ. สุวัฒน์ สุวรรณวานิช

Font Size:

การกินเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทั้งหลาย อย่างที่เราเรียนมา ปัจจัยที่สำคัญของชีวิตก็ต้อง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม แล้วก็ยารักษาโรค ส่วนของคนจีนก็แถมอีกอย่าง คือการเดินทาง ที่คนจีนต้องการการเดินทาง ไม่ใช่เพราะอยากไปเที่ยวหรอก เพราะสงครามตลอดประวัติศาสตร์ เกือบสี่ห้าพันปี ทำให้เนื้อที่ของประเทศจีน ขยายตัวบ้าง หดเล็กลงบ้าง พอรบชนะประเทศอื่น ก็ต้องย้ายให้คนจีนไปยึดพื่้นที่ไว้ พอรบแพ้ก็ต้องรีบโกยกลับเมืองจีน เป็นชาวอพยพไป ส่วนชาวไทยโบราณไม่ต้องย้าย เกือบจะเป็นทาษติดที่ดินอยู่แล้ว

การกินมันสำคัญไฉน มันก็สำคัญมากอยู่ ๑. อยากกิน ก็มันหิวนี่ครับ ทั้้งนี้ โดยการกระตุ้นของกระเพาะและสมอง ๒. เป็นพลังงาน จะได้มีแรงไว้ทำงาน ๓. ให้เจริญเติบโตโดยการกระตุ้นของฮอร์โมน และ DNA ของ  แต่ละพันธ์ ๔. แล้วจะได้ไว้ต่อสู้กับคู่ต่อสู้อื่น จะได้แย่งคู่มาทำพันธุ์ ๕. สำหรับตัวเมีย กินเพื่อให้ลูกในท้องเจริญเติบโต สำหรับผู้ชาย จะได้มีแรง ไว้หาตัวเมียคนใหม่  สร้างลูกคนต่อไป เหมือนที่ชายไทยทำกันทั่วไป ๖ เสาะหาอาหาร อ้ายนี่แหละเป็นเรื่อง ยุ่งยากที่สุด บางทีก็ต้องสู้กับสัตว์อื่น หรือสัตว์พันธ์เดียวกัน หรือกันเอง อย่างที่คนสมัยก่อนเขาทำกัน หรือในอัฟริกาบางเผ่า

แล้วจะให้กินอะไรดี หรือห้ามกินอะไรดี บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคนไข้ พรรคพวก หรือคนอ่านหนังสือพิมพ์โทรมาถาม บางคนมาถามผมตอนผมกินอาหารอร่อย ๆ อยู่ เขาบอกว่าเขาเป็นโรคไขมันสูงความดันสูง โรคเบาหวาน และน้ำหนักเกิน โรคเก๊าต์  ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมกำลังเอร็จอร่อย กับจานข้าวขาหมูอยู่ ผมเลยบอกเขาไปว่า จะกินอะไรก็กินได้ แต่อย่ากินอ้ายที่ผมกำลังกินอยู่นี่ ก็แล้วกัน  เพราะผมไม่อยากจะมีชีวิตนานนัก แต่ก่อนตาย ขอให้กินให้มันอร่อยหน่อยเถิด ตายไม่ว่า (อุ๊บ ! ตอนนี้ อายุก็เลยเจ็ดสิบแล้ว เรียกว่า ช่วงนี้กินเสียข้าวสุกแล้ว เลยไม่อยากให้เขาว่า ทำงานให้คุ้มข้าวสุก เลยต้องมานั่งเขียนอะไรให้อ่านเล่นกันบ้าง)

                เรื่องกินนี่มันเรื่องใหญ่ จริง ๆ นะ สองวันก่อนเพื่อนฝูงคงเห็นว่าพุงผมชักจะยื่นก็เลย อีเมล์ เอารูปคนไต้หวันกำลังกินเด็กย่าง  หรือทารกคนนี่แหละ ท่าทางเอร็จอร่อย กะว่าผมดูแล้ว คงจะหยุดกินอาหารเนื้อ หรือหมูลงบ้างนะครับ คงยากครับ เพราะผมมันคงชอบกิน และเป็นสัตว์กินเนื้อ Carnivorous ขอขอบคุณมาก ส่วนพวกกินผักเรียกว่า Vegetarian            อาหารที่เราต้องกินทุกวัน ก็คงเป็นพวก Carbohydrate คือพวกแป้งทั้งหลาย ตัวนี้เรากินมากที่สุด มันมีคุณค่าทางอาหาร แค่กรัมละ ๔ แคลอรี่ ตัวต่อไปก็พวก Protein ก็พวกเนื้อสัตว์ทั้งหลายถั่วบางชนิด มันมีคุณค่าทางอาหาร กรัมละ ๔ แครอลี่ ส่วนตัวสุดท้ายก็น้ำมันพืชหรือสัตว์ คุณค่าทางอาหาร มากหน่อย สองเท่าตัวของอาหารอื่น ก็ราว ๆ ๙ แคลอรี่ ถ้าอยากอ้วนเร็ว ก็ต้อง กินมันมาก ๆ หน่อย

คนจีนทุกสมัย เขาชอบ กินของบำรุง เมื่อร่างกายแข็งแรง มันก็ต้านทานโรคได้ทุกชนิด เขาเรียกว่าเจียะโป๊ ของที่กินก็แปลกประหลาด บางอย่างเหลือเชื่อ เช่นทารกที่ตายในท้องแม่ ไข่ไดโนเสาส์  ที่กลายเป็นหิน มันก็คือกินก้อนหินนั่นแหละ รังนก อุ้งมือหมี ดีงู ดีหมี กระดูกเสือ เขากวางป่า นอแรด อะไรที่หายิ่งยากก็ยิ่งดี จนสัตว์หลาย ๆ อย่างต้องศูนย์พันธุ์ไป จากโลกนี้ จนประเทศที่เจริญแล้วเขาต้องออกกฎหมายป้องกันสัตว์หลาย ๆ พันธุ์ในประเทศของเขาไว้ ที่เขาเรียกว่า Endangered Species ส่วนพืชก็กำลังดัง เรียกว่าเห็ดหลินจือ โสมเกาหลี โสมขาว ที่อเมริกาเขาปลูกขายทางเหนือของประเทศอเมริกา แถว มิชิกัน วิสคอนซิ่น คานาดา โดนคนไต้หวัน และเกาหลีเป็นเจ้าของไร่ที่ใหญ่มาก พวกนี้เรียกว่า  โสมฮวยกี๊ แปลว่าธงหลากสี นั่นคือธงอเมริกานั่นแหละ แต่โสมขาวที่ดีที่สุด ก็ต้องไปเดินหาในป่า เรียกว่าโสมธรรมชาติ เพราะพวกนี้ ดูดแสง ยิงและแยงมาหลายปีแล้ว ในหนังสือ บู๊ลิ้ม ก็ต้อง โสมพันปีแหละครับ บำรุงทุกอย่าง ไม่รู้ว่า ถังเช่าที่นายพลเมืองไทยกินกัน มันเข้าข่ายหรือเปล่า

                นอกจากอาหารพิเศษที่กล่าวแล้วตอนผมเด็ก ๆ ก็เคยเห็นจั๊บกัง คนงานจีน เขาไปจับเอาลูกหนูที่เพิ่มเกิดใหม่ ยังเป็น ๆ อยู่เลย โดยจับที่หางแล้วค่อย ๆ หย่อนลงในปาก กลืนมันทั้งเป็น ๆ นี่แหละ ตบท้ายด้วยเหล้าโรง หรือเหล้า เชี่ยงชุน เขาว่ากินแก้หืดดีนัก

                ส่วนลูกสาวผมที่ไปหัดเรียนวิชา โยคะ yoga อาจารย์อินเดียเขาแนะนำให้ดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเอง ที่ถ่ายตอนเช้ายังอุ่น ๆ อยู่ วันละแก้ว จะทำให้สุขภาพดี

                ตอนผมเด็ก ๆ ยังจำได้ว่ามีผู้ใหญ่มาขอน้ำปัสสาวะผมไปใช้ ผมก็ถ่ายให้ ไม่ว่าอะไร ขอให้มีขนมมาตอบแทนก็แล้วไป ผมถามแม่ว่าเขาเอาไปทำอะไร ถามแล้วผมก็จำไม่ได้ว่า แม่ตอบผมว่ายังไง เพราะคำตอบมันยุ่งยากกว่าสมองเล็ก ๆ อย่างผมจะรับรู้ในตอนนั้น พอใหญ่ขึ้นผมไปถามผู้ใหญ่ใหม่ เขาตอบว่าเขาเอาไปทำน้ำยากระสาย หรืออาจเอาไปล้างตาแฉะ และโรคตาแดง ยังแปลกใจว่าทำไมเขาไม่มาขอน้ำปัสสาวะผมตอนนี้ก็ไม่รู้ ผมว่าเขาคงคิดถูกแล้ว ขืนเอาน้ำปัสสาวะผมตอนนี้ไปล้างตา มีหวังตาบอดแหง ๆ เลย เพราะอาจเจอเชื้อโรคแปลก ๆ ในปัสสาวะของผมก็ได้

                พอเล่าถึงเรื่องปัสสาวะนี่เลยทำให้นึกถึง โรคเก๊าต์ Gout Arthritis ขึ้นมา มันเป็นโรคไขข้อกระดูกที่ปวดน่าดูทีเดียว โรคนี้ติดอันดับที่สาม ของโรคข้อกระดูกทั้งสาม อันดับแรกก็คือ Osteo Arthritis  หรือ Degenerative Arthritis แล้วรองลงมาด้วย Rhematoid Arthritis หรือโรคข้อรูมาตอยด์ และเก๊าต์ติดอันดับสาม

                โรคนี้มันชอบผู้ชายมาก ส่วนผู้หญิงเป็นแค่สิบเปอร์เซนต์เท่านั้น  ผู้ชายที่รวยและอายุมากก็เป็นมากขึ้น คนหนุ่มก็เป็นกับเขาด้วยเหมือนกัน โดยมากจะมีกรรมพันธุ์ในครอบครัวด้วย

อาการปวดข้อ มักจะเกิดตอนกลางคืนหลังจากมีการฉลอง ด้วยเหล้าด้วยอาหารเนื้อ ไข่ปลาทั้งหลาย แล้วตอนเที่ยงคืนก็ตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บที่หัวนิ้วเท้า ข้อเท้า หัวเข่า แต่หัวแม่เท้าเป็นมากที่สุด ขนาดผ้าห่มไปถูกยังเจ็บเลย มันเจ็บตุ๊บ ๆ  ตอนเช้ามาหาหมอมักจะบวมแดง จับดูจะร้อน แต่ไม่อยากให้หมอจับเพราะมันเจ็บ อย่างนี้ต้องเรียกว่า พวกนี้เรียกว่ากินไม่เลือก เลยเกิดเรื่อง     เกี่ยวกับโรคเก๊าต์นี้ หนังสือแพทย์สมัยก่อนเขาแนะนำเรื่องอาหารมาก อะไรที่ไม่ควรทานมากมายหลายสิบชนิด  แต่หนังสือแพทย์สมัยนี้ไม่ค่อยพูดเน้นถึงความสำคัญ เท่าไร เพราะเดี๋ยวนี้มียา กินยาระงับอาการอับเสบได้ ป้องกันได้ อาหารเลยไม่ค่อยสำคัญในการแก้ปัญหา

                แต่เอาเถิดไหน ๆ ก็อยากจะรู้ก็จะขุดมาฝอยให้ฟัง อาหารที่มีสาร Purine พิวรินมาก พิวรินนี้ก็มาจาก พวก กรดนิวคลีอิว คือพวกที่เกี่ยวกับ ดีเอนเอ เช่นพวกไข่ปลาเช่นไข่คาเวียร์ ซึ่งคนจนไม่มีสิทธิ์กินอยู่แล้ว เครื่องในสัตว์ เนื้อห่าน อาหารทะเลเช่นปูหอย กุ้ง  กุ้งมังกร หอยแมลงพู่ ที่น้อยลงหน่อยก็  เนื้อสัตว์ปีก เนื้อสัตว์ทั้งหลาย ไข่ ผักผลไม้ พวกถั่วมัน ๆ คะน้าฝรั่ง หรือบลอคคะลี่ เห็ด แตงกวา(ไส้หรือเม็ดแตงกวา ส่วนเนื้อนอกนั้นไม่เป็นไร สตรอเบอรี่ ขนมปังที่ทำด้วยส่า  หรือ ยี๊ด แม้กระทั่งผักสปิเนส สรุปแล้ว ดูเหมือนถ้างดอาหารพวกนี้ก็คงไม่มีอะไรให้กิน คงต้องดื่มแต่น้ำอย่างเดียวเท่านั้น ตัวอาหารที่มีพิวรินมาก ๆ พวกนี้ เมื่อถูกร่างกายเปลี่ยนสภาพก็จะกลายเป็น Uric Acid กรดยูริค จากนั้นจะถูกขับออกทางไตโดยปัสสาวะ ถ้าเกิดสร้างกรดยูริดเร็ว หรือไตไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะทันก็จะไปเก็บสะสมในเนื้อเยื่อ ที่ชอบที่สุดก็คือในไขข้อที่ปลาย ๆ ร่างกาย เพราะเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อยกระมัง เช่นนิ้วเท้า ที่ติ่งหู ที่ใต้ผิวหนัง แถวข้อศอก หัวเข่า ก็มีด้วย

                คนไข้ที่เกิดอาการปวดจากเก๊าต์หลังกินอาหารและเหล้า ก็เพราะเหล้าไปทำให้การขับถ่ายกรดยูริคหยุดชะงักลง  นอกจากนี้บุคคลที่ดื่มน้ำน้อยไม่ทันทดแทนที่ร่างกายเสียไป ออกกำลังกายหรือทำงานกลางแดด แต่ดื่มน้ำไม่พอ เป็นไข้ ไม่สบาย  พวกเป็นโรคความดันและหมอให้ยาจำพวกขับปัสสาวะโดยเฉพาะ Hydro-chlorothiazide คนไข้หลังผ่าตัดใหญ่ พวกเป็นมะเร็ง เพราะมีการทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้มีกรดยูริคเพิ่มขึ้น

การตกเป็นผลึกของกรดยูริคที่สำคัญและอันตราย คือตกอยู่ในไต จะทำให้เป็นโรคไตได้ นอกนี้ก็ตามข้อนิ้วเท้า ข้อศอก ติ่งหู เป็นเม็ดหรือก้อนให้เห็น เขาเรียกว่า Tophi อ่านว่าโทฟิ (ไม่ใช่ Trophy นะครับ นั่นมันรางวัลเช่นถ้วยจากการชนะการตีกอล์ฟ) ถ้าผ่าออกมาดู ก้อนดทฟัส หรือ โทฟิ จะเหมือนช๊อคเปียก ๆ ถ้าส่องกล้องขยายดูจะเห็นเป็นผลึกรูปเข็มเต็มไปหมด นั่นแหละคือกรดยูริค ตัวการที่ตะกอนตามข้อนั่นแหละ

                ถ้าไม่แนะนำให้อดอาหารแล้วทำไงเล่าครับ ก็มียากิน ตอนกำลังเจ็บอยู่ กินยาพวก Indocin 50 mg วันละสามเวลา แต่ต้องหมอสั่ง ถ้าเป็นโรคกระเพาะ ก็มียาใหม่เช่นไวอ๊อซ หรือ เซเลเรนส ถ้าไม่อยู่ก็ล่อด้วยยาฉีดแหละครับ เช่นตัว สเตียรอยด์ เป็นต้น แล้วก็ต้องป้องกันการตกตะกอนของกรดยูริค กินน้ำมากหน่อย ถึงสิบแก้วต่อวัน กินน้ำกระป๋องที่มีฟองก็ได้ เพราะมี ด่างจากตัว โซเดี้ยม ไบคาบอเนต แต่พวกนี้กินมากก็ไม่ได้เกิดทำให้เป็นนิ่วในไตอีก  ถ้าดื่มเหล้าแล้วเกิดอาการปวดก็ต้องงดละ นอกนี้ก็มียากินป้องกัน เช่น Colchicin เมื่อก่อนเขาให้กินแก้ปวด แต่ไม่นิยมในสมัยนี้ ที่ไม่นิยม เพราะต้องกินมากจนขนาดอาเจียรหรือท้องเดิน ส่วนยาที่จะกินป้องกันก็มีพวก Zyloprim (allopurinal) 200-400 mg ต่อวัน หรือ Sulfinpyrazone 100-200 mg. probenecid สองครั้งต่อวัน อาจต้องกินไปเรื่อย ๆ ทั้งชาติก็ได้ แต่ก็ยังมีชีวิตกินอะไรอร่อย ๆ ได้ เช่นข้าวขาหมู ผัดคะน้าหมูสามชั้น

ประเทศไทย ตอนนี้ ชาวนากำลังเดือดร้อน ด้วยไม่มีเงินไปซื้อข้าวกิน เพราะเอาไปจำนำกับรัฐบาลแล้วถูกข้าราชการโกงเอา ที่รู้ ๆ ก็ตระกูลชินวัตร โกงไป แล้วก็ข้าราชการ รัฐมนตรีทั้งหลาย โรงสีข้าวใหญ่ ๆ ทั้งหลาย มีชาวนาฆ่าตัวตายไปสิบกว่าคนแล้ว  ปลูกข้าวเองแต่ไม่มีข้าวกิน