Get Adobe Flash player

อาหารการกิน Food 1 โดย หมอสุวัฒน์

Font Size:

                ผมเขียนถึงเรื่องอาหารมาสองตอนแล้ว ควรจะบอกเล่าเก้าสิบให้รู้ว่าอาหารนั้นคืออะไร ถ้าจะพูดจริง ๆแล้ว ที่เรากิน ๆ มานี่ มันก็ไม่มีอะไร คือมันประกอบด้วย ธาตุอ๊อกซีเจ้น ไฮโดรเจ้น ไนโตรเจ้น สารคาร์บอนไดออกไซด์  น้ำ (ก็คือสารที่เกิดจากธาตุอ๊อกซีเจ้น และไฮโดรเจ้น) และแร่ธาตุอีกหลาย ๆ ตัว ปรุงแต่งขึ้นมาโดยอาศัยพลังของแสงอาทิตย์ สิ่งมีชีวิตที่สามารถปรุงแต่งให้เป็นอาหารขึ้นมานี้ก็คือ พืช  ถ้าจะเทียบง่าย ๆ ตามแบบชาวบ้านก็คือการปรุงแต่งโดยอาศัย ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นเอง

ที่พืชสามารถปรุงแต่งอาหารขึ้นมาได้นั้น นอกจากต้องมีแสงแดดเป็นพลังงานแล้ว ต้นไม้ก็ต้องมีสารสีเขียวที่เรียกว่า คลอโรฟิลล์ Chlorophyll ในใบหรือตามลำต้นของมัน เมื่อมีพร้อมหน้ากันทุกอย่าง คือน้ำ อากาศ ที่มีอ๊อกซีเจ้นและสารคาร์บอกไดอ๊อกไซด์ แล้วเมื่อแสงแดดออก แถมคลอโรฟิลล์ช่วยด้วย มันก็สามารถเปลี่ยนธาตุจากอากาศเหล่านั้น เป็นสารคือน้ำตาล จากน้ำตาลง่าย ๆ พืชก็มาดัดแปลงเป็นแป้ง บางส่วนก็เปลี่ยนเป็นเยื่อใยของลำต้น และไขมัน ซึ่งมักจะใช้ในการสร้างเซลล์และเยื่อและใบ ยังสร้างเป็นอาหารสำหรับเป็นเชื้อสืบพันธุ์ เช่นเนื้อในมะพร้าว เม็ดข้าวหรือข้าวโพด เม็ดในของมะม่วง มันมีไว้ใช้ เมื่อเม็ดพวกนี้เริ่มแตกหรืองอกใบไชออกจากเปลือก นอกนี้ก็ใช้เป็นอาหารที่ล่อให้สัตว์มาช่วยมันทำการแพร่หรือสืบพันธุ์ เช่นเนื้อมะม่วง เนื้อทุเรียน เป็นตัวล่อให้สัตว์ รวมทั้งคนด้วยมากิน เมื่อกินมะม่วงหรือทุเรียนเสร็จแล้วก็เอาเม็ดไปเที่ยวโยนไว้ที่อื่นที่ไกลห่างออกจากต้น เป็นการแพร่พันธุ์ เกสรดอกไม้หวาน ๆ ไว้ล่อแมลงมาช่วยให้มันผสมเกสร ส่วนที่รากนั้น ก็ดูดซึมพวกสารที่มีไนโตรเจ้น และพวก กำมะถันกับพวกฟอสเฟตที่ปนอยู่ในดิน ปรุงแต่งเป็นสารไนโตรเจ้นขึ้นมา แล้วก็กลายเป็นโปรตีนในขั้นต่อมา สำหรับสร้างเซลล์และเป็นผลไม้สำหรับแพร่พันธุ์ เห็นหรือยังครับ อาหารเราก็ต้องมาจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ

                นี่คืออาหารเบื้องต้นของสัตว์ที่กินอาหารพืชเป็นอาหาร สัตว์พวกนี้เราเรียกว่าสัตว์กินพืช Herbivorous และอีกพวกหนึ่งกินหมดทั้งพืชทั้งเนื้อสัตว์ พวกนี้ภาษาไทยคงต้องเรียกว่า กินไม่เลือกหน้า Omnivorous พวกที่กินเนื้อสัตว์ล้วน ๆ กินพืชไม่เป็น เรียกว่าพวกกินเนื้อ Carnivorous มนุษย์นี่เป็นจำพวกกินไม่เลือกหน้า ก็คือ Omnivorous

                เรากินพืชพวกที่มี  เม็ด  ผล เมล็ดใน ราก เราก็ได้พวกน้ำตาลหรือเรียกให้มันยุ่งยากก็เรียกว่า คาร์บอไฮเดรด นอกนี้ก็ยังได้น้ำมันพืช และโปรตีนอีกด้วย แค่นี้ก็พอจะดำรงค์ชีพอยู่ได้ แต่ไม่รู้ว่ามนุษย์เราดอดมากินอาหารพวกเนื้อสัตว์ตั้งเมื่อไหร่ นอกนี้ในบางสมัยเราก็ยังหัดกินเลือดกินเนื้อคนอีกด้วย เช่นที่ปฏิบัติบนเกาะบอร์เนียว พวกคิวบันและไฮติในหมู่เกาะคาร์ริบเบี้ยน สมัยโคลัมบัส พวกนี้เรียกว่า Cannibal (คำนี้เพี้ยนมาจากคำว่า Carribean )  และที่พูด ๆ กันในสังคมทั่ว ๆ ไป ว่ากินเลือดกินเนื้อ ผมก็ไม่รู้กินกันยังไง ถ้ามีความรู้ก็โทรศัพท์ เล่าให้ฟังกันหน่อยนะครับ ผมมีอีเมล์ ส่งมาได้เลย 

                ส่วนเนื้อสัตว์ โดยมากเรากินแต่สัตว์ที่กินพืชเสียส่วนใหญ่ เช่น วัว ควาย แพะ แกะ เป็ด ไก่ พวกสัตว์ใหญ่ที่กินสัตว์อื่นเราก็อาจจะกินบ้างเช่นปลา หมู(ก็เหมือนคนนั่นแหละ กินไม่เลือก เหมือนกัน บางที่ก็กินเหล็กกินปูน เช่น ถนนทั้งสายก็ยังกินหมดได้ ) เนื้องู แม้กระทั่งจระเข้ แต่สัตว์ใหญ่และดุร้าย มักไม่นิยมกินกัน เพราะกลัวว่า เราจะถูกมันกินเสียก่อน ในเนื้อสัตว์ก็มีน้ำตาลในกล้ามเนื้อ ในเลือด แต่เราสนใจแต่เนื้อที่เรียกกันว่าโปรตีนนั่นแหละ นอกนี้ก็ไขมัน เช่นขาหมู น้ำมันหมู น้ำมันวัว แพะ แกะ นอกนี้เรายังได้ไขมันและน้ำตาลจากน้ำนมของสัตว์ใหญ่กินหญ้า เคี้ยวเอื้องพวกนี้ น้ำนมสัตว์นี่เราเอามาทำเนยอ่อน เนยแข็ง อาบังยังเอาไว้ทาหนวด ให้มันมันและเรียบ โอ้ ไหน ๆ จะกินสัตว์เลี้ยงพวกมีปีก คือฟาดให้มันหมดเรียบไปทั้งครอบครัว ก็อย่าลืมกินไข่ของพวกมันแถมอีก

                อาหารที่เรากินเข้าไปพวกนี้ มันทำให้เราอิ่ม อิ่มแล้ว หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ใช่แล้วครับ ก็ต้องพักผ่อน ให้เลือดมันหมุนเวียนเข้าไปในท้องมาก ๆ พวกกระเพาะกับลำไส้จะได้ทำงานได้เต็มที่ ย่อยแล้วก็ดูดซึมอาหารเข้าร่างกาย เมื่อเลือดมัวแต่หมุนเวียนไปที่ส่วนท้อง ส่วนสมองและกล้ามเนื้อก็ขาดเลือดไปหน่อย เขาเรียกว่าเพลียและง่วงนอน ต้องของีบเสียหน่อย ธรรมดา เอาเลย ถ้าไม่ถูกนายจับได้ ไล่ออกก็ทำไปเลย ในประเทศยุโรปแถวประเทศฝรั่งเศส สเปน โปร์ตุเกส เขาปิดร้านกันหมดหลังอาหารเที่ยง ให้ทุกคนได้พักกลางวันกัน มาเปิดร้านก็ตอนบ่ายสี่โมง ตื่นขึ้นมาทำงานสมองจะได้โปร่งใส จะได้มีความคิดสร้างสรรค์ แล้วเขามากินอาหารค่ำอีกมื้อก็ตอน แปด เก้าโมงแล้ว

                อาหารที่เรากินนี้ ร่างกายเอาไปทำประโยชน์มากมาย แต่จะแบ่งออกเป็นใหญ่ ๆ สองประการคือ

                ประการแรกให้พลังงาน อาหารที่เรากินเข้าไปนั้น ที่สำคัญอยู่สามตัว คือ แป้งหรือน้ำตาล คาร์บอไฮเดรด ตัวนี้ให้พลังงานพอสมควร ได้ 4.1 Kilo-calories ต่อ กรัม เขียนย่อ ๆ เป็น 4 Cal.  ตัวถัดมาก็คือ โปรตีน ให้พลังงานเท่ากับคาร์บอไฮเดรก และตัวที่ให้พลังงานมากที่สุดก็คือ ไขมัน หรือน้ำมัน ให้ได้ถึง 9.2 Cal.  พลังงานที่เราใช้ ก็คือเอาไว้ให้ร่างกายอบอุ่น เช่นโลกทางอเมริกาเหนือ เขาต้องการมากที่สุดตอนหน้าหนาว ส่วนทางบ้านเราคงเอาไว้ใช้ขับเหงื่อเสียมากกว่า

ส่วนที่สองเอาไว้ทำให้เนื้อเยื่อทำงาน ตั้งแต่ให้เซลล์ทำงาน เช่นเซลล์ของกล้ามเนื้อทำงาน อันนี้นับว่าใช้มากที่สุดของร่างกาย นอกนี้ก็เป็นการทำงาน แบบเงียบ ๆ ของเซลล์อื่น ๆ เช่น หัวใจเต้นตลอดเวลา ลำไส้บีบตัว เซลล์สมองทำงานทางสื่อสาร เซลล์แบ่งตัว จำพวกนี้แหละที่ต้องใช้พลังงานทั้งนั้น

                ส่วนที่สาม อาหารสร้างร่างกายให้โต ซ่อมแซม และป้องกัน Building and Protective  อย่างที่เห็นชัด ๆ ก็ในเด็กที่เติบโต ต้องใช้วัตถุก่อสร้างดี ๆ เพื่อให้ร่างกายโตไว ๆ และถูกกับสเป๊ค วัตถุที่ต้องการมากที่สุดก็คือ พวกโปรตีน เนื้อนมไข่ เป็นต้น พวกคาร์บอไฮเดรดก็ต้องการมาก ไขมันก็ใช้เยอะ นอกนี้ก็ต้องพวกแร่ธาตุต่าง ๆ คอยปรุงแต่งเสริมด้วย

เนื้อเยื่อต่าง ๆ เมื่อทำงานไปก็สึกหลอ ไม่ว่าในเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็ต้องซ่อมแซม ต้องเปลี่ยนใหม่ ตัวอย่างที่เห็น ๆก็เม็ดเลือดแดง ต้องถูกทำลายแล้วสร้างใหม่ทุก 120 วัน ผิวหนังเราก็ต้องคอยลอกคราบ เมื่อถูกแดด ความแห้ง ความชื้นมาก และตามเวลาของมัน ผิวชั้นนอกที่ป้องกันก็เสีย ต้องเปลี่ยนใหม่อยู่เรื่อย ชั้นใหม่ดันชั้นเก่าทิ้งไป เมื่อร่างกายเกิดมีเชื้อโรค เนื้อเยื่อก็ถูกทำลาย เม็ดเลือดขาวที่ป้องกันตัวเราก็ตายพร้อมกับเชื้อโรค ก็กลายเป็นหนองที่เราเห็น ๆ เมื่อร่างกายเจ็บป่วย ยิ่งพวกหลังผ่าตัด ร่างกายทรุดโทรมมาก ต้องซ่อมแซมมาก เราก็ต้องกินอาหารให้มาก อาหารพวกนี้จะเข้าไปทดแทนส่วนที่ขาด และซ่อมแซม อาหารจำพวกสร้างร่างกายพวกนี้ต้องเป็นอาหารที่ต้องมีคุณภาพ และต้องเป็นอาหารตัวที่ร่างกายตอนนั้นต้องการมากด้วย ไม่ใช่ล่อแต่ผักดอง ไม่กล้ากินเนื้อกินไข่ กลัวแผลจะอักเสบ

                อาหารที่ร่างกายเราต้องการทั้งพลังงานและเสริมสร้างจะต้องสมดุลกัน ฝรั่งเขาถึงเรียกว่า Balanced Diet ไงเล่าครับ ถ้าน้อยไปก็ไม่มีแรง ผอมโซ ไม่มีความต้านทาน เชื้อโรคก็เข้าแทรกแซงได้ง่าย อย่าว่าแต่เชื้อโรคเอย เดินหกล้มนิดเดียว กระดูกพาลจะหักเอาดื้อ ๆ