Get Adobe Flash player

กลับมาเรียนรู้วิชาที่ควรรู้ของพวกเราดีกว่า โดย นพ.สุวัฒน์ สุวรรณวานิช

Font Size:

วิชา Ayuraveda เปล่าครับ ผมไม่ได้พูดถึงอยุธยา เมืองเก่าของประเทศไทย ภาษาอังกฤษที่ผมเอามาขึ้นต้นหัวข้อ เราลองแปลเป็นภาษาไทยดูซิ ว่าเป็นอะไรกันแน่ แปลตามตัวเลยครับ อายุรเวดะ เดาออกหรือยังครับ อายุร แปลว่าอายุยืนยาว เวดะ ในภาษาไทยเขาเขียนเป็น เวท แปลว่าความรู้หรือวิชา ฉะนั้น Ayuraveda ควรจะแปลว่า อายุรเวท นี่คือแขนงวิชาการแพทย์ที่เก่าแก่ของอินเดีย มีมาก่อนlสมัยพระพุทธเจ้าประสูติเสียอีก จำแพทย์ประจำตัวของพระพุทธเจ้าได้ไหมครับ ที่ชื่อว่า ชีวกโกมารภัต นั่นแหละยอดหมอทางวิชาอายุรเวทละครับ เรื่องของท่าน ผมจะหาเวลาเล่าให้ฟัง

 

 

ปัจจุบันนี้ วิชาอายุรเวท ยังแพร่หลายอยู่ในอินเดีย  แพทย์แผนปัจจุบันของอินเดีย จะต้องเรียนรู้ถึงวิชานี้เกือบทุกคน

                ในประเทศอเมริกานี่ เขาแยกวิชาแพทย์รักษาโรคที่ไม่ได้เป็นแพทย์แผนปัจจุบันเป็นอีกแขนงใหญ่ ๆ แขนงหนึ่ง เรียกว่า Alternative Medicine คือว่าแพทย์อะไรที่ไม่มีดีกรีลงท้ายว่า Medical Doctor นอกนั้นให้เป็นหมอ ทาง Alternative Medicine หมด ฉะนั้นหมอทางนี้ควรจะเรียกว่าหมอชั้นสอง หรือหมอแผนชาวบ้าน หมอสำรอง หรือหมอแผนโบราณก็อาจจะได้ อายูรเวชของอินเดียนี่ก็ควรจะอยู่เป็นหมอสำรอง เผอิญแพทย์ไทย  เขาเอาวิชา Internal Medicine มาเรียกเป็น อายูรศาสตร์ ฉะนั้นอย่าได้ปนกันกับวิชาอายุรเวทนี้ เพราะคนละอย่างกัน.ตอนนี้วิชาแพทย์แผนโบราญนี้ กำลังรุ่งเรืองมาก ด้วยคำเล่าต่อ ๆ ไป โดยไม่มีสถิติหรือ ดาต้าเป็นตัวยืนยันมา หายกี่คน เสียชีวิตกี่คน ตายไปก็เงียบหาย เรียกว่า เวรกรรมนั่นแหละ โรงเรียนที่ชื่อดังต้องจบจากวัดโพธิ์   อันเป็นแหล่งรวบรวมสมุนไพรต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สอง                                                                              

อายูรเวทย์นี้ เขาใช้ธาตุทั้งห้าเป็นหลัก คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และ อากาศ และมันก็คงเกี่ยวข้องกับวิชาสมุนไพรของจีน และธาตุก็เป็น โลหะ ไม้ น้ำ ไฟ ธาตุดิน

ในการวินิฉัยและรักษาคนไข้  เขาชี้ให้เห็นว่า การที่เกิดโรคต่าง ๆ ได้นั้นเพราะ การไม่สมดุลย์ระหว่าง จักวาลภายในร่างกายเรา Microcosmic และสิ่งแวดล้อมทั้งหลายMacrocosmic เขาแยกบุคคลออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามเชื้อของธาตุ เขาใช้คำว่า Dosha-โทษะ (ทำไมธาตุมันเกี่ยวอะไรกับการมีโทษ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน)  ซึ่งอาจจะแปลว่าcombination ของธาตุ หรือธาตุผสมก็ได้ ไอ้ โทษะ หรือ คอมบิเนชั่นของธาตุนี่ก็มี สามโทษะ ตามลักษณะของบุคคล.

1. วาตะ Vata คือ บุคลิกภาพชนิดที่ไวทางธาตุลม และธาตุ อากาศ (เกิดมีธาตุ อากาศขึ้นมาได้อย่างไร ผมก็ไม่ทราบ ไหนบอกว่ามีแค่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ถามผมก็ไม่ได้ประโยชน์ เพราะผมรับหน้าที่ค้นและแปลเท่านั้น ) จะแสดงออกทางธาตุลมมากกว่า  ตำแหน่งของ วาตะอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ ช่องเชิงกราน กระดูก ผิวหนัง หู และขา วาตะนี่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การหายใจการหมุนเวียนของเลือด บุคลิกลักษณะจะเป็นคน เปลี่ยนแปลงง่ายทั้งทาง อารมณ์ และรูปร่าง แต่รูปร่างโดยทั่วไปจะเป็นคนผอมโปร่ง เส้นเลือดดำ(คือพวกที่หาเส้นเลือด ตอนเจาะเลือดและให้น้ำเกลือ สันกระดูกจะเห็นชัด) เป็นคนตัดสินใจง่าย แต่ทำอะไรลวก ๆ ไม่ละเอียด  มักเป็นโรคทางอารมณ์ นอนไม่ค่อยหลับ คือแบบ Type Aนั่นเอง.

2. ปิตะ Pitta เป็นบุคลิกภาพที่มีธาตุหนักไปทาง ไฟ และ น้ำ แต่จะแสดงออกทางธาตุไฟเสียมากกว่า ร่างกายสามารถในทางใช้พลังงาน คือปรับอุณหภูมิ และการย่อยอาหาร และดูดซึม เกี่ยวกับฮอร์โมนและน้ำย่อยต่าง ๆ ตำแหน่งของ ปิตะ จะอยู่ที่ กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ต่อมเหงื่อ เลือด ผิวหนังและ ตา ปิตะ เป็นคนเฉลียว ฉลาด พูดเก่ง เป็นคนที่มีเมตตา เป็นคนทำงานละเอียดอ่อน และสมบูรณ์ทุกอย่าง ชอบเป็นโรค กระเพาะอาหาร แน่นหน้าอกจากลมตี Heart burn โรคริดสีดวงทวารAnal Hemorrhoid

3. กผะ Kapha เป็นบุคลิกภาพ ที่มีธาตุหนักไปทาง ดิน และ น้ำ แต่จะแสดงออกทางธาตุน้ำ เช่นเป็นพวกเกี่ยวกับเสมหะ เป็นธาตุผสมที่ควบคุมเกี่ยวกับโครงกระดูก กล้ามเนื้อและไขมัน ช่วยป้องกันร่างกายด้วยพลัง และส่งเสบียงอาหารเลี้ยงร่างกาย สร้างภูมิต้านทาง สมานแผล ความทรงจำ ตำแหน่งของกผะอยู่ที่หน้าอก ปอด และ น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง.  บุคคลที่เป็น กผะ จะเป็นคนเฉื่อย ชอบนอน ร่างกายอ้วนท้วม ชอบเป็นโรคแพ้ภูมิ และโรคไซนัส เป็นโรคความดันและโรคหัวใจ บุคลิกที่ไม่ค่อยโกรธใครง่าย อภัยให้เสมอ และชอบช่วยเหลือคน เป็นคนแบบ Type B.

                อายูรเวทนี้ เขาว่าสาเหตุของการเป็นโรคมาจากหลายประการดังต่อไปนี้ กรรมพันธุ์ การเกิดและกำหนด ชอกช้ำภายในเช่นอาหารต่าง ๆ และภายนอก โทษะของแต่ละบุคคล นิสัยเช่นคนคล่องแคล่วหรือเชื่องช้า หรืออาชีพ อารมณ์  สถานที่ เช่นอยู่ในเมืองหรืออยู่กลางทุ่ง ในป่า คลื่นแสง คลื่นเสียง และกระแสไฟฟ้าก็เกี่ยวข้องด้วย (ไม่เห็นพูดถึงเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เลย.)

                หมอทางนี้เขาก็ต้องดูคนไข้ด้วย เพื่อทำการวินิจฉัยโรค แต่หนักไปทาง ชีพจร ลิ้น เล็บมือ และตา ชีพจรนี้เขาแบ่งเป็น12 อย่าง มือขวา 6 ลักษณะ มือซ้ายก็อีก 6 ลักษณะเหมือนกัน แต่ละลักษณะ เขาสามารถที่จะบ่งบอกไปถึงอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายได้ โดยการจับชีพจรนี่แหละ.

ส่วนลิ้นนั้น เพราะเขาว่าเป็นแผนที่แสดงของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ปอดอยู่ด้านหน้าของลิ้นทางด้านซ้ายและขวา หัวใจอยู่ตรงกลางของปลายลิ้น ตับอยู่ขอบซ้ายส่วนกลางของลิ้น ม้าม อยู่ทางด้านขวา กระเพาะอยู่ตรงกลางไตอยู่ตำแหน่งด้านในทางซ้ายและขวา ลำไส้อยู่เกือบติดคอหอยเป็นต้น สีและการเปลี่ยนแปลงของลิ้นเป็นการแสดงอาการของโรค ถ้าเป็นสีน้ำตาลหรือดำ ก็เพราะการเปลี่ยนแปลงของ วาตะโทษะ ถ้าสีซีดก็ขาดเลือดเป็นต้น ต่ออาทิตย์หน้า