Get Adobe Flash player

ทฤษฏีของ แก่ ตาย ตอน 7 โดย น.พ.สุวัฒน์ สุวรรณวานิช

Font Size:

ต่อไปก็มีการใช้รังสีต่าง ๆ เพื่อตรวจดูส่วนประกอบของอวัยวะ เช่นปอด กระดูก ถ้ายุ่งยากเข้าไปอีก เข้าก็จะฉายแสงที่เรียกว่า CAT Scan โดยให้รังสี แกมม่า ผ่านอวัยวะนั้นเป็น สองแนว ในระดับต่าง ๆ แล้วให้ คอมพิวเตอร์จัดรูปของอวัยวะนั้นเรียงกันเป็นแถวสิบกว่ารูป ดูแล้วก็เหมือน ๆ กัน แต่ผู้เชี่ยวชาญจะอ่านออกมาได้เลย ว่ารูปแต่ละอันมันอยู่ข้างหน้าหรือหลัง, อยู่บนหรือล่าง ได้เลย พูดแล้วก็เหมือนรูปสามมิติ แต่ถอดออกมาเป็นรูป ๆ มาถึงปัจจุบันเรามีวิธีตัดต่อดีขึ้นไปอีก และก็แพงหูดับขึ้นไปอีก ตรวจครั้งละ 1-2 พันเหรียญ คือ MRI

 ตอนนี้กำลังเฟื่องนัก ทั้งหมอและคนไข้ต่างก็อยากทำ MRI เทคนิค ที่ทำโดยใช้แม่เหล็กอย่างแรงเพื่อดูว่า อวัยวะนั้นมีส่วนน้ำอยู่มากหรือน้อยกว่าบริเวณอื่น เท่าไหร่ เพราะว่าร่างกายเรานี่ มันประกอบขึ้นมาได้ก็เพราะน้ำนี่เอง และแต่ละอวัยวะก็มีส่วนประกอบของน้ำต่างๆ กัน อย่างเช่นเนื้อสมอง บางส่วนก็แน่นกว่าเพราะมีน้ำน้อย บางส่วนก็เหลวเหมือนเต้าหู้อ่อน ถ้าสมองไม่มีน้ำประกอบก็จะกลายเป็นสมองอัดแห้ง นอกจากนี้ก็มีการเอาท่อหรือสายต่างๆ แยงเข้าในรูหรือช่องที่ร่างกายเราเปิด เอาไว้ให้  เช่นช่องปาก ช่องจมูก รูก้น เป็นต้น พวกนี้มีชื่อต่าง ๆ กันฟังเพราะดี เช่น gastroscopy จำไว้อย่างเดียวคำว่า  สโคปี้ Scopy แปลว่าเอาอะไรมาส่องรูเราละ หรือเรียกอีกอย่างว่าทะลวง เช่นทะลวงลำไส้  Colonoscopy บางทีขนาดไม่มีช่อง โดยธรรมชาติปิดเอาไว้อย่างมิดชิด คุณหมอยังอุตส่าห์ ผ่าหรือ เจาะรูจนได้ เพื่อเอาเครื่องเข้าไปส่องอย่างงี้ก็มี

อย่างเช่นในช่องท้อง หรือ  ผ่านช่องคลอดเข้าไปดูในช่องท้องน้อย   หมอดูได้ทั้งนั้น บางทีเขาก็อาจจะตัดเนื้อตัดหนังเราเอาไปย้อมสี แล้วส่องกล้องขยายดู เรียกว่า Biopsy. ที่เขาอยากดูที่สุดคือว่าเป็นเนื้อ มะเร็ง เมื่อหมอได้ diagnosis หมอก็จะวางแผนรักษา จะผ่าจะเฉือน เอาของจริงออกใส่ของเทียมแทน หรือจะรักษาด้วยยา  ทั้งฉีด ทั้งกิน ทั้งทา หรือฉายด้วยรังสี ถ้าเป็นมะเร็ง. 

                เมื่อเรียนรู้ถึง วิธี การของหมอแล้ว  ถ้าอยากจะรักษาตัวเอ็งก็ไม่ยาก เรียน เอาเอ็งก็ได้ หนังสือแพทย์เขาไม่หวง หาอ่านกันได้ ครับในประเทศอเมริกานี่น่ะ   ในห้องสมุด มักมีเช่น Merck Manual , Medical Dictionary, Anatomy ต่าง ๆ & Physician Desk Reference-PDR แค่นี้เอ็งก็พอจะอวดพูดแบบหมอได้แล้ว แต่ว่าในหนังสือ PDR ฉบับนี้  ถ้าจะใช้ยาต้องให้หมอเขียนใบสั่งให้. มีอีกเล่มคือ PDR Over the counterหรือ OTC ยาในตำราเล่มนี้หาซื้อได้เอ็งบนหิ้งร้านขายยา ไม่ต้องมีใบสั่งยา ถ้าใช้ได้ถูกต้องเวลาเจ็บป่วยจะช่วยประหยัดได้มากทีเดียว

ถ้าคุณเผลอเดินเข้าไปในห้อง Emergency Room ละก็อย่างต่ำ ๆ $ 300 ทีเดียว.  ถ้าไม่มีประกัน ก็ต่อรองกับเขาได้ ว่าเรามีรายได้น้อย ต่อรองว่าขอจ่ายเดือนละ สิบเหรียญเถิดนะคุณ ตอนนี้ยังต้องอยู่กับพ่อแม่อยู่

ก่อนอื่น ผู้อ่านจะต้องพยายามวิเคราะห์โรคให้ได้ก่อนว่าเป็นโรคอะไร  เช่นเจ็บท้อง มันอาจจะเกิดจากท้องผูกถ่ายไม่ออกมาหลายวัน หรือเกิดจากท้องเสีย ไส้ติ่งอักเสบ ท่อมดลูกอักเสบ เพราะยาที่กินมันก็เป็นคนละอย่างกัน แต่เรื่องปวดท้องนี่ต้องระวังหน่อย ถ้าเจ็บท้องน้อยด้านขวามือ และถ้ามีไข้ด้วย ต้องระวังโรคไส้ติ่งอับเสบไว้ให้ดี ถ้าสงสัยมาก ๆ กดตรงที่เจ็บ และเจ็บมาก ถ้าไม่รีบหาหมอ แล้วเกิดลามเป็นฝีแล้วแตกในท้อง ชาวบ้านเรียกว่าฝีในท้อง ละก็ยุ่งยากมาก ถ้าถึงมือหมอตรวจแล้วไม่ใช่ก็โชคดีไป ถ้าใช่หมออาจต้องผ่าตัด ทันก็อาจจะรอดได้ 

โรคทั้งหลายที่เกิดนี่ถ้าแยกออกได้ว่าโรคไหนกันแน่ คือว่าวิเคราะห์ได้ถูก จากนั้นมันก็ง่ายละ ยาบางอย่างที่หมอให้ใบสั่งมา ถ้าเกี่ยวกับเจ็บท้อง ก็อาจซื้อได้จากบนหิ้งก็ได้ ถ้าหมอสั่งTagamet 300 mg  ยากันกรดในกระเพาะ ซึ่งต้องซื้อด้วยใบสั่งยา แต่เราก็ซื้อ Tagamet  150 mg ใช้ครั้งละ 2 เม็ด ก็เท่ากับ 300 mg. ถ้าไม่ได้ Tagamet เอา Pepcid หรือ Zantac ก็ยังได้ รู้จักซื้อ ก็เจียด เงินมาก. ยาปวดท้องหรือยาแก้ถ่ายชนิด    ที่หมอสั่งโดยมากมักจะเป็น Lomotil หรือ Donnatal แต่เราก็หาซื้อ Immodium แทนก็เหมือนกันแหละครับ ส่วนท้องผูกมาหลายวันก็อาจจะต้องสวนกันละ มียาสวนหลายอย่าง Enema เช่น Mineral Oil, Fleet Enema

ยาแก้ปวดแข้งปวดขา พวก NSAIDs ซึ่งแรงกว่าพวก Tylenol ก็มีขายตามหิ้งด้วย เช่น ADVIL หรือ MOTRIN IB. ก็เช่นกัน ซื้อเอ็งแบบ 200 mg. ใช้สองเม็ดครั้งเดียว หลังอาหาร ส่วนยาแก้ปวดปวดแรง ๆ ที่เข้าพวก Codeine หรือมีเชื้อฝิ่นทั้งหลาย ต้องมีใบสั่งแพทย์ถึงจะซื้อได้ 

ถ้าโรคหวัด ก็มียาพวก Antihistamin ต่าง ๆ ตั้งแต่ยี่ห้อ Benedryl , Dimetapp เป็นต้น ส่วนอีกตัว แพร่หลายมาก คือ Actifed มันมีทั้งตัวยา Antihistamin กับ Pseudoephedrine ตัวหลังนี่ซึ่งเป็นตัวทำให้เส้นเลือดหดตัว เลยทำให้น้ำมูกแห้ง คนที่เป็นความดันสูงมากจะไม่แนะนำให้กิน  Actifed อาจเกิดอันตรายได้ ยาพวกแก้หวัดทั้งหลาย ที่มีตัวยา Antihistamin มักจะเกิดอาการง่วงนอนได้ ยาแก้หวัดที่ตั้งขายบนหิ้งนี้บางอย่างก็มียาแก้ไอปนอยู่ด้วย กับแอนตี้ฮิสตามิน คุณภาพก็ไม่แพ้ที่หมอสั่งนั่นแหละครับ ไข้หวัดที่เกิดโดยไวรัส ถ้าไม่มีโรคแซกซ้อน โดยมากจะหายเอง โดยร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมากำจัดมันเอง ภายใน 4-5 วัน. ทุกบ้านควรจะมีตู้ยาประจำ

 ที่มีประจำบ้าน อย่างน้อยควรมียาต่อไปนี้ไว้    1. ยาแก้ไข้ และแก้ปวด เช่น Tylenol มีทั้งยาเม็ดและยาน้ำ , Ibuprofen ที่ขายอยู่ก็มี Advil, Motrin IB  ส่วนยา Aspirin นั้น ไม่ควรให้เด็กกิน เพราะเกิดแผลงฤทธิ์ ทำให้สมองบวม เกิดอาการชักได้ อาจถึงตาย.

 2. ยาแก้ไอ แก้หวัด แก้อาการแพ้ Allergy อย่างที่ยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้น เช่น Dimetapp, Robitussin D-M, Actifed ยาพวกนี้นอกจากช่วยแก้อาการหวัดแล้ว ยังช่วยนอนหลับได้ด้วย แต่ระวังไว้เวลาตื่นนอนจะหัวเบา ๆ งง ๆ หน่อย

 3. Antibiotic Cream หรือ Ointments เช่น Bacitracin, Polysporin,  Neosporin รวมทั้ง น้ำยาล้างแผล คือ Hydrogen Peroxide อย่าลืม ผ้าหรือ เทปปิดแผลด้วย

 4. Saline Solution น้ำเกลือ น้ำยาไว้ล้างตา 

5. Syrup of Ipecac เป็นยาที่ทำให้อาเจียน เผื่อกินของพิษเข้า หรือกินยาเกินจำนวนจะได้ไม่ให้ซึมเข้ากระเพาะหรือลำไส้ จนเป็นอันตรายต่อร่างกาย.

6. Antacids หรือที่คนไทยเรียกว่า แอนตาสิด เช่น Mylanta, Maalox, ทั้งอย่างเม็ดและอย่างน้ำ นอกนี้ยังมีพวก H2 rceptor antagonist แปลว่ายาลดกรดในกระเพาะอีกชนิดหนึ่งก็แล้วกัน  เช่น Pepcid AC, Tagmet 200, Zantac 15. ยาพวกนี้รักษาโรคกระเพาะ ท้องอืดแน่น ปวดท้อง เพาะกินของเผ็ดมากไป ตัวผมเองยังคงชอบใช้ยาธาตุน้ำแดงที่นำมาจากเมืองไทย กินแก้ท้องแน่น เพราะกินอาหารมากไป

 7. ยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน เช่น Immodium ซึ่งให้ในผู้ใหญ่ซึ่งหาชื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ นอกนี้ก็มี Kaopectate, Pepto-Bismal ใช้กับเด็กก็ได้เป็นพวกยาน้ำ ถ้าเด็กมีอาการท้องล่วง และอยู่ระหว่างอายุที่ต้องกินน้ำนม ก็ต้องให้งดดูดน้ำนม แต่ให้น้ำยา suppliment เช่นพวก Pedialytes แทน อย่างน้อยน้ำ เซเว่นอัพก็ยังดี ถ้าต้องงดให้น้ำนม.

 8. ที่วัดไข้ Thermometer ในสมัยนี้มีแบบวัดไข้แบบสอดที่หู แพงหน่อยแต่สะดวกด้วย ไฟฉาย, ที่หนีบถอนเสี้ยน Bandage, Elastic bandage  ผ้า กอซ gauze  กระบอกยางดูดน้ำมูกและเสลดในคอ สำหรับเด็ก .