Get Adobe Flash player

แก่- เจ็บ (ตาย) ตอน 9 น.พ.สุวัฒน์ สุวรรณวานิช พ.บ.

Font Size:

               ฝอยมาตั้งนาน ยังไม่ได้แสดงถึงเรื่อง แก่และเจ็บเลย  ก่อนอื่นต้องให้ผู้อ่านเรียนเป็นหมอกับผมสักนิด  ว่าหมอทั้งหลายที่คุยนักคุยหนา ว่ารักษาโรคเก่งน่า เขาทำยังไงบ้าง มันต่างจากของจีน,ไทย แขกและแบบชาวบ้าน ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Alternative Medicine  คำนี้ไม่รู้จะแปลยังไงถูก เพราะไม่เคยเห็นในภาษาไทย แล้วผมก็จากบ้านมาตั้ง 30 ปีแล้ว ไม่ค่อยได้อ่านตำราภาษาไทยมากนัก ถ้าจะแปลคงต้องเรียกว่า" เวชทดแทน หรือ เวชสำรอง  จำพวกนั้นแหละ ฟัง ๆ ดูก็เพาะหูดีเหมือนกัน

หมอแบบปัจจุบันนี่ (ซึ่งมักจะมี พ.บ. หรือ M.D. ต่อท้ายชื่อ คนจีนเขาจะเรียกว่า อุยซือ ถ้ามาจากเมืองนอกจะเรียกว่า อุยฮักพักสือ ฟังแล้วให้เสียวตับดี เพราะชวนให้คิดถึงผีกระสือที่ชอบกินตับ )  มักจะเป็นพวกจู้จี้หน่อย ก่อนอื่นต้องให้เห็นคนไข้ก่อน ไม่ว่าที่ไหนก็ได้ ยกเว้นบางแห่งที่ไม่น่าจะรักษาคนไข้กันได้ เช่นในห้องส้วมหรือในซ่อง  ยกเว้นแต่พนักงานสาธารณะสุข ที่เขาต้องไปควบคุมเรื่องติดโรคทางเพศเท่านั้น

หมอนี่จะต้องมีจิตใจตอนนั้นว่า เขาและคนไข้เป็นบุคคลที่เสมอกัน ในทุกด้านของการเป็นมนุษย์ เป็นการผิดจรรยาแพทย์อย่างร้ายกาจ ที่ให้คนไข้นั่งพับเพียบบนพื้น แต่หมอนั่งบนเก้าอี้ที่สูงกว่า อย่างที่เห็นในรูปหนังสือพิมพ์ จากเมืองไทย  เมื่อหมอแนะนำตัวเองเรียบร้อยแล้ว  ก็จะถามคนไข้ แล้วก็จะมาถามถึงอาการที่เป็น หรือที่มาหาหมอ นั่นแหละ แล้วก็มาถึงประวัติ โรคในอดีต ทั้งของครอบครัวด้วย อาการต่าง ๆ นั้น ภาษาอังกฤษว่า Symptoms อาการพวกนี้หมอจะมอง, ฟัง, คลำหรือดม ไม่ได้หรอก อย่างปวดหัว ปวดท้อง คัน เป็นต้น หมอได้แต่ฟัง แล้วก็ถาม แล้วแต่โรค เหมือนนักสืบอย่างนั้นแหละ ถ้าหมอที่ชำนาญก็โดยมากจะถามเข้าท่ากว่า และก็เดาโรคได้พอสมควร  อาการที่คนป่วยบอกเล่านี้ ภาษาฝรั่งบอกว่าเป็น Subjective complaints หรือ Symptom

แต่ยังก่อนหมอยังบอกไม่ได้หรอก ว่าเป็นโรคอะไร ต้องถามประวัติอื่น ๆ อีกมากมาย บางทีทั้งคนไข้และญาติ จะรู้สึกรำคาญมาก จะรู้จะถามไปถึงไหน สู้หมอเณรน้อยไม่ได้(สมัยตอนผมจบแพทย์ใหม่ๆ) พอมองหน้ารู้เลยว่าต้องกินยาอะไร ไม่ต้องถามด้วยว่าเป็นอะไรมา เสียเวลาเปล่า ๆ อย่างงี้ก็ดีเหมือนกัน คือว่าหายก็เร็ว ตายก็เร็ว ที่หมอทั้งหลายจู้จี้ถามซอกแซก ก็เพราะอยากจะรู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ รักษาทีเดียวหายเลย ไม่ต้องกลับมาอีก เดี๋ยวหาว่าเลี้ยงโรค และที่สำคัญ เขาจะถามว่าแพ้ยาอะไรบ้าง บางคนไข้ก็อยากจะเท่  เพราะเคยได้ยินคนอื่นว่าแพ้นี่แพ้นั่นเลยอยากแพ้กับเขาบ้าง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่เคยแพ้อะไรมาก่อน แต่กลัวว่าจะแพ้น้อยกว่าคนอื่น เดี๋ยวจะไม่เท่ เลยซี้ซั้วว่า ให้เหมือนคนอื่นเขา เช่นแพ้ เพนนิซินลิน ซัลฟา แพ้ยาแก้ปวดชนิดต่าง ๆ

และอีชั้นต้องกินยาแพงหน่อยถึงจะหาย เพราะดื้อยากับยาถูก ๆ หมอของอีชั้นเขาจะไม่ให้ ยาห้าแสน (เพนนิซิลลินห้าแสน unit) เพราะกลัวแพ้ ต้องให้กินยาโอมเมินตีนถึงจะหาย" เอาละซี่ คนไข้เล่นบังคับหมอเลย ทั้ง ๆ ยังไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร แล้วอ้ายเพนนิซิลลินกับ"โอมเมินตีน" Augmentin นั่นนะมันอยู่ในตระกูลเดียวกัน ถ้าแพ้ตัวแรก มันก็ต้องแพ้ตัวที่สองได้เหมือนกัน แล้วหมอยังอาจจะถามถึง โรคเก่า หรือประวัติการผ่าตัด หรือโรคประสาท ต่าง ๆ   

 คนไข้ก็ได้แต่บ่นในใจว่า ถามหาพ่อ หาแม่อะไรกันหนักหนา จริงนะซี่ หมอลืมถามถึงโรคของ พ่อแม่ ทวด โคตรนั่นแน่ เลยต้องถามให้สมใจหน่อย สมใจกับคนไข้ที่นั่งบ่นในใจนั่นแหละ  แค่ฟังจากคนป่วยเล่าให้ฟัง เท่านั้นยังไม่พอ หมอยังต้องถามซอกแซกให้รำคาญใจเล่น     

ที่ถามก็คงมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าคนไข้บอกว่าปวดหลัง แล้วก็ให้ไปดัดหลังอย่างนั้นแหละ คนไข้เขาอาจจะเป็นโรคอื่นก็ได้ เช่นมะเร็งของกระดูกสันหลัง หมอนกระดูกแตก เส้นประสาทถูกทับ โรคของไต หรือโรคของตับอ่อนก็ได้  จะไป ซี้ ซั้ว เหมาว่ากระดูกเคลื่อนเสียทุกคนไม่ได้นา  ขั้นต่อไปหมอก็ต้องลงไม้ลงมือเองละ ไม่ใช่ไปเตะต่อยคนไข้นะครับ ผมหมายถึงการตรวจ เริ่มตั้งแต่ความร้อน ชีพจร ความดัน การหายใจ น้ำหนัก ส่วนสูง ตรวจตั้งแต่เส้นผมลงถึงนิ้วเท้าถ้าจำเป็น ด้วยตาดู หูฟัง คลำ และดม

เรื่องการดมนี่จริงนะครับ  อย่างคนกินเหล้า คนเป็นโรคปอด โรคไตพิการ  คนเป็นโรคแผลเน่าเป็นต้น  ได้กลิ่น  อย่างงี้ต้องให้รู้ได้ทันที ไม่ใช่หมอเอ็งก็เมาเหล้าด้วยแล้วมาเข้าเวร เจอคนไข้เมาเหล้าเข้ามา เลยไม่รู้ว่ากลิ่นเหล้าของใครกันแน่ อย่างงี้ก็มีด้วย คนกินเหล้า มักจะใช้น้ำหอมใส่ตัวเสียจนหอมฟุ้งไปหมด บางทีก็เอามาบ้วนปากด้วย น้ำหอมบางยี่ห้อทำด้วยแอลกอฮอล์ชนิดที่ดื่มได้ด้วย สะดวกดีชนิดนี้ คือว่าเมาแล้วยังหอมอีกด้วย

ตรวจแล้วถ้าเจออะไรต่าง ๆ ที่ผิดปรกติอย่างนี้เขาเรียกว่า การแสดงออก Signs  ไม่ใช่คนไข้จะต้องมาแสดงอะไรให้ดูเล่นอย่างงั้นนะครับ ถ้าหมอเจอที่แสดงออก เขาว่าเป็น Objective findings แปลว่าหมอตรวจเจอเอง การที่ได้ Symptoms และ Signs แล้ว โดยมากถ้าเป็นโรคที่ไม่ซับซ้อน หมอจะลงความเห็นเกือบ 80-90% ว่าเป็นโรคอะไร เรียกว่าได้ Diagnosis  --วิเคราะห์โรค  ถ้าซับซ้อนมาก และหรือ คนไข้สามารถจ่ายเงินให้หมออย่างไม่อั้น ก็ต้องทำ แล็บ หรือ เทสต์ ( Lab or test )  ถ้าเป็นคนไข้แบบ HMO เขาจะตัดพวก เทสต์ออก ถ้าจำเป็นต้องทำ หมอต้องขออนุญาตจากเสมียนก่อน ถ้าเสมียนเปิดหนังสือคู่มือแล้ว ว่าไม่จำเป็นหมอก็ไม่กล้าทำ เพราะหมอต้องเสียเงินเอง 

การทำ เทสท์ ทั้งหลาย ก็มีมากมาย ตั้งแต่การตรวจปัสสาวะ เจาะเลือด เพื่อดูเม็ดเลือดต่าง ๆ  สารเคมีของเลือด ดูสารฮอโมนทั้งหลาย  ตัวเชื้อโรคต่าง ๆ และสารที่เชื้อโรคปล่อยออกมา เช่นเชื้อเอดส์ เชื้อโรคซิฟีลิส เป็นต้น ของที่หล่อเลี้ยงร่างกาย ต่าง ๆ เช่น อ๊อกซีเจนต์ น้ำตาล เกลือ โปรตีนทั้งหลาย สารที่ร่างกายต้องการถ่ายเทต่าง ๆ  ภูมิต้านทานต่าง ๆ และอีกมากมาย ฉะนั้นถ้าไปหาหมอเพื่อเจาะเลือด จะต้องบอกว่าจะเจาะเพื่อหาอะไร หมอก็จะรู้ว่าจะหาตัวไหนจะได้สั่งทำให้ถูกต้อง อย่าไปพูดสมาร์ท กับหมอว่า ผมอยากจะเจาะเลือดหมด อาจจะโดนเข้าไปหลายร้อยดอลล่าร์ก็ได้ ถ้าไปเจอหมอที่โลภเข้า เพียงแต่เจาะะเลือดก็ยุ่งขนาดนี้แล้ว  (ต่ออาทิตย์หน้า)