Get Adobe Flash player

เนื่องจากคุณหมอสุวัฒน์ติดธุรกิจบางประการไม่สามารถส่งบทความได้ ทางเสรีชัยขอนำบทความพิเศษ ร้อยแก้ว โดย วัลลภา ดิเรกวัฒนะ มาแทน

Font Size:

พีรพงศ์ (พีท) เพิ่มแสงงาม ชาวไทยคนแรกของหน่วยเก็บกู้ระเบิดสหรัฐฯ ตำรวจไทยในกรมตำรวจ นครลอสแอนเจลิส มีความสามารถรอบตัว นำความภาคภูมิใจให้แก่ชุมชนไทยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี... ตอนที่ 5

 

ปัจจุบันกฎหมายไม่ให้อเมริกันเหยียดผิวรัดกุมมาก ดีกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ผมต้องให้เครดิตพี่วรวุฒิ ตอนจบใหม่ๆ เขาไม่ให้พี่วรวุฒิขับรถ บอกว่า...คนเอเชียขับรถไม่เป็น...พี่เขาก็สู้ เท่ากับปูทางให้กับรุ่นน้อง เป็นประตูเปิดรับพวกเราเข้าไป...

เมื่อ 24 ปีก่อน เป็นตำรวจใหม่ๆ ผมก็ถูกล้อเลียน ต้องอดทน ถ้าหน้าบางก็อยู่ไม่ได้ ผมลงมาจากที่ประชุมแล้วเข้าแถวรออาวุธ พวกฝรั่งบอกว่า...มาเข้าแถวรออะไร ต้องไปตัดหญ้าไม่ใช่หรือ...ผมสะอึกไปเหมือนกัน คิดว่าต้องสู้ด้วยความดี ต้องโชว์ให้ได้ วันนี้ผมถึงได้มาเป็นครูฝึกพวกเขา พวกอาวุโสก็ต้องมาเรียนกับผม ถ้าเราท้อตอนนั้นก็เป็นไม่ได้ คนเราหนีไม่พ้นเรื่องนี้ แต่ยุคใหม่ดีขึ้นมาก เพราะมีกฎหมายลงโทษเรื่องเหยียดผิวรุนแรง     

...ย้อนกลับไปตอนที่ผมสอบเข้าได้ ดีใจมากที่เป็นตำรวจแอลเอพีดี เพราะเรดแลนด์เป็นเมืองคนสูงอายุ ขโมย ปล้นจี้นานๆ ครั้ง ทำกลางคืนแทบหลับ ทำได้ 6-7เดือน ก็คิดว่าเป็นตำรวจทั้งที  ต้องได้บู๊ ผมจึงไม่อยากเลื่อนไปขั้นสูง ไม่ชอบงานนั่งโต๊ะ

ผมมั่นใจว่าสอบได้ ประวัติและผลงานทำมาดี รู้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เวลาสัมภาษณ์ก็ถูกถามว่า ทำไมอยากมาเป็นตำรวจแอลเอ ผมตอบว่า ที่แอลเอมีทุกชาติศาสนา เหมือนเป็นศูนย์รวมนานาชาติ ประชาชนไทยก็เยอะ ในฐานะที่ผมเป็นคนไทย สามารถช่วยเหลือชุมชนไทยได้ เขารับเลย หากไม่เป็นตำรวจเรดแลนด์มาก่อน ใช้เวลารอ 6 เดือนถึงหนึ่งปี กว่าจะเข้าได้ ผม 3-4 เดือนก็ได้

พ่อแม่ผมอยากให้ช่วยธุรกิจมากกว่าและผมเรียนทางด้านการตลาด แต่พอเห็นว่าผมมีใจรักก็ยอม  ผมเข้าแอลเอพีดี คุณพ่อภูมิใจมาก ส่วนผมตื่นเต้นมากว่าได้บู๊แน่นอน ที่ภูมิใจที่สุดคือ มันเป็นความฝันที่เป็นจริง เข้าฝึกที่โรงเรียนตำรวจเหนื่อยมาก ต้องฝึกต่อสู้ทางยุทธวิธี วิชายิงปืน วิชาต่อสู้ป้องกันตัว วิชาเขียนรายงาน วิชาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เรียนกฎหมาย เรียนภาษาสเปน เพราะที่แคลิฟอร์เนียมีพวกเม็กซิกันมาก ระหว่างที่ฝึกที่โรงเรียนตำรวจ บรรยากาศหนาว มีต้นสนเยอะ ยิ่งทำให้ผมนึกถึงตอนเรียนที่อินเดีย  

ปี 1989 หลังจากฝึกครบ 6 เดือน ออกไปฝึกงานหนึ่งปี รวมทั้งหมดราวปีครึ่ง ฝึกงาน เริ่มที่สถานีตำรวจฮอลเลนเพ็ค ที่อีสต์ แอลเอ รับแจ้งความ เหมือนเรียนก.ไก่ ข.ไข่ ดูการหมุนเวียนของรายงาน  แล้วออกไปเป็นสายตรวจ เขาจะดูว่าเรามีไหวพริบดีไหม วิชาที่ฝึกมาเรากล้าไหม ช่วงนี้ถ้าเขียนไม่เก่ง ไม่คล่อง ก็ถูกไล่ออก แต่ถ้าผ่านปีครึ่งเขาไล่ออกไม่ได้แล้ว นอกจากประพฤติผิด

สมัยนั้นมีหนังเรื่อง Color เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฆ่าพวกแก๊ง ทุก 2-3 วัน แก๊งเม็กซิกันยิงกันสนั่นหวั่นไหว ได้เห็นศพบ่อยมาก ทำให้ผมกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาหลักฐาน ข้อมูล ได้เห็นความแตกต่างจากตอนไปฝึกตำรวจที่เมืองไทย ก็คือมีรถปอเต็กตึ๊งมาก่อน เก็บหลักฐานและถ่ายรูปให้ตำรวจไทยเรียบร้อย เล่นเอาผมงง ที่นี่ยิงหรือฆ่ากัน ตำรวจไปก่อน เราต้องรักษาหลักฐานทุกอย่าง เพื่อส่งให้พวกตำรวจเชี่ยวชาญ พวกนักสืบเข้าไปตรวจว่าใครผิดใครถูก เพราะเหตุนี้จึงต้องกั้นเทปสีเหลืองไม่ให้คนเข้าไป เพื่อเก็บหลักฐาน พวกรอยเท้าและอื่นๆ

ช่วงแรกๆ ที่สถานีตำรวจอีสต์ แอลเอ ผมหัวปั่น กำลังเขียนรายงานแทงกันยังไม่ทันเสร็จ ก็มีเหตุทะเลาะวิวาท ชกต่อยกัน  ยังเขียนรายงานเรื่องนี้ไม่จบ แก๊งยิงกันอีกแล้ว เปรียบกับสมัยที่อยู่เรดแลนด์ ผิดกันเลย เหมือนขับรถช้าไปเรื่อยๆ แล้วเปลี่ยนเป็นวิ่งเร็ว ผมเกือบไปถึงที่เกิดเหตุไม่ทัน สมัยนั้นมีตำรวจหลายคนพูดว่า  เป็นตำรวจแอลเอหนึ่งปี เท่ากับเป็นตำรวจกรมอื่น 5 ปี เป็นตำรวจแอลเอแล้วจะไปทำที่ไหนก็ได้

ผมมีรุ่นพี่เป็นครูคนหนึ่งในสมัยเรียน ชื่อ แคม แซนเชส ยศ 3 เท่าผมตอนนี้ ไปสมัครเมืองเล็กๆ ทางเหนือ ได้เป็นอธิบดี และจากเมืองเล็กๆ ตอนนี้เป็นอธิบดีเมืองซานตา บาร์บาร่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และยังเป็นอยู่ถึงปัจจุบัน ที่แปลกคือยศเท่าผม ไม่ต้องไต่จากคอมแมนเดอร์ เพราะเขามีประสบการณ์มากจากตำรวจแอลเอ กรมเล็กๆ ยอมรับ 

หกเดือนแรกผมได้เห็นทั้งคนตาย เพิ่งยิงกันสดๆ วุ่นวายเกือบไปไม่รอด มีคดีหนึ่งสยองขวัญมาก ครอบครัวนักธุรกิจจีน-เวียดนาม มีลูก 3 คน คนโตผู้หญิงอายุ 14 ปี คนกลาง 9 ขวบ คนเล็ก 4 ขวบ มีร้านค้าหลายแห่ง สมัยนั้นคนจีนเอาเงินเก็บไว้ใต้เตียง พวกแก๊งรู้ก็ขับตามตอนกลับบ้าน ถือโอกาสขณะที่กำลังนั่งกินข้าวพร้อมกันทั้งครอบครัว ยกเว้นลูกสาวคนโตเอาผ้าไปซักเครื่องที่หลังบ้าน

พอมีเสียงเคาะประตู ลูกคนกลางไปเปิด พวกแก๊งถลันเข้ามา 3-4 คน เอาปืนจ่อแล้วมัดมือ มัดเท้าทุกคนเอาไว้ ในเวลาเดียวกันลูกสาวคนโตเปิดประตูเข้ามา โจรฉุดตัวเข้าไปรวมในกลุ่ม ปกติลูกสาวใส่แว่นหนาเตอะแต่วันนั้นไม่ได้ใส่ เห็นหน้าคนร้ายไม่ชัดจึงขมวดคิ้วแล้วจ้องมอง แก๊งโกรธว่าพยายามจำหน้า ยกปืนจ่อหน้าผากแล้วยิง ล้มลงขาดใจตายต่อหน้าพ่อแม่ แก๊งช่วยกันรื้อทรัพย์สินแล้วหนีไป

ข้างบ้านได้ยินเสียงปืนก็โทรแจ้งตำรวจ ผมไปถึงแต่ไม่ทันคนร้าย เข้าไปเห็นสภาพเจ้าทุกข์ ศพเด็กผู้หญิงเหมือนในหนัง เลือดอาบเป็นรูที่หน้าผาก เสียงพ่อแม่ลูกร้องไห้กันระงม เหมือนใจจะขาด ใจผมก็แทบจะขาดไปกับเขาด้วย อยู่ท่ามกลางคนที่กำลังทุกข์แสนสาหัส ผมต้องออกมานอกบ้าน พยายามหายใจลึกๆ ถ้าอยู่ข้างในคงร้องไห้ตาม

กลับถึงบ้าน ผมคิดหนักว่าเป็นงานที่สมควรจะทำต่อไปดีหรือไม่ อยากบู๊นักก็เลยเจอของจริง ช่วง  3 วันแรก เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตตำรวจ ผมเกือบลาออก ถ้าเห็นอย่างนี้บ่อยๆ มันหนักเกินไป จนกระทั่งวันที่ 4 ผมคุยกับตำรวจอาวุโสคนหนึ่งว่าไม่เคยเจอคดีที่โหดร้ายอย่างนี้ เห็นแล้วใจมันทรุด

พี่อาวุโสบอกว่า ตำรวจทุกคนต้องผ่านตรงจุดนี้ทุกคน บางคนอาจพบช้าบางคนพบเร็ว แต่ผมเจอหลังจากเป็นตำรวจได้แค่ 3 เดือน ก่อนหน้าเคยเห็นเป็นสิบๆ ศพ แต่ไม่สะเทือนใจเพราะเป็นพวกแก๊งนักเลง พอเจอครอบครัวเอเชียที่มีความผูกพันเหมือนกับพวกเรา เลือดก็เลยขึ้นสมอง เศร้าและหดหู่

ผมอยากให้ผู้อ่านเห็นใจตำรวจบ้าง ถ้าผมไปทันแก๊งแล้วเห็นสภาพศพในที่เกิดเหตุ สมัยนั้นผมยังไม่เป็นผู้ใหญ่มากนัก อาจยิงพวกแก๊งทั้งหมด โชคดีที่มันหนีไปหมดแล้ว เวลาปะทะกับคนร้าย ตำรวจถูกกล่าวหาว่าทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ผมคิดว่าตำรวจทำไปเพราะเก็บกดความรู้สึกไว้เยอะ ในที่สุดแก๊งนี้ถูกจับได้ที่รัฐเท็กซัส พวกแก๊งเวียดนามจะมีเน็ทเวิร์ค พอทำผิดก็บินไปที่เมืองอื่นหรือรัฐอื่น เช่น ซานโฮเซ่หรือเท็กซัส

ผมคิดขึ้นได้ว่าถ้าเราตัดสินใจไม่ออกจากตำรวจในตอนนั้นก็ต้องสู้ต่อไป  ต้องแก้สถานการณ์ หลังจากคดีนั้น ผมสามารถแยกความรู้สึกได้ ว่าเราเป็นบุคคลที่สามเข้าไป ทำใจให้เหมือนดูหนัง ในสมัยนั้นเป็นตำรวจใหม่ๆ ผมยังแยกไม่เป็น เอาหัวใจไปใส่กับเขาเลยหนัก ตำรวจฝึกผมให้แก้สถานการณ์ เรียนรู้วิธีว่าที่ยิงไม่ใช่พราะความเกลียด แต่เขาจะยิงเรา ถ้าเขาฆ่าคนแล้วยอมแพ้ เรายิงเขาไม่ได้ 

งานตำรวจเป็นงานที่ฆ่าตัวตายมากที่สุดกว่าอาชีพอื่น มี 2 ประเด็น สิ่งแรก เครียดจากที่เห็นความตายแทบทุกวัน ความแตกต่างระหว่างความเป็นกับตายแค่นิดเดียว บางทีเข้าไปเห็นพวกแกงค์ถูกยิง ยังหายใจอยู่ ขาดใจตายขณะที่จ้องหน้าผม ทำให้ตำรวจเห็นความจริงว่าความตายมันไม่ยาก แต่คนที่ทรมานคือครอบครัว คนที่เรารัก ประเด็นที่ 2 ตำรวจพกปืนตลอด ฉะนั้นอารมณ์ชั่ววูบทำให้ตัดสินใจได้ทันที

ผมเคยท้อตอนที่ฝึกหนัก พยายามเอาลบเป็นบวก ก็ต้องกลับไปที่พ่อสอนว่า...ของดีมายาก ของไม่ดีมาง่าย ถ้าจะเป็นตำรวจที่ดีต้องอดทน ถ้าง่ายทุกคนก็เป็นกันหมดแล้ว...ผมใช้เวลาระยะหนึ่งให้อดทน แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ก็รอดมาได้

งานหลักของแอลเอพีดี คือการเป็นสายตรวจ ออกตรวจตราความปลอดภัยบนท้องถนน สายตรวจคือหลักการ แต่ละวันตระเวนไปตามถนน จับรถเร็ว ขโมยรถ จับยาเสพย์ติด ปล้นปั๊มน้ำมัน ปล้นธนาคาร พวกร้านลิเคอร์จะโดนปล้นบ่อยมาก ตำรวจสายตรวจจึงต้องปะทะกับคนร้ายแถวนั้น ถ้าไปถึงที่เกิดเหตุทัน แต่ถ้าไม่ทันก็ต้องเขียนรายงาน

ผมเป็นสายตรวจอยู่ 5 ปี ปีที่ 6 ไปอยู่หน่วยจับแก๊ง ตอนที่ผมทำเขาเรียกว่า CRASH ย่อมาจาก Community Resource Against Street Hoodlum ยุคนี้ตำรวจหน่วยจับแก๊งเรียกว่า GED ซึ่งย่อมาจาก Gang Enforcement Detailและทำหน่วยยาเสพย์ติด   ต้องปลอมตัวเป็นผู้ร้ายไปซื้อยา ก็ท้อว่าทำไมถึงปราบยาเสพย์ติดไม่หมด จบคนนี้ก็มีอีกสิบคนรออยู่

คดีแรกจำแม่น ตื่นเต้นมาก ต้องไว้หนวดเคราปลอมตัวไปล่อซื้อยา ไปรู้จักกับผู้ร้ายคนผิวดำที่ติดยาและขายยา ตำรวจมีประวัติแต่ต้องการรู้ว่ากลางคืนไปเอายาเสพย์ติดมาจากไหน ก่อนเข้าไปทางกรมพิจารณาว่าผมเข้าไปคบกับเขาได้ โดยไม่ให้สงสัยว่าเป็นตำรวจ

ฉากและเหตุการณ์ในวันนั้น ไม่ต่างไปจากหนังฮอลลีวูดที่สร้างขึ้นมา เพียงแต่ผมต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงจริงๆ เป็นเขตขายปลา มีโรงงาน ผมแต่งชุดคนงาน ทำท่าทางให้ดูว่าเหน็ดเหนื่อย พูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง เข้าไปซื้อกาแฟแล้วคุยกัน คุยไปคุยมาผมบอกเขาว่าอยากซื้อยา

เขายังไม่ขายให้เพราะเขาก็กลัวเหมือนกัน ถามว่าผมเป็นตำรวจหรือเปล่า ผมทำเป็นพูดไม่ชัดว่าไม่ใช่ตำรวจ ทำงานที่ตลาดปลา คืนนี้จะไปปาร์ตี้จึงอยากได้ยา เขาบอกว่ากำลังรอยา.      

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

บรรยายภาพ   ผมกับคุณพ่อทวี ตอนกำลังเรียนที่โรงเรียนตำรวจ