Get Adobe Flash player

สุราก็แปลว่าเหล้า โดย น.พ. สุวัฒน์ สุวรรณวานิช

Font Size:

 

 

               หะแรก        คนกินเหล้า

          ต่อมา              เหล้ากินเหล้า

          สุดท้าย             เหล้ากินคน

 “ตีวงเข้ามาเลย เรามีเหล้าอย่างดี ยี่ห้อบุ้นกุ้ยโล้ว(แปลว่าน้ำหวานของดอกกุหลาบ) อีกทั้งเหมาไถ ชนิดติดไฟได้ ส่วนท่านผู้หญิงนะครับ ผมเตรียมเหล้า ซินเฟนเดล ซึ่งดีกรีไม่แรงนัก แช่น้ำแข็งเย็นเฉียบเลย ท่านหัวนอกทั้งหลายผมก็มี คาเบอร์เน่ต์ ซอวียอง รอท่านอยู่ แต่ถ้าจะดื่มแชมเปญ ดอม เปอริยองก็ต้องไปซื้อเอาเองละครับ กับแกล้มก็เนื้อย่างน้ำตก เป็ดย่าง แหนมสด แหนมอิสาน ลาบหูหมูเตรียมมาเรียบร้อยทุกอย่าง เชิญเลยครับ ทางข้างในนี้ มาเจอแขกทั้งนั้นที่ท่านรู้จัก งวดนี้ผมจ่ายเงินเอง ไม่ต้องเกรงใจ ผมเพิ่มได้เงินจากขายบ้านเก่า เลี้ยงแค่นี้มันสักเท่าไหร่ เอาให้เมาเลย แต่ขออย่างเดียว อย่าอ๊วกบนพรมก็แล้วกัน ไปอ๊วกที่ห้องส้วมเถิดครับ จะขอบคุณมาก”

เมื่อดื่มกันเรียบร้อยยังพอจะมีแรงฟังผมเล่าเรื่องสามก๊กสักหน่อย ผมจะเล่าแต่สามก๊ก ฉบับแต้จิ๋ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับของใครทั้งนั้น คนสำคัญที่จะเล่าคนนี้ก็คือ นายพลเตียวหุย จอมสุราบาน ถ้าใครจำไม่ได้ก็จะบอกให้ นายเจ๊กขายหมูนั่นไง เดิมทีแกเปิดโรงเตี๊ยมขายเหล้าด้วย ก็เพราะนิสัยชอบกิน เหล้านั่นแหละ ตอนหลังเซ็งลี้อีไม่ดีเพราะมีพวกโจรโพกผ้าเหลืองเที่ยวก่อกวนไปทั่วราชอาณาจักฮั่น ทำให้เศรษฐกิจปั่นป่วน คนก็มาซื้อหมูน้อยลง ส่วนคนมานั่งกินเหล้าก็ไม่มีเงินจะจ่าย แถมเถ้าแก่อีกินเหล้าเก่งด้วย ล่อกันเป็นไห ๆ ทุกวัน อย่างงี้ไม่เจ๊งจะไหวหรือ ตอนหลังอีอารมณ์ไม่ดีเพราะเซงลี้ไม่ฮ้อ เมื่อเมาเข้าทีไร มักจะอาละวาด แล้วก็เที่ยวทุบตีลูกจ้างให้เจ็บตัว ลูกจ้างต่างคนต่างก็หนีเอาตัวรอด ไม่อยู่ทำงานด้วย “เจ้านายเฮงซวย เงินเดือนติดมาสองเดือน ตัวอีก็เมาทั้งวัน ทวงเงินเดือนทีไร อีก็กระทืบอั๊วทุกที อย่างงี้ไม่อยู่ละ ไม่เอาเงินดีกว่า ซี่โครงอั๊วถูกอีเหยียบหักทั้งสองข้างเลย อั๊วไปละ ซวยซิบหาย อ้ายหน้าเคราคนนี้อีมันผีบ้าชัด ๆ” เมื่อลูกจ้างหนีหมด อีก็ต้องปิดทั้งร้านขายหมูกับขายเหล้า เดินทางเข้าเมืองหลวงไปหางานทำดีกว่า

เรื่องก็มาลงเอยตอนที่เจอ เล่าปี่และกวนอู คนหนึ่งก็เป็นคนทอเสื่อ แต่เผอิญแซ่เล่าเดียวกันกับฮ่องเต้ ก็เลยโมเมว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ อีกคนก็เป็นนักเลงท้องถิ่น ที่หนีออกจากบ้านเมืองตัวเองมา เพราะไปฆ่านักเลงเฮงซวยที่เที่ยวรังแกชาวบ้าน จนถึงตาย เลยต้องหนีคดีมาเมืองหลวง มาหางานทำเหมือนกัน ส่วนเล่าปี่นั้น ด้วยคนมันจนลง จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อเสื่อมาปูนอนเล่า แม้ข้าวยังไม่มีจะกิน คิดว่าก็คงจะมาหางานทำในเมืองหลวงเหมือนกันแหละ

ด้วยบุพเพสันนิวาส(แบบพี่น้องกันนะครับ) ต่างก็มาเจอกันที่โรงเตี๊ยม พอเหล้าลงคอหน่อย ต่างก็คุยกันฟุ้งเลย ถูกอกถูกใจ ก็แหงละซี่ เพราะต่างก็ซัดสุราเข้าไปเสียจนเข้าที่ อะไร ๆ ก็ โอเค หมดล่ะ เสร็จแล้วก็ไปที่สำนักงานสมัครงาน หลังจากนั้นก็เลยชวนกันไปกราบไหว้ฟ้าดินนับถือกันเป็นพี่น้องที่สวนดอกท้อ(Peach Garden) โดยขอว่า “แม้วันเกิดจะไม่ได้เป็นวันเดียวกัน แต่วันตายก็ขอร่วมตายในเวลาเดียวกัน” ฟังแล้วตื้นตันใจเป็นบ้าเลย

รักกันจริง ก็ต้องนอนโรงเตี๊ยมเดียวกัน สามคนก็เลยนอนห้องเดียวกัน ถูกเป็นบ้าเลย พอสร่างเมาตอนเช้า นึกขึ้นได้ว่าที่สำนักสมัครงานนั้นมันเป็นที่รับเกณฑ์ทหารนี่หว่า เลยต้องรีบแต่งตัวไป รับใบตอบรับเป็นทหาร ทั้งสามคนสอบผ่านหมด เพราะเอ๊กซเรย์ปอดแล้วไม่เป็น ที บี กันสักคน ตรวจโรคก็ไม่เป็นโรคผู้หญิงสักคน แล้วก็กลับโรงเตี๊ยมไปฟาดเหล้าต่อ คอยแต่วันเขาจะเรียกเข้าค่ายเท่านั้น ช่วงนั้นก็รอที่โรงเตี๊ยมไปก่อน.

ในสามคนนี้ แน่นอนเตียวหุยอีควักเงินตลอด เพราะเป็นพ่อค้าเก่า แม้ร้านจะเจ๊งไป แต่เงินทองยังมีอีกหลาย กวนอูจะกินข้าวจุที่สุด(ทางเหนือเขาฟาดแต่หม่านโถวกับเส้นหมี่ ไม่ค่อยกินข้าวกันหรอก เพราะมันแพง) แต่ตำราไม่ยักบอกว่ากินกับข้าวเก่งด้วยหรือเปล่า ส่วนเตียวหุยก็ฟาดแต่เหล้า ข้าวปลาไม่ค่อยกิน นักสุราถือว่ากินเหล้ากับอาหารด้วยกันจะทำให้เหล้าออกฤทธิ์ไม่ถึงใจ (เพราะอาหารจะไปรบกวนการดูดซึมของเหล้าเข้าสู่ร่างกาย) เพราะเมาตลอดเวลาเลยไม่มีเวลาโกนหนวดเครากัน ปล่อยกันไว้รุงรังอย่างงี้แหละ เท่ดี ส่วนเล่าปี่อีก็เดินอ้อนแอ้น หุ่นพอ ๆ กับนายกชวนของเรานั่นแหละ เขาเรียกว่าหุ่นดี ตอนหลังเลยได้เมียตั้งสองคน(ผมหมายถึงเล่าปี่ ไม่ใช่นายกชวน นายคนนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ขนาดคนสวยที่บริการบนเครื่องบิน มาง้อก็ยังไม่เอาเขาอีก ช่ะ คนอะไร หล่อเสียเปล่า ไม่เอาไหนเลย) กินข้าวน้อย ฟาดแต่กับข้าวอย่างเดียว อาจจะตอนขายเสื่อ เซ็งลี้ไม่ค่อยดี ก็เลยประหยัด แถมไม่ค่อยมีเงินจ่ายค่าอาหาร อาศัยแต่เตียวหุยน้องคนเล็กเป็นคนจ่าย พอได้โอกาสก็เลยซัดกับข้าวมากหน่อย เรียกว่าเกรงใจกัน.

เมื่อได้รับคำสั่งให้ออกรบ ก็จะออกจริง ๆ แต่ เอ๊! ไม่เห็นมีทหารร่วมด้วยสักคน อ๋อ! ที่บอกให้ออกรบ หมายความว่า ต้องอาสาจริง ๆ ไม่ว่าเสื้อผ้า อาวุธ ผู้คน ม้า เสบียงอาหารทั้งหมด ออกเอง ทั้งสามคนก็เลยต้องไปหาอาวุธ เล่าปี่ซื้อดาบคู่เป็นเครื่องมือ เตียวหุยได้ทวนหนักพอถนัดมือ ส่วนกวนอูต้องคุมช่างทำง้าวหนัก 82 ชั่ง ยาว 11 ศอก จากนั้นก็ประกาศรับอาสาสมัครผู้คนที่จะไปปราบโจรผ้าเหลือง การจะให้คนอื่นเป็นลูกน้องก็ต้องแสดงฝีมือให้ดูกันหน่อยว่าลูกพี่ลื้อมีหยังเก่งถึงจะเป็นลูกพี่อั๊วได้ กวนอูซึ่งสูงถึง 6 ศอก (ก็คงเจ็ดฟุตละมั่ง) และถือง้าวยาว 11 ศอก หน้าแดง ดูไกล ๆ เหมือนเทพเจ้ามายืนอยู่ แถมร่ายรำทวนที่หนักอึ้งให้เบาเหมือนไม้ตีหมา ผู้อาสาต่างก็ยอมสยบนักถือ ก็รับทหารสมัครได้ถึง 500 คน

เรื่องออกรบนั่นนะ ทั้งสามคนก็ได้ปราบโจรผ้าเหลืองได้มากมาย จนชื่อเสียงโด่งดัง ในขบวนออกรบนี้ กวนอูเก่งที่สุด อีเล่นเขาตกใจ ตอนเห็นรูปร่างและหน้าตา เลยได้ทีเอาง้าวยาวเกี่ยวคอเขาเป็นเห็นหัวหล่นลงดินทุกทีไป แต่อย่างว่าไม่มีเส้นสายและรู้จักการเข้าหาผู้ใหญ่เส้นไหว้โดยยกรถเบนซ์ให้ (โดยเฉพาะพวกขันทีที่ไม่มีพุ่มพวงในวังหลวงทั้งหลาย)  คนอื่นปราบได้หน่อยก็ได้รับแต่งตั้งให้กินเมืองนั่นเมืองนี่ มีตำแหน่งเป็นอ๋อง แต่ทั้งสามคนก็ยังเป็นนายทหารก๊อกก๋อยอย่างนั่นแหละ แม้จะปราบได้มากกว่าคนอื่นก็ตาม นี่คือความเป็นมาของสามพี่น้องร่วมสาบานที่รักใคร่กลมเกลียวกัน เรียกว่าตายแทนกันได้ละ

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับโคลงญี่ปุ่นที่ผมเขียนไว้ตอนเปิดฉาก ใจเย็น ๆ ซิครับดื่มเหล้าต่อไปก่อน เดี๋ยวจะเล่าต่อ เอ้า! คุณทำไมอ๊วกใส่เสื้อผ้าตัวเองเสียละ ว้า เหม็นไปหมด รีบเข้าห้องน้ำไปเช็ดออกเสีย อาบน้ำได้เลยยิ่งดี จะได้ตื่น

การเป็นนักดื่มตัวยงของเตียวหุยนั้น ก็ทำให้เสียการเสียงานไปหลายครา ครั้งแรกเกิดขึ้น เมื่อเล่าปี่ซึ่งเป็นจ้าวเมืองซีจิ๋ว อันเป็นเมืองเอกของราชวงศ์ฮั่น เมื่อได้รับคำสั่งให้ไปปราบอ้วนสุด เลยบอกให้เตียวหุยรักษาเมืองไว้ ก่อนไปก็ให้สาบานว่าจะไม่ดื่มสุราแม้แต่หยดเดียว เพราะดื่มที่ไรจะต้องมีเรื่องทุกที

เมื่อเล่าปี่จากไป เตียวหุยก็รักษาคำมั่นสัญญาอยู่แค่สองชั่วคืน ปากมันเปรี้ยว อารมณ์หงุดหงิด ก็เลยหาโอกาสว่าเลี้ยงขุนนาง จัดมีการเลี้ยงอาหารสุราขึ้น ตั้งใจจะดื่มแต่จอกเดียว ดื่มไปดื่มมาชักเข้าที แล้วก็ลุกขึ้นยืนจะให้ทุกคนดื่มพร้อมกันเพื่อถวายพระพร มีขุนนางคนหนึ่งชื่อ โจป้า (ไม่ได้เป็นญาติโยมกกับโจโฉ)  เป็นคนไม่ดื่มสุรา อาจเพราะนับถือศาสนาขงจื๊อก็ได้ ก็ปฏิเสธไม่ยอมดื่ม เตียวหุยซึ่งกำลังเมาอยู่ก็ให้นึกโมโห ก็ให้ทหารเอาตัวไปลงโทษขั้นเบา แต่โจป้าก็ได้แต่ขอร้องว่าตัวเองแก่แล้ว และรับราชการมานาน อย่างน้อยก็ให้เห็นแก่หน้า ลิโป้ ซึ่งเป็นลูกเขย คำว่าลิโป้ทำให้เตียวหุยเดือดดาลยิ่งนักเพราะไม่ชอบขี้หน้าลิโป้ซึ่งเป็นคนที่เขาตราหน้าว่าเป็นจอมทรยศหักหลัง ก็เลยสั่งลงโทษให้จงหนัก ลงหวายโบย 50 ครั้ง จนเหลือแต่ลมหายใจระทวย ๆ

โจป้าเจ็บใจยิ่งนักกับอ้ายขี้เหล้าเมายาเตียหุย จำจะต้องแก้แค้นให้ได้ ก็เลยนัดแนะกับลิโป้ซึ่งกินเมือง เสียวหมาย(ชื่อดีกว่านี้ไม่มีแล้วหรือ หรือไม่ก็เอาเสียวซี่หมดเรื่องไปเลย) เมืองเล็ก ๆ ชั้นจัตวาซึ่งห่างจากเมืองซีจิ๋วไม่มากนัก ว่าให้ยกทัพมาตีเมืองซีจิ๋วตอนยามสอง ซึ่งตอนที่เตียวหุยจะเมาเหมือนหมา ตัวเองจะเป็นไส้ศึกเปิดประตูเมืองคอยรับอยู่

เตียวหุยเห็นว่าภายในเมืองเรียบร้อยทุกอย่างก็เพลินกับการดื่ม และก็ชวนนายทหารทุกคนให้มาดื่มด้วยทุกคืน คือมีการดื่มถวายพระพรกันคืนละหลาย ๆ สิบรอบ เมากันทั้งเมือง จนระเบียบทหารของเมืองหย่อนยาน ไม่มีวางยามการป้องกันรักษา แน่นอนพอลิโป้บุกมาเข้าเมืองตอนดึก ก็ไม่มีทหารคอยต่อสู้อย่างแข็งแรง  เตียวหุยได้ยินเสียงรบกันถึงตกใจตื่นรีบคว้าทวน บุกหนีเอาตัวรอดคนเดียว นี่เป็นการเสียเมืองซีจิ๋วเพราะสุราแท้ ๆ เลย

ดื่มจนหัวขาด

นี่เป็นครั้งแรกที่เหล้าทำให้เตียวหุยต้องเสียเมืองไป พอเล่าปี่กลับมาก็ต้องหารังใหม่อีก ยังไงก็ตามเล่าปี่ก็หาเมืองจนได้ ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมีขงเบ้งช่วยอยู่แล้ว

ครั้งเมื่อกวนอูพี่คนรองที่เก่งกล้าในการรบต้องเสียชีวิตลง เพราะความหยิ่งยะโส และปากเสีย

มันเกิดเรื่องขึ้น เมื่อซุนกวนอ๋องแห่งแคว้นหวูได้ให้คนมาสู่ขอลูกสาวของกวนอูเพื่อไปเป็นลูกสะไภ้ เพื่อให้เกิดสัมพันธไมตรีของทั้งสองรัฐ กลับได้รับคำตอบจากกวนอูว่า “บุตรสาวของเรานี้เป็นชาติเชื้อเหล่าเสือ ไม่สมควรจะให้เป็นลูกสะไภ้ของสุนัข” เพราะคำพูดประโยคนี้ทำให้อ๋องซุนกวนเจ็บใจนัก จึงระดมกำลังเข้ารบพุ่งกับกวนอู ทั้ง ๆ ที่กวนอูได้รับคำสั่งมาว่าห้ามออกไปรบ เพียงแต่ปิดประตูเมืองเกงจิวไว้ กองทัพใหญ่จะมาช่วย กวนอูก็ไม่เชื่อ ออกรบ จนต้องเสียเมือง และตัวเองถูกจับโดยนายพล ลิบองของฝ่ายซุนกวน แล้วก็ถูกตัดหัว ตอนอายุ 50 เท่านั้น.

(อ่านต่อฉบับหน้า)