Get Adobe Flash player

สุราก็แปลว่าเหล้า (5) โดย น.พ.สุวัฒน์ สุวรรณวานิช

Font Size:

 (ความเดิมตอนที่แล้ว)

อาการเมาเหล้ามักจะไม่ค่อยมีในสมัยก่อน คือก่อนที่จะคิดค้นวิธีกลั่นเหล้า เพราะเหล้าสมัยก่อนคงมีดีกรีแค่ 14 % เป็นอย่างเก่ง จนมหาวิทยาลัยแพทย์ที่เมือง เซราโน่ ประเทศอิตาลีในสมัยศตวรรษที่สิบสี่เขาค้นพบวิธีกลั่นเหล้าให้รุนแรงจนถึง 50% เลยทำให้คนเมาเหล้าและกลายเป็นขี้เหล้าเมาสุรากันมากขึ้น ดังนั้นก็จงโทษพวกหมอในสมัยก่อนเถิดครับ ที่อุตริค้นวิธีมอมเมาคนขึ้นมา

พยายามอ่านและเข้าใจเรื่องที่ผมจะเล่านี้ จะได้ไม่เสียดายที่ผมอุตส่าห์หลอกล่อให้อ่านมาถึงตอนนี้ มันอาจจะยากหน่อยตามภาษาหมอของผม

เมื่อสุราผ่านเข้าปากแล้วไหลตามหลอดอาหาร ลงสู่กระเพาะแล้ว ก็ต้องผ่านเข้าลำไส้ซี่ครับ มันจะถูกดูดซึมที่ในลำไส้เล็กนี่แหละเป็นส่วนใหญ่ก่อนที่จะเข้าไปในเลือด ที่จะเหลือให้ลำไส้ใหญ่คงไม่ได้แอ้มละครับ อย่าเข้าใจผิด เหล้าถูกดูดซึมในกระเพาะเพียงนิดเดียวเท่านั้น ระดับเหล้าจะขึ้นสูงสุดในเลือดก็ราว ๆ 30-90 นาที ซึ่งแล้วแต่ว่าจะมีอาหารในท้องมารบกวนหรือเปล่า เพราะแอลกอฮอลนี่มันละลายได้ในน้ำอย่างกลมกลืน ที่ไหนมีน้ำผ่านไปได้มันก็ขอติดตามไปด้วย มันจะไปตามทุกส่วนของร่างกาย

มันจะถูกทำลายโดยการเปลี่ยนรูปที่ ตับ โดยสารย่อยทำลายหลายตัว ตัวแรกอ่านว่า  ADH ตัวนี้มีในทุกคนที่เริ่มหัดดื่ม เพราะตอนนั้นร่างกายเรายังไม่รู้จักฤทธิ์ของสุรา คือว่ายังเป็นพรหมจรรย์อยู่ ร่างกายก็เลยเอาอะไรต่ออะไรช่วยกันผสมจนสามารถทำลายสุราได้ รวมทั้ง ADH นี่ด้วยแต่ในคนที่กินเหล้าจนเป็นนักสุราบาลแล้ว พระเจ้าจะประทานของวิเศษมาให้ เรียกว่า NADPH-cytochrome P-450 reductase ในตับและจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย เพื่อจะทำลายสุราลงให้กลายเป็น Acetaldehyde ซึ่งก็เป็นสารพิษเหมือนกันที่ต้องถูกกำจัดในขั้นต่อไป

เพราะอ้ายตัวห้า ร้อย เอ้ย ไม่ใช่ P-450 นี่แหละที่อธิบายได้ว่าทำไมคนจำพวกสุราบาลนี่ถึงดื่มเหล้าเก่งกว่าคนที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน (ผมก็ไม่รู้เขาเรียกว่าสุราบาลหรือเปล่า แต่คงจะถูกต้องละครับ เพราะผู้ชำนาญการรักษาก็เรียกว่าพยาบาล คนที่เชี่ยวชาญเรื่องวัวควายก็เรียกว่าโคบาล ถ้าผู้ชำนาญการพิชิตสุราก็คงต้องเป็นสุราบาลเป็นแน่) พวกดื่มเก่งพวกนี้นอกจากดื่มได้มากโดยร่างกายคอยกำจัดเหล้าให้เร็วยิ่งขึ้น แถมความอยากต่อความรุนแรงของเหล้าก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเรียกว่า Tolerance หรือแปลว่าสมองชักดื้อต่อเหล้าดีกรีอ่อน ๆ คือต้องฟาดมันมากขึ้นถึงจะสมความเงี่ยนของสมอง แถมพระเจ้าก็ส่งของวิเศษคอยกำจัดให้เร็วขึ้น ผลก็คือต้องดื่มให้มากขึ้นกว่าครั้งก่อนถึงจะสมใจ จากหนึ่งจอกเมื่อสองสามเดือนที่แล้ว มาเดี๋ยวนี้อาตี๋อีเก่ง อีตอกเข้าไปเป็นกั๊ก หรือหนึ่งส่วนสี่ขวด “อีกหกเดือนข้างหน้าลื้อดูซี่ อั๊วจะให้อาตี๋ฟาดทีละขวดเลย”

เอาละครับพักผ่อนสมองได้แล้วครับ ต่อไปนี้เรื่องง่ายเหมือนกินกล้วยปิ้ง ตอนเผาสุกใหม่ ๆ เมื่อสุราถูกทำลายครั้งแรกก็กลายเป็น Acetaldehyde อะเซทิ้วดีไฮด์ โดยอาศัย ADH Alcohol Dehydrogenase พระเจ้าตอนนี้ลำเอียงเข้าข้างแก่คนเอเชีย คือของพวกเราเป็นแบบ ADH2 มันทำงานเก่งกว่าของชาวฝรั่งเกือบ 30 % ของเขา เพราะของเขาเป็นแบบ ADH1

เมื่อเป็น Acetaldehyde  ก็ต้องถูกทำลายอีกครั้ง เพราะมันเป็นสารพิษ ต้องกำจัดออก เราก็มีน้ำยาละลายมัน หรือเรียกว่า ALDH ชื่อนี้ก็มีสองตัวคือ 1 และ 2 อย่างว่าพระเจ้าก็มีความลำเอียงอีกนั่นแหละ แต่ครานี้เข้าข้างคนขาว คือเขามีตัวเบอร์สองมากกว่า ALDH2 นี่มันจะทำลายสารพิษเสียส่วนใหญ่ พระเจ้าช่างไม่สงสารลูกช้างชาวเอเซียเลย ตัว ALDH 2 นี่ถึงได้มีน้อยในหมู่พวกเรา มีน้อยแล้วจะเป็นยังไง ก็ยังคงดื่มหัวราน้ำได้เหมือนกัน ก็เพราะ Acetaldehyde ถูกทำลายช้ามากโดยอาศัยแค่ ALDH-1 ตัวเดียว Acetaldehyde มันเลยทำพิษ ทำให้เกิดอาการ หน้าแดงเหมือนลูกมะเขือเทศสุก ปวดหัว เพราะเส้นเลือดขยายตัว ตัวคัน คนชอบเป็นโรคปวดหัว ไมเกรน Migrain ก็เลยปวดหัวไม่หยุด นอกนี้ก็มีคลื่นไส้ อาเจียร เกือบทุกครั้งที่ดื่มเหล้า อันนี้พ่อแม่มันจะสั่งสอนหรือไม่ก็คงไม่ได้ช่วยอะไรได้ โปรดจำไว้ว่า คนเอเชียดื่มเหล้าแล้วมีอาการแพ้มากกว่าคนขาว

จากตัว Acetaldehyde ก็ถูก ALDH 1หรือ 2 ทำลายเป็น Acetate ตัวนี้ร่างกายเอาเข้าเครื่องเตาเผาทำเป็นพลังงานของร่างกายเราได้ กลายเป็น น้ำและแก๊ส คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ได้ แถมได้พลังงานด้วย คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกทางปอด ไม่ใช่ที่เรอเออะ ๆ หลังดื่มเบียร์ อ้ายนี่เกิดจากแก๊สหมักเบียร์ คนละอย่างกัน แถมการเผาผลาญของแอลกอฮอลบริสุทธิ์ หนึ่งแกรมได้พลังงานถึง 7 แคลอรี่อีกด้วย

เมื่อนักสุราบาลอย่างชาวรัสเชียที่ชอบซัดวัดก้า 100 ปรู๊ฟสามจอกทีเดียว หรือพวกจีนที่ซัดเหมาไถก็คงเหมือนกัน เพราะเหล้ามันไปกัดเยื่อที่ปากและท่ออาหารอย่างทันที มันจะไปทำให้เซลล์ที่เกาะกันเป็นร่างแหป้องกันอันตรายฉีกขาดละลาย แล้วก็ซึมลึกลงไปกัดถึงเยื่อขั้นล่าง เป็นแผลตื้น ๆ ได้ และถ้าทำแบบนี้ทุกวัน มันก็ต้องทุกวันแหละ เขาถึงเรียกว่าสุราบาล หลอดอาหารอาจตีบ และกลายเป็นมะเร็งในกาลต่อมา

เมื่อลงกระเพาะอาหาร สุราก็จะไปทำให้เยื่อที่ป้องกัน Epithelium ถูกละลาย แถมกระตุ้นให้น้ำย่อยและน้ำกรดออกมาก มันก็กัดกระเพาะอาหารตัวเอง เพราะเครื่องป้องกันขาดกระจุยเสียแล้ว มันกัดมากขึ้นถึงพื้นที่มีเส้นเลือดอยู่ กระเพาะอาหารจะแดงฉาน เส้นเลือดพร้อมที่จะแตก Acute Alcoholic Hemorrhagic Gastritis นี่แหละตอนรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัย หลังน้องใหม่ถูกมอมเหล้าก็อาจจะมีหลายคนที่กะอักเลือดออกมา ถ้าอาเจียนออกมามาก ขนาดเต็มกระโถน อาจขาดเลือดมากเสียชีวิตได้เหมือนกัน

เมื่อสุราลงไปถึงลำไส้เล็กก็ถูกดูดซึมอย่างเร็ว นอกเสียจากมีอาหารอยู่ด้วยคอยกันท่า เมื่อเข้าร่างกายหรือเลือดแล้วก็ไม่มีอะไรจะมายับยั้งมันได้ละ เพราะมันกินตามน้ำ คือไปกับน้ำกับเลือดนะครับ ไปที่สมอง เส้นประสาท กล้ามเนื้อ สุรานี่มันร้ายกาจมาก เพราะมันสามารถละลายและสมานเข้ากับไขมัน มันเข้าไปจับเกาะติดไขมัน Fatty Acid ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นประสาทและตัวเซลล์ของสมอง Neuronal Membrane Lipids ทำให้การทำงานของประสาทเสียไป หรือสมองก็มึนชาไป ที่ค้นพบสำคัญที่สุดคือมันไปรบกวนสารที่มีส่วนยับยั้งสมองที่เรียกว่า GAMA ทำให้สมองไม่มีอะไรมายับยั้ง เลยทำอะไรบ้า ๆ เหมือนอย่างสัตว์เดรัจฉานได้.เพราะทำให้ไม่ต้องคิดถึงขนบธรรมเนียม ศีลธรรม หรือกฎหมาย เขาเรียกว่า Freedom of Disasters

มีคำหนึ่งที่ลืมแจกแจงให้รู้แจ้งแดงแจ๋ คือคำ ALDH มาจากคำว่า Aldehyde Dehydrogenase คำไหนที่ลงท้ายด้วย ASE แปลว่าน้ำช่วยทำการเปลี่ยนแปลงหรือน้ำย่อย ภาษาเคมีเรียกว่า Enzymes ก็อย่างตัว ALDH คือตัวที่จะย่อย ALDEHYDE ไงครับ หายงงหรือยังครับ เหนื่อยกับภาษาพวกนี้จริง

กลับมาคุยเรื่องสุราใหม่ เมื่อกินเหล้านาน ๆ เข้า เซลล์หรือเนื้อของตัวเองจะถูกพิษสุราทำลาย โดยมีไขมันเข้าไปแทนที่เซลล์หรือเนื้อตับ Fatty Infiltration เซลล์จะพองตัว อาจใหญ่จนเป็นเม็ด cyst พุ ๆ พอง ๆ คือตับจะพองโตขึ้นและไม่เรียบ หมอเขาเลยเรียกว่า ตับโต Hepatomegaly ขั้นนี้ถ้าคนไข้กลับเนื้อกลับตัว ตั้งหน้าตั้งตากินเจ แต่ไม่ใช่เจที่ทำจากยอดข้าว ผมหมายความว่าหยุดกินเหล้ารักษาศีล และให้กินของพวกอาหารที่มีคุณค่าแต่ไม่ใช่อาหารจำพวก ชีวจิต อ้ายพวกนี้ยิ่งกินยิ่งตายทั้งเร็วเข้า  ตับอาจจะฟื้นตัวได้ อย่างต่ำเหลือแค่ครึ่งก็ยังดี เพราะตับมันพอจะงอกคืนมาได้ ถ้าไม่ยอมหยุดมันก็พังไปเรื่อย ๆ ไขมันที่แทรกอยู่ก็แตกสลายไป จากนั้นเซลล์ก็ตายมีพังพืดเข้าไปแทนที่เรียกว่า Fibrosis  ไฟโบรซิส หรือที่เขาเรียกว่าตับแข็ง เพราะมันทั้งหดทั้งตาย หมอเขาเรียกให้เท่ห์ว่า Cirrhosis เซอร์โรซิส อย่างที่จอมพลทรราชนักมั่วรักผ้าขาวม้าแดงเขาเป็นกัน ชักไม่ค่อยอยากบรรยายอาการอันทุเรศต่อ เพราะผมก็มีเพื่อน ๆ เขายังชอบดื่มอยู่มากเดี๋ยวจะทำให้เขาหมดสนุก แต่เอาเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องเขียนต่อซิครับ ลืมเพื่อนฝูงเขาไว้สักพัก หรือถ้าเขาเกิดได้อ่านก็คิดว่าผมทำบุญโปรดสัตว์ก็แล้วกัน

ก่อนจะถึงขั้นท้าย ๆ นี้ คนไข้จะเป็นโรคขาดอาหาร น้ำหนักลด ไม่มีแรง ตัวชักเหลืองหรือเขียวหน่อย ๆ เหมือนพระอินทร์ เนื้อตัวคันไปหมด ท้องเดินบ่อย

ตอนแรกหมออาจจะคลำตับเจอแต่ขั้นท้าย ๆ มันจะหดตัว ถ้าถึงตอนนี้แล้ว ท้องชักโตขึ้นเป็นน้ำในท้องเรียกว่าท้องมาร เขย่าท้องจะมีน้ำกระฉอก หน้าอกและท้องจะมีเส้นเลือดดำวิ่งให้เห็นสวย ๆ หลายเส้น ผู้ชายเกิดนมโตได้ด้วย Gynecomastia ไกเนโคแมสเตีย บางองค์ เฮ้ยไม่ใช่ดูผิดคิดว่าเป็นพระอินทร์ เพราะตัวเหลือง ๆ เขียว ๆ อาจมีอาการกระอักเลือดแล้ว เพราะเส้นเลือดดำที่ขยายตัวอยู่ในหลอดอาหารมันแตก ถ้าอยู่ถิ่นไกลก็คงเลือดออกจนตาย คนไข้ท้องบวมมาก พวกนี้จะบ่นท้องอึดอัดเหลือเกินอยากให้หมอดูดเอาน้ำในท้องออก เห็นบางคนพยายามเอาตะปูหรือเข็มแทงท้องตัวเอง เพราะอึดอัดจนทนไม่ไหว บางคนพอดูดน้ำเหลืองในท้องออกชักสบายก็หนีกลับบ้านไปดื่มต่ออีก ถ้าไม่ตายจากกระอักเลือดก็ตายเพราะหัวใจวายเพราะไม่มีอะไรเลี้ยงร่างกาย นอกจากเหล้า

(อ่านต่อฉบับหน้า)