Get Adobe Flash player

ใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง๖ โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

(จากการเขียนของนักศึกษา)

                นักศึกษาอเมริกัน พูดได้ถูกต้องตามสำเนียง สั่งสมคำศัพท์มาแต่เริ่มหัดพูด และเรียบเรียงคำไปตามตำแหน่งให้สื่อสารกันได้ในสังคมเดียวกัน เริ่มด้วยการได้ยินเสียงพูดรอบข้างจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และคนทั่วไปที่ไปมาหาสู่ พอเริ่มหัดพูด เสียงและคำที่ซึมซับในสมองก็ค่อยทะยอยออกมาเป็นคำๆ จนพัฒนาเรื่อยไปเป็นประโยคง่ายๆ สั้นๆ เมื่อถึงวัยหนุ่มสาว สังคมของเขากว้างขึ้น และสังคมของเขานั่นเองที่ช่วยกรองภาษาของเขาให้พัฒนาไปตามสภาพ หากอยู่ในสังคมที่ไม่เคร่งครัดหรือเข้าใจภาษาที่เป็นมาตรฐาน ภาษาของเขาก็จะเป็นเช่นนั้นไปตามสังคมของเขา

ในเวลาเดียวกัน คนอเมริกันที่อยู่ในสังคมที่มีการศึกษาสูงมีหน้าที่การงานที่สำคัญ การใช้ภาษาของคนกลุ่มนี้มีมาตรฐานในทุกด้าน ก็คงเป็นเช่นนั้นในทุกประเทศ ในประเทศไทยก็มีคนไทยที่ใช้ภาษาต่างระดับกันไปตามระดับสังคม สังคมที่มีพื้นฐานการศึกษามาก ย่อมคำนึงถึงการใช้ภาษาไทยที่ต่างไปจากคนชั้นกรรมกรที่ด้อยการศึกษาเป็นธรรมดา แม้จะต่างระดับทางด้านการศึกษา และพื้นฐานใดๆก็ตาม ทุกคนก็มีความทัดเทียมกันในโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง เพียงแต่ว่าจะพยายามฝ่าฟันกระทำหรือไม่

นักศึกษาที่มาเป็นลูกศิษย์ผมก็เช่นกัน มีทั้งที่มีอุตสาหะที่จะพัฒนาการใช้ภาษาของเขา ให้สามารถไต่เต้าบันไดสังคมที่เขาเห็นว่าแม้จะมีหลายขั้นก็ไปถึงด้วยแรงก้าวไปทีละขั้น และก็มีบางคนที่เรียนไปพอผ่าน ไม่มีความทะเยอทะยาน เพราะเห็นบันไดสังคมเพียงขั้นก็พอเพียงที่จะหาเช้ากินค่ำไปวัน ทุกคนมีโอกาส แต่ไม่ทุกคนเห็นค่าของโอกาส และมีสติปัญญาสร้างทางจากโอกาสที่อำนวย แต่หน้าที่การถ่ายทอดวิชาก็จะยังดำเนินไป ส่วนหน้าที่การพัฒนาการใช้ภาษานั้นปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของผู้ศึกษา เมื่อเขาเขียนมาผิด ก็แก้ไขอธิบายไป หลายเรื่องที่แก้ไขอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ทำต่อไปไม่ท้อหรือหมอหวัง ดังเช่นเรื่องการใช้ Apostrophe ที่นำมาเสนอนี้

                One reason is that I cook new type’s of food.

                นักศึกษาอเมริกันหลายคนสับสนการใช้ Apostrophe  โดยนำมาประกอบคำนามพหูพจน์ ที่ไม่ต้องมี Apostrophe โดยเขียนว่า

                One reason is that I cook new types of food.

                หรือในประโยคว่า

                Not every person has the money to go eat at restaurant’s. ที่ควรเขียนว่า

                Not every person has the money to go eat at restaurants.

การใช้ Apostrophe มีหลักเกณฑ์ดังนี้

  1. ใช้ย่อคำ (Contractions) ระหว่างคำ

  • สรรพนาม หรือคำนาม กับคำกริยา เช่น

    Verb to Be: I’m, You’re, He’s, She’s, It’s, We’re, They’reเช่น

    My father’s a doctor.

                หมายเหตุ

คนอเมริกันมักสับสนการเขียนระหว่าง You’re กับ Your, They’re กับ Their กับ There, We’re กับ Were, It’s กับ Its, Who’s กับ Whose

Verb to Have (Present): I’ve, You’ve, He’s, She’s, It’s, We’ve, They’veแต่จะไม่ใช้ตามลำพังที่หมายถึง “มี” เช่นWe have time to go on a vacation this year. ไม่ใช่We’ve time ….

นอกจากใช้เป็นกริยาหลัก ยังใช้เป็นกริยาช่วยกับกริยาหลักในรูป Present Participle ที่แสดงกาล Present Perfect Tense แสดงเหตุการณ์แต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เช่น

My father’s supported me all my life.

                ข้อสังเกตุว่า ’s หมายถึง is หรือ has อยู่ที่คำที่ตามมา

หากคำที่ตามมาเป็นคำคุณศัพท์เช่น careful คำกริยาวิเศษณ์เช่น here หรือคำนามเช่น a doctor ตัว ’s หมายถึง is

หากคำที่ตามมาเป็นกริยารูป Past Participleเช่น supported, taken, taughtแสดงกาลที่เรียกว่า Present Perfect Tense ที่แสดงเวลาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตัว ’s หมายถึง has หรือ ’veหมายถึง have

Verb to Have (Past): I’d, You’d, He’d, She’d, It’d, We’d, They’d มีวิธีใช้สองแบบ

  • ใช้กับกริยารูป Past Participle เช่น supported, taken, taught แสดงกาลที่เรียกว่า Past Perfect Tense ที่แสดงเวลาแต่อดีตแต่แรกจนถึงอดีตที่เกิดขึ้นต่อมาเช่น

    I wish I’d taken International Business before I started my company.

  • ใช้ประกอบ better (had better) หมายถึง “ควรจะ” เช่น

                I’d better leave now before it gets dark.

Would: I’d, You’d, He’d, She’d, It’d, We’d, They’d ใช้ร่วมกับ ratherหมายถึง “ต้องการมากกว่า” เพื่อเปรียบเทียบการกระทำสองอย่างเช่น

                I’d rather live alone than move in with a stranger.

  • Would’ve, Could’ve, Should’ve เป็นการรวมคำกับ have หมายถึง “คงจะ” “สามารถที่จะ” “ควรจะ” แต่เป็นเพียงความคิดในอดีตที่ไม่ได้เกิดขึ้นเช่น

                If I had accepted the job offer two years ago, I would’ve been a manager now. สังเกตุกริยาในรูปกาลต่างๆที่แสดงเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่ได้เกิดขึ้นและมีผลต่ออนาคตที่ไม่ได้เกิดขึ้นเช่นกัน เพราะเป็นเพียงสมมุติ

หมายเหตุ

                การรวมคำกับ have ซึ่งออกเสียงคล้าย of (เอิฟ) คนอเมริกันจึงมักเขียนผิดๆว่า would of, could of, should of

  • ’ll  (will) แสดงการกระทำในอนาคต เช่น

    She’ll tell you when she’s ready.

  1. ใช้รวมกริยากับ not เช่น don’t (do not), doesn’t  (does not), isn’t (is not), aren’t (are not), wasn’t (was not), weren’t (were not), haven’t (have not), hasn’t (hasn’t), hadn’t (had not), can’t (can notหรือ cannot), won’t (will not), wouldn’t (would not), shouldn’t (should not) แต่ ought กับ not จะไม่รวมกัน

  2. ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ (Possession) ซึ่งมีกฏดังนี้

  • คำนามเอกพจน์ หรือคำพหูพจน์ที่ไม่มี –sท้ายคำเช่น The child’s mother,My parent’s house,The children’s hospital, The women’s votesใช้ ’s

  • คำนามเอกพจน์ ที่สะกดด้วย –s ท้ายคำใช้ ’s เช่น My boss’s (ออกเสียงว่า “บอสเสิส”), Mrs. Jones’s (ออกเสียงว่า “โจนเสิส”) work

  • คำนามพหูพจน์ ที่สะกดด้วย –s ท้ายคำใช้ ’ เท่านั้น เช่น My parents’ house (สังเกตุความแตกต่างระหว่าง My parent’s house หมายถึง “พ่อ” หรือ “แม่” คนเดียว แต่ My parents’ house หมายถึง “ทั้งพ่อและแม่” สองคน)

หวังว่าคงได้รับความรู้และความเข้าใจบ้าง หากมีคำถามใด เชิญถามมาได้ที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.