Get Adobe Flash player

ใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง๒๒ โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

(จากคำสนทนาของคนต่างชาติ)

                เกษียณจากมหาวิทยาลัย แต่ยังสอนได้บ้างเพียงไม่เกิน ๑๒ ชั่วโมงต่ออาทิตย์ จึงเลือกสอนที่สถาบันระดับอนุปริญญา (Junior College) บางภาคเรียน นักศึกษาเป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์ชีวิตมากที่เสริมปัญญาและความรับผิดชอบในหลายด้าน ภาคเรียนนี้มีแต่หนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนรู้รับผิดชอบชีวิต แม้จะดูว่าช้านักแต่หากตั้งใจที่เริ่มรู้รับผิดชอบก็ไม่สายเกินไป มันเป็นความจริงของมนุษย์ที่ไม่ทัดเทียมกัน ดังเช่นดอกบัวในหลายระดับน้ำแม้จะเข้าใจแต่บางครั้งก็อดรำคาญไม่ได้เมื่อถามสิ่งที่สอนไปสักครู่เพื่อทดสอบความเข้าใจ มองไปมีแต่สายตาว่างเปล่า จึงหยุดสอน แล้วถามใหม่ว่าCan you hear the noise from the projector on the ceiling? (พวกคุณได้ยินเสียงจากเครื่องฉายภาพบนเพดานหรือไม่) Do you think my voice is not different from that noise? (คุณคิดว่าเสียงของผมไม่ต่างไปจากเสียงของเครื่องนั้นหรือไม่) รู้ตัวว่าถามแบบกระแนะกระแหน หรือ sarcastic แต่ก็อยากให้เขาคิด เพราะ noise เป็นเสียงที่ไม่มีความหมาย voice เป็นเสียงคนที่มีความหมาย แล้วสรุปว่า If you don’t practice active listening, you may miss a lot of essential information. (ถ้าคุณไม่ฝึกการฟังอย่างมีประสิทธิภาพ คุณอาจจะพลาดข้อมูลที่สำคัญได้) กลับบ้านมาเล่าให้ดร.ชวนชื่นฟัง เธอหัวเราะให้ผมประหลาดใจ แล้วอธิบายว่า เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้อาจจะไม่เข้าใจการเปรียบเทียบ noise กับ voice ของผม แม้หนุ่มสาวอเมริกันเหล่านี้ จะพยายามพัฒนาปัญญา แต่เขาก็มีความสามารถทางภาษาอังกฤษมากกว่าคนชาติอื่นที่ต้องพัฒนาภาษาอังกฤษ

                คนต่างชาติที่มาอาศัยในสหรัฐอเมริกา ย่อมต้องศึกษาฝึกฝนภาษาอังกฤษเพื่อการดำรงชีวิต การทำงาน และที่สำคัญเพื่อเลี้ยงดูอบรมลูกหลาน บางคนเรียนรู้ได้เร็ว บางคนอาจใช้เวลามากสักหน่อย และแม้จะพูดผิดบ้าง ที่มีเพื่อนอเมริกันก็ได้รับการช่วยแก้ไขจากเพื่อนๆ ที่ควรจดจำไว้ เช่นคำสนทนาที่นำมาเสนอและแก้ไข

พูดผิด     Don't make the office out of order.

พูดถูก     Don't leave the office in a mess.

อธิบาย    out of orderหมายถึง “เสีย” หรือ “ชำรุด” ใช้กับเครื่อง เช่น The elevator is out of order. in a messหมายถึง “รกไม่เป็นระเบียบ” ใช้กับสถานที่ เช่นตัวอย่างข้างต้น ส่วนกริยา makeหมายถึง “ทำ” หรือ “ประดิษฐ์” คือเป็นการกระทำที่เกิดผลขึ้น ไม่เหมือนภาษาไทยที่ใช้คำ “ทำ” โดยไม่แยกแยะประเภท ในกรณีที่ทำห้องรก จะใช้กริยา leaveคือ “ปล่อย” ให้ห้องทำงานรก

พูดผิด     I like to paint this door to black.

พูดถูก     I'd like to paint this door black.

อธิบาย    ภาษาไทยจะพูดว่า “ทาสีประตูให้เป็นสีดำ” จึงใช้ toประกอบโดยไม่จำเป็น

พูดผิด     I have an American pen friend.

พูดถูก     I have an American pen pal.

อธิบาย    ไม่มีคำว่า pen friendมีแต่ pen palที่ใช้หมายถึง “คนที่ติดต่อเป็นเพื่อนกันทางจดหมาย” สมัยวัยรุ่น ผมเองก็มี pen palอยู่ในหลายประเทศเช่น Sweden, USA, UK เพราะสนใจภาษาอังกฤษมาแต่ครั้งนั้น

พูดผิด     Give me a phone.

พูดถูก     Give me a phone call.

อธิบาย    ภาษาไทยใช้คำว่า “โทรศัพท์” ทั้งเครื่อง และการโทรศัพท์ ในกรณีหลังจะย่อลงว่า “โทร” แต่ภาษาอังกฤษจะแยกกัน ถ้าเป็นเครื่องคือ a phone (telephone) ถ้าเป็นการโทร เรียกว่า a phone call หรือ Give me a ring. ที่ใช้ a ring เพราะหมายถึง “เสียงของโทรศัพท์”

พูดผิด     Is there any place for me in the car?

พูดถูก     Is there any room for me in the car?

อธิบาย    placeเป็นที่ที่กว้างใหญ่กว่า roomที่ไม่ได้หมายถึง “ห้อง” แต่เป็นที่เล็กๆให้ยืนหรือนั่ง

พูดผิด     He got 87 points in chemistry.

พูดถูก     He got an 87 in chemistry.

อธิบาย    พูดถึง “คะแนน” ด้วยตัวเลขพอแล้ว ไม่ต้องพูด points ซ้ำส่วนตัวเลขอ่านว่า eighty seven ขึ้นต้นเสียงเป็นเสียงสระ คำนำหน้าหรือ article จึงเป็น an

พูดผิด     Chai is a popular name in Thailand.

พูดถูก     Chai is a common name in Thailand.

อธิบาย    popular หมายถึง “เป็นที่รู้จักและนิยมกว้างขวาง” เช่น นักแสดง นักกีฬา ส่วนชื่อที่ “มีคนใช้มาก” หมายถึง common

พูดผิด     She is pure.

พูดถูก     She is naive.

อธิบาย    pure หมายถึง “ของแท้ไม่มีสิ่งเจือปน” เช่น pure olive oil หรือ “สะอาด ไม่มีสารพิษเจือปน” เช่น pure drinking water แต่ naiveหมายถึง “ไร้เดียงสา” คือไม่มีประสบการณ์พอที่จะแยกแยะความไม่ดีของใครได้ ทำให้เชื่อใจใครโดยง่าย

พูดผิด     I have a question to you.

พูดถูก     I have a question to ask you.

อธิบาย    ภาษาไทยจะพูดว่า “มีคำถามให้คุณ” แต่ภาษาอังกฤษจะถามว่า “มีคำถามที่จะถามคุณ”

พูดผิด     I went to the sea.

พูดถูก     I went to the beach.

อธิบาย    ภาษาไทยว่า “ไปทะเล” แต่ภาษาอังกฤษว่า “ไปชายหาด” ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่าง sea (ทะเล) และ beach (ชาดหาด)

                ผู้ใดที่กำลังฝึกภาษา แม้จะไม่มีโอกาสได้เรียนในสถาบันการศึกษา แต่ก็สามารถเรียนได้จากสภาพแวดล้อมในอเมริกา เช่นจากโทรทัศน์ จากคนอเมริกันรอบข้าง เพียงแต่ให้ฟังเสียง (voice) อย่างมีประสิทธิภาพ (active listening) ถ้าไม่ตั้งใจฟัง เสียงนั้นก็คงไม่ต่างจากเสียงที่ไร้ความหมาย (noise)