Get Adobe Flash player

ข้อคิดการเลี้ยงลูกให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย

Font Size:

เรียนอาจารย์การุณที่เคารพ บทความของอาจารย์มีสาระและข้อคิดเสมอ ขอบคุณที่สละเวลาเขียนเรื่องดีๆ เป็นคติสอนใจ และมีบทแทรกภาษาอังกฤษเปรียบเทียบให้เข้าใจลึกซึ้งมากเข้าไปอีกด้วยค่ะ พี่ขอออกความเห็นส่วนตัวในเรื่องมารยาท คนไทยและ เด็กไทยสมัยนี้หน่อยนะคะ พ่อแม่ไทยสมัยใหม่เลี้ยงลูกและคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ฝรั่งทำกัน คือกล้าคิดกล้าพูดไม่อ้อมค้อม ไม่เหมือนเด็กไทยสมัยก่อน พ่อแม่สมัยนี้เกรงใจและตามใจลูกมาก บางครั้งเหมือนมีบทบาทสลับกันไป วัฒนธรรมไทยสมัยก่อน มีคติว่ารักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี พ่อแม่ติเพื่อก่อ และเป็นหน้าทีสั่งสอนลูกให้เป็นคนดี ตามคตินิยมที่ถูกเลี้ยงกันมา ลูกที่ดีก็ต้องรักและเกรงใจไม่กล้าเถียงให้พ่อแม่เสียใจ มีความอดกลั้นอดออมปากเสียงมากกว่าคนสมัยนี้ เพราะถือว่านั้นคือความเคารพรักและตอบแทนไม่ทำให้คนสอนเสียใจ แต่ลูกสมัยใหม่พ่อแม่กลัวลูกจะเสียใจถ้าว่ากล่าวสั่งสอนมากๆ เพราะคิดว่าลูกเก่งที่ไปรู้จักวัฒนธรรมอื่นซึ่งคิดว่าทันสมัย เด็กไทยสมัยนี้จีงเรียนรู้วัฒนธรรมทั่วโลกได้เร็วเพราะโครงสร้างเทคโนสื่อสารทั่วถึงกัน เด็กไทยจึงไม่ต่างกับเด็กอื่นที่รักตัวเอาแต่ใจตัวเป็นใหญ่ อยากพูดอยากทำอะไรก็ไม่คิดเกรงใจใคร อีกอย่างเกิดสับสนเรื่องมารยาทสากลกับวัฒนธรรมของชาติ มารยาทดีๆนั้นสำหรับพี่คิดว่าประเทศไหนๆก็มีเหมือนกันหมด แต่วัฒนธรรมประเพณีเป็นเรื่องของท้องถิ่น ที่เด็กพูดเปรยๆแบบนั้นถือว่าตัวเองออกความคิดเห็นโดยไม่มีใครถามและไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับตัวเองเลย พูดแบบไม่รู้กาละเทศะ และสถานะว่าเป็นเด็กพูดกับผู้ใหญ่ซึ่งอันนี้วัฒนธรรมไทยหรือเอเซียเราจะเน้นมากกว่าฝรั่ง ถูกบ้างมั้ยคะ อาจารย์ ถ้่าเด็กนั้นถามหรือพูดกับเพื่อนรุ่นบเดียวกัน โทนเสียงอาจฟัังไม่รุนแรง แต่กับผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเพื่อนแม่ไม่ควรพูด น่าจะเป็นว่าคุณป้าทำอาหารเลี้ยงคนมากมาย คงเหนื่อยแย่ จะให้หนูช่วยบ้างมั้ย ส่วนแม่ถ้าเห็นเพื่อนเงียบหน้าตาเครียดแล้ว น่าจะบอกขอโทษที่ลูกตัวถามไม่ถูกกาละเทศะกลับแก้ตัวว่าตัวเองเลี้ยงลูกให้มีความเป็นประชาธิปไตย จะพูดจะทำอะไร เป็นทำได้ตามระบอบประชาธิปไตยเสมอ ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกันแน่นอน แต่นั่นแหละเมื่อลูกที่มีพ่อแม่เลี้ยงมายังไม่สามารถแจกแจงว่าอะไรเป็นอะไรก็ย่อมยากที่จะสอนลูกได้ น่าเสียดายเหมือนกัน ...อาจารย์ว่าถูกมั้ยที่คนเรานั้นเป็นพ่อแม่ได้ทุกคน แต่พ่อแม่ที่ดี จะเลี้ยงลูกมีคุณภาพนั้นต้องอาศัยหลักการ หลายสิ่งหลายอย่าง บางครั้งต้องอ่อนต้องแข็งบ้างสลับกันไป จะดึงให้ตึงให้หย่อนอันใดอันหนึ่งนั้นย่อมไม่ดี ที่สำคัญคือสอนให้ลูกมีปัญญา มีความคิดสร้างสรร ยอมจะแก้ไขสิ่งบกพร่อง เพิ่มพูนความดีทุกวัน ขอให้อาจารย์และคุณภรรยา มีสุขภาพที่แข็งแรง อยู่ดีมีสุขนะคะ เคารพรัก

 

พี่แต้ว อรไท

                พี่แต้ว และมิตรสนิทของเราในวัยใกล้เคียงหรือต่างกันไม่เกิน ๑๐ ปี ได้รับวัฒนธรรมไทยมาเปี่ยมล้น มีความสัมมาคารวะไม่ต่อล้อต่อเถียงผู้ใหญ่ มีความกตัญญูรู้คุณต่อผู้อุปการะเกื้อกูล หากไม่พร้อมที่จะตอบแทนด้วยการกระทำ อย่างน้อยย่อมแสดงความขอบคุณได้หลายทาง คำพังเพยไทยก็มีกล่าวไว้เตือนใจให้คนรุ่นเราเช่น “อยู่บ้านเขาอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นความให้ลูกท่านเล่น” ซึ่งต่างไปจากวัฒนธรรมอเมริกันที่ไม่มีควายเป็นแบบอย่างให้ปั้น แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเขาไม่มีความรู้สึกการตอบแทนคุณ ซึ่งมีคำภาษาอังกฤษสองคำที่ใช้ต่างกันบ้าง และได้นำมาเสนอดังนี้

Appreciate vs. Grateful

                คำทั้งสองมีความหมายคล้ายกัน คือใช้แสดงความพึงพอใจในการกระทำของผู้อื่นที่มีต่อตน ซึ่งรวมถึงการขอบคุณไปด้วย แต่มีหน้าที่ต่างกัน คือ appreciate เป็นคำกริยาที่มีกรรมมารับ เรียกว่าเป็น Transitive Verb แต่ gratefulเป็นคำคุณศัพท์ ที่ใช้ขยายความให้คำนาม อาจนำมาประกอบคำนามโดยตรง หรือใช้ร่วมกับกริยา to be ถ้าเอ่ยถึงคน ก็จะใช้ร่วมกับคำบุพบท to ถ้าเอ่ยถึงการกระทำก็จะใช้ร่วมกับคำบุพบท for ดังตัวอย่างว่า

                I appreciate your kindness. I am grateful to you for your kindness.

                สำหรับ appreciate นอกจากแสดงความพึงพอใจในการกระทำแล้ว อาจเป็นการแสดงความพึงพอใจในคุณสมบัติของผู้อื่น โดยไม่ได้แสดงความขอบคุณ อีกประการหนึ่ง อาจสร้างประโยคในรูป Passive Voice ซึ่งให้ความสำคัญกับคำนามที่เป็นกรรมของกริยา ลักษณะประโยคประกอบด้วยกริยาช่วย to be กับกริยา appreciateในรูป past participle เช่น

                Your courage and integrity are appreciated by all.

                หากเป็นการขอร้องให้ใครทำอะไรให้อย่างสุภาพ จะใช้สำนวนที่คงตัวไม่เปลี่ยนคำใดคำหนึ่งนอกจากตัวบุคคล และสิ่งที่พึงใจส่วนกริยาในอนุประโยค if จะต้องเป็น Past Tense ว่า would appreciate it if เช่น

                I would appreciate it if you could finish this work before noon.

Appreciation

                Appreciation เป็นคำนาม มีความหมายต่างกันอยู่บ้าง คือหมายถึง “การแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่น่านิยม” เช่น

                The company gives a bonus on the Christmas Day to its employees in appreciation of their hard work.

ความหมายอีกประการคือ “ราคาสูงขึ้น” มักใช้กับที่ดิน หรืออาคาร เช่น

                There has been an appreciation of 20% in property values since last year.

Grateful

                คำคุณศัพท์ grateful ใช้แสดงความรู้สึกขอบคุณขยายความให้กับคำกริยา เช่น

                She was grateful to accept the award for the best leading role.

Gratefulness

                Gratefulness เป็นคำนามที่นับไม่ได้ จึงไม่ใช้กับ Indefinite Article: a ผันมาจากคำคุณศัพท์ grateful มีความหมายคล้ายคำไทยว่า “ซาบซึ้ง” คือมีความสุขอุ่นใจที่ระลึกถึงบุญคุณ และก็มีผู้ไม่ออกนามกล่าวไว้ว่า

                In our daily lives, we must see that it is not happiness that makes us grateful, but the gratefulness that makes us happy.

                “ในชีวิตประจำวัน เราต้องเห็นว่า ไม่ใช่ความสุขที่ทำให้เรารำลึกถึงคุณ แต่ความระลึกถึงคุณ ทำให้เรามีความสุข”

                นักประพันธ์อเมริกัน Mark Twain ก็ใช้คำนี้ในเรื่อง Tom Sawyer ว่า

                Tom got more cuffs  (ปกติหมายถึง “ข้อมือ” ดังที่ใช้กับคำว่า hand cuffs “สนับมือ” หรือ cuff rings “กระดุมติดปลายแขนเสื้อ” แต่ในข้อความนี้ Mark Twain นำมาใช้หมายถึง “ตบตีด้วยปลายมือ”) and kisses that day – according to Aunt Polly’s varying moods (อารมณ์หลายแบบ) – than he had earned (ได้รับ) before in a year; and he hardly knew (ยากที่จะรู้) which expressed (แสดงออก) the most gratefulness to God and affection (ความรัก) for himself.  

Gratitude

                คำนามที่ใช้แทน gratefulness คือ gratitude ใช้แสดงความขอบคุณต่อการกระทำ ซึ่งจะนำด้วยคำบุพบท for และถ้าเป็นบุคคลที่ตนมีความรู้สึกขอบคุณด้วย จะใช้ to นำ เช่น

                I’d like to express my gratitude for everyone who helped me accomplish my goal.

                เรื่องการอบรมลูกแบบไทยตามวัฒนธรรมไทยแต่ดั้งเดิมว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ก็ไม่ต่างไปจากวัฒนธรรมอเมริกันแต่เดิมเช่นกัน คือ “Spare the rod, spoil the child.” “ไม่ลงไม้  เหมือนให้ท้ายเด็ก” แต่ปัจจุบันกฏหมายในสหรัฐอเมริกาเคร่งครัดให้โทษหนักแก่ผู้ทำร้ายเด็ก ก็อย่าได้ลงไม้ลงมือแก่เด็ก เพียงสอนให้รู้จักคิดให้ถูกทาง และฝึกกิริยามารยาทให้มีความเคารพผู้ใหญ่ ก็น่าจะพอไปช่วงหนึ่ง ผู้อ่านท่านใดมีเรื่องจะเสนอเชิญติดต่อมาได้ครับ