Get Adobe Flash player

ใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง๒๔ โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

(คำสับสน)

               อากาศในสวนอุ่นด้วยแดดที่ไร้แมฆบัง และเย็นสบายด้วยลมโชยอ่อน โบกยอดไผ่ไหวไปทางเดียวกันกลับไปกลับมาตามทิศทางลม ถัดมาเป็นต้นจำปีแตกกิ่งก้าน ออกดอกเต็มทุกก้านในฤดูนี้ โชยกลิ่นหอมหวานลงมา wind chime หรือกระดิ่งที่แขวนบนกิ่งต้นจำปีไหวไปตามลม ไม้กลมล้อมด้วยท่อโลหะกระทบกันเป็นเสียงทุ้มแกมแหลมรื่นหู ประสานเสียงน้ำพุในบ่อบัว และเสียงนกร้องเริงร่าโผจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่ง แล้วมุดเข้าบ้านนกที่แขวนไว้กับกิ่งต้น Gala apple ที่กำลังออกดอกสีขาวแซมชมพู ทุกอย่างอำนวยอารมณ์ให้รู้สึกอยากวาดภาพสีน้ำมันที่ห่างเหินไปนานกว่า ๓๐ ปีที่วาดแต่ภาพหน้าครอบครัว และนี่เป็นครั้งแรกที่วาดภาพทะเลจากประเทศไทย หากประสบผลสำเร็จ ก็คงละการวาดภาพคน แล้วหันมาวาดภาพธรรมชาติ เมื่อเตรียมเครื่องต่างๆ เช่นสีน้ำมัน (oil colors) น้ำมันเทอร์เพนทายน์ (turpentine oil) พู่กัน (brushes) ทำด้วยขนสัตว์แข็ง (bristles) และผ้าใบใส่กรอบ (canvas) พร้อมแล้ว จึงเริ่มจากครึ่งบนคือท้องฟ้าหลากสี ทั้งฟ้าหม่น ฟ้าใส แซมเมฆขาว และฟ้าสีทองยามอาทิตย์คล้อยลงหลังเขามีรัศมีสีทองแต้มขอบเขาเพียงน้อย ยังเหลืออีกครึ่งคือท้องทะเลที่ได้รับแสงสีจากฟ้า และเรือใบที่จอดนิ่งอยู่กลางทะล

               นี่คือบทเริ่มต้นของบทความ ความแตกต่างระหว่างคำ Drawing และ Painting และคำอื่นๆ

Drawing และ Painting

               Drawing หรือ “การวาด” เป็นพื้นฐานของ Painting หรือ “การระบายสี” การระบายสีที่ดีต้องเริ่มจากการวาดที่ดีก่อน Drawing ใช้เส้นและแสงเงา (lines and shades) โดยใช้ดินสอ (pencil) ดินสอถ่าน (charcoal) หรือชอล์ค (pastel) ในทางตรงกันข้าม (on the other hand) การระบายสี หรือ Painting เป็นได้ทั้งระบายสีน้ำ (water color painting) สีน้ำมันบนผ้าใบ (oil painting on canvas) สีอครีลิก (acrylic) โดยใช้แปลง (brushes) ที่มีขนแข็งของสัตว์ (bristles) และ แผ่นผสมสี (palette) 

               อีกสองคำที่คนไทยคงอยากทราบว่าใช้ต่างกันอย่างไรคือ see และ meet  

See แปรรูปตามกาลเป็น saw (Past Tense), seen (Past Participle) มีความหมายหลายทาง ส่วนมากจะไม่ใช้ Progressive Tense คือกริยา see ไม่มี –ing ลงท้าย ความหมายบางอย่าง เช่น

๑.      หมายถึง “เห็น” คือเป็นการใช้สายตามอง แล้วเห็นภาพที่มอง เช่น I saw an accident on the way to work today. (ผมเห็นอุบัติเหตุระหว่างทางไปทำงานวันนี้)

๒.     หมายถึง “เข้าใจ” เช่น I see what you mean. (ฉันเข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร)

๓.     หมายถึง “พบ หรือ เยี่ยมเยียน” เช่น He will be able to see you tomorrow. (เขาจะพบคุณได้พรุ่งนี้)

๔.     หมายถึง “พบเจอโดยบังเอิญ” เช่น “You won’t believe whom I saw yesterday.” (คุณคงไม่เชื่อว่าผมไปเจอใครเมื่อวาน)

๕.     หมายถึง “คบหา” ในความหมายนี้ จะใช้ Progressive Tense ได้ เช่น She has been seeing Tony lately. (เธอกำลังคบหาอยู่กับโทนี่อยู่)

Meet แปรรูปตามกาลเป็น meeting (Present Participle), met (Past Tense), met (Past Participle) มีความหมายหลายทาง เช่น

๑.      หมายถึง “นัดพบ” เช่น I’ll meet you at the restaurant in about an hour. (ฉันจะไปพบเธอที่ร้านอาหารในอีกหนึ่งชั่วโมง)

๒.     หมายถึง “บรรลุเป้าหมาย” เช่น You need to work hard to meet your goal. (คุณต้องทำงานหนักเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย)

๓.     ใช้กับการกีฬา หมายถึง “เวลาแข่งขัน” เช่น The swim meet starts at 2 PM today. (กำหนดการเข่งว่ายน้ำเริ่มบ่ายสองโมง)

๔.     ใช้ทักทายกับการพบใครเป็นครั้งแรก เช่นได้รับการแนะนำให้รู้จักกัน จะพูดว่า I’m pleased to meet you. (ยินดีที่ได้รู้จัก) เวลาลาจากกริยาเปลี่ยนเป็น Past Tense พูดว่า  It was nice (good) to meet you. หรือ It was nice (good) meeting you. (ยินดีที่ได้รู้จัก) สังเกตุกริยาจะใช้ to meet หรือ meeting ก็ได้

ข้อสังเกตุ เมื่อได้รับการแนะนำให้รู้จักกันแล้ว คุยกันแล้ว หากประสงค์จะพบกันอีก จะใช้ see สังเกตุจากบทสนทนานี้

        Tony:      Mike, I’d you to meet my boss, Mr. Smith. (ไม้ค์ ผมอยากให้คุณได้รู้จักนายผม มร. สมิท ครับ)

        Mike:      I’m pleased to meet you, Mr. Smith. (ยินดีที่ได้รู้จักครับ มร. สมิท)

Mr. Smith: Pleased to meet you, too. I’m sorry I have to leave for the meeting. I hope to see you again. (ยินดีเช่นกันครับ ผมขออภัยที่ต้องขอตัวไปประชุมเช้านี้ หวังว่าคงได้พบคุณอีกครับ)

ก็เช่นกันครับ I’ll see you next week.