Get Adobe Flash player

ใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง 43 โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

(Oahu 8)

                เช้าวันที่ 17 สิงหาคม เป็นรายการท่องฝั่งตะวันออกของเกาะ เรียกว่า Windward Coast หลังอาหารเช้าที่หาด Waikiki หน้าโรงแรม ขับรถไปบนถนน Kalakauaผ่าน Honolulu Zoo และ Kapiolani Park เลี้ยวขวาไปทาง Diamond Head Road ชิดซ้ายเข้า Kalanianaole Highway 72 ไปถึง Hanauma Bay มีรถเข้ากันมามาก มีทั้งรถส่วนตัวและรถท่องเที่ยว แต่ยังพอมีที่จอดให้เรา

                Hanauma Bay มีคำว่า hanaซึ่งหมายถึง “อ่าว” หรือ bay ชื่อ Hanauma Bay จึงเป็นคำซ้อนระหว่างภาษาฮาวายและภาษาอังกฤษ อ่าวนี้มีลักษณะเว้า ตรงกลางซึ่งเป็นปากปล่องภูเขาไฟ (crater) ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 32,000 ปีก่อนจากเทือกภูเขาไฟKo’olau Mountain Range ที่สร้างเกาะ Oahu รวมทั้งอ่าวนี้ ที่เป็นบ้านของสัตว์ทะเลประมาณ 400 พันธุ์ เช่น Green Sea Turtles ที่ชาวเกาะเรียกว่า Honu และปลาหลากสีมากมาย เช่น parrotfishในอดีต อ่าวนี้เป็นที่พักผ่อน (recreation area) ของราชวงศ์ เช่นกษัตริย์ Kamehameha ทรงนิยมมาตกปลาที่นี่

                ในช่วงปี 1970 ได้มีการปรับปรุงขยายเนื้อที่สำหรับว่ายน้ำ สร้างลานจอดรถเพิ่มขึ้น และขนทรายขาวจาก North Shore มาถมหาด ทำให้ Hanauma Bay เป็นสถานที่หย่อนใจแก่ชาวเกาะและนักท่องเที่ยวที่นิยมดำน้ำ (snorkeling) ยิ้มทักทายปลา และเต่า หรือว่ายน้ำใส รถท่องเที่ยวนำนักท่องเที่ยวมาวันละประมาณ 12,000 คน เราสองคนก็จะไม่เว้นมาแวะชมสถานที่นี้ แม้จะไม่ได้ลงเล่นน้ำ ได้ยืนชมอ่าวจากหน้าผ้า เห็นน้ำสีฟ้าหม่นปนฟ้าเขียวมรกต ไร้คลื่นกระทบหาดทรายขาว และหนุ่มสาวสนุกสนานเล่นน้ำ ดำน้ำ เพลินตา และเย็นสบายจากสายลมโบกตลอดเวลา จนได้เวลาเดินทางต่อไป ใกล้กันคือ Halona Blowhole และสุดรายการที่Makapu’u light house

                ถนนโค้งขึ้นไปตามด้านหลังของภูเขาไฟ Koko Head ที่มอดไปนานแล้ว เมื่อถึงลานจอดรถ จึงเข้าไปชม Halona Blowhole

Halona Blowhole เป็นปล่องน้ำพุ ที่เกิดจากหินที่แปรสภาพ(rock formation) ไปตามน้ำและลม วันที่มีลมแรง และกระแสน้ำ (tide) ขึ้นสูง ลมทะเลพัดคลื่นม้วนตัวเข้าฝั่งเมื่อปะทะขอบปล่องคลื่นฉีดน้ำพุ่งขึ้นจากปล่อง เช่นเดียวกับ geyser หรือน้ำพุร้อนที่พุ่งจากใต้ดิน ในฤดูหนาว ที่ชมทัศนียภาพแห่งนี้ เป็นจุดชมปลาวาฬ humpback ที่เดินทางไปทางเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิค และบางครั้งจะเห็น Honu(เต่าทะเล) เราชมน้ำพุ และทะเลสีสดใส จนได้เวลาเดินทางต่อไปอีกไม่ถึง 10 ก็มาถึงทางเข้าที่จอดรถเพื่อเดินขึ้นเขาไปชม Makapu’u light house

                Makapu’u light house (ประภาคาร มาคาปูอู) ตระหง่านอยู่บนแหลมเขา เป็นสถานที่ที่ไม่เคยไป และใคร่เดินขึ้นเขาไปชม แม้จะรู้ว่าระยะทาง ๒ ไมล์ หรือประมาณ ๓.๒ กิโลเมตร ยาวมากสำหรับดร.ชวนชื่น แต่เธอสมัครใจ เพราะต้องการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด ที่ได้จากอาหารอร่อยๆมาหลายมื้อ ทางเดินขึ้นเขาเรียบเดินง่าย แต่แสงแดดไม่ปราณีใครเผาผิวให้ไหม้ได้ในพริบตา หากไม่ทาผิวด้วย sun protection ล่วงหน้าสักครึ่งชั่วโมง ที่จำเป็นต้องเตรียมมาคือ น้ำดื่ม หมวก และรองเท้าไม่มีส้นสำหรับเดินขึ้นเขา แต่เราลืมเอาน้ำมา แม้จะไม่กระหาย แต่ก็รู้ว่าร่างกายเริ่มเสียน้ำ (dehydrate) มีผลให้เหนื่อยเร็ว ยิ่งเดินไป ลานจอดรถล่างเขาเต็มไปด้วยรถขนาดเหมือนรถของเล่น แต่แผ่นน้ำยิ่งดูกว้างใหญ่ขึ้น มาถึงครึ่งทาง ความเมื่อยร้ารุกเร้าใจว่าเมื่อไรจะถึงประภาคารเสียที เห็นหนุ่มสาวชาวเกาะสามคน แขนของสองสาว และลำตัวของชายหนุ่มมีสักเป็นรูปต่างๆ เดินลงเขาดูสุขสำราญ ถามเขาว่าเรามาถึงครึ่งทางหรือยัง เขาตอบให้กำลังใจ พร้อมยื่นน้ำผลไม้ให้สองกระป๋อง เพราะเห็นว่าเราไม่มีติดมา แสดงนิสัยของชาวเกาะที่โอบอ้อมอารี

                ชั่วโมงกว่าที่ค่อยๆเดินบนทางขึ้นเขาเรียบแต่ไม่ชัน ทำให้ไม่รู้ตัวว่าขึ้นมาสูงเพียงใด จนได้มองผ่านทิวต้นไม้แก้วมังกร (dragon fruit trees) ที่กำลังดอกตูม เห็นมหาสมุทรจรดขอบฟ้า จึงรู้ว่าเราขึ้นมาสูงมากแล้ว เดินต่อไปตามทางโค้ง มองขึ้นไป ภาพที่เห็นเป็นยอดเขาทำให้มีกำลังใจเดินขึ้น ก่อนถึงยอดเขา มองเห็นประภาคารล่างขอบเขา ความตื่นใจปรากฏขึ้น แม้ภาพที่เห็นคงยังไม่เด่นเท่าขึ้นถึงยอดเขา และในที่สุด เราก็เอาชนะความเหนื่อยเมื่อยร้าและร้อนระอุได้ เมื่อภาพที่เห็นตรงกำแพงรั้วที่มีพวงกุญแจห้อยจนไม่มีที่เหลือให้อีกแม้ดอกเดียว คือ Makapu’u light house สีขาว หลังคาแดง ตัดสีน้ำเงินเข้ม มีคลื่นเล็กดังเกล็ดเพชรประดับน้ำ เป็นภาพทะเลที่สวยที่สุดที่เคยพบเห็น สักพักจึงเดินลงด้วยความเร็วกว่าขาขึ้น ที่ประหลาดใจคือดร.ชวนชื่น เดินนำหน้าอย่างกระฉับกระเฉง ขณะที่ผมแทบจะคลานลงเขา

                หลังอาหารเย็น เดินเล่นที่หาด Waikiki แล้วเข้าพักนอนหลับสบายไปอีกวัน