Get Adobe Flash player

ใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง 45 โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

 

               บางคราวเราจะถกปัญหากัน เพื่อฝึกลูกศิษย์ให้รู้จักใช้ critical thinking หรือการใช้ความคิดที่เป็นเหตุผล อันเป็นลักษณะวิสัยของปัญญาชน โดยเฉพาะในระดับวิทยาลัยที่สร้างคนให้เป็น thinkers หรือผู้รู้จักคิดวิเคราะห์วิจัย ตามปรัชญาการศึกษาอเมริกัน (American Educational Philosophy) อีกทั้งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการเขียน เพราะการเขียนในระดับวิทยาลัยคือการสื่อสารปัญญา ต่างจากการสนทนาที่ไม่มีหลักการกำหนดทั้งยังต้องเพิ่มทักษะการใช้ภาษา ไม่ใช่แต่เพียงกฏไวยากรณ์ แต่รวมทั้งลีลาการเรียบเรียงถ้อยคำให้น่าอ่าน ได้อรรธรสจากการอรรถาธิบายที่ให้ปัญญาดังเช่นวันนี้ ที่ผมเอาประเด็นที่ลูกศิษย์เขียนเกี่ยวกับความไม่ทัดเทียมระหว่างหญิงและชาย

               We all have witnessed (ได้รู้เห็น) inequality (ความไม่ทัดเทียม) between men and women in our society in many ways such as employment, social status (ฐานะสังคม), or even (แม้กระทั่ง) marriage (สมรส). For example, a married woman (หญิงที่แต่งงานแล้ว) chooses to (เลือกที่จะ) adopt (รับมาใช้) her husband’s last name(ชื่อสกุล) and revoke (สละทิ้ง) her family name. How many of you, ladies, are willing (เต็มใจ) to change (ที่จะเปลี่ยน) your last name when married (เมื่อแต่งาน).

               บางคนก็ยกมือ บางคนก็ไม่ต้องการเปลี่ยนชื่อสกุลตามสามี คำถามที่ตามมาคือ Why? สำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนชื่อสกุลตามสามี คำตอบคือ

               It’s a tradition (ประเพณี) that has been practiced (ที่ปฏิบัติกันมา) for many generations (หลายชั่วอายุคน), and I don’t see any problem with that.

               เพื่อการถกต่อเนื่อง จึงสร้างประเด็นขึ้นใหม่ให้วิเคราะห์ต่อว่า

               Although (แม้ว่า) I don’t see a problem in this practice, some traditions certainly (แน่แท้)suggest (เสนอแนะ) the social acceptance (การยอมรับทางสังคม) of male superiority (ความเหนือกว่าของเพศชาย) over (เหนือ) female (เพศหญิง). Look at (ดูจาก) the English vocabulary (คำศัพท์), for example, many words include (มีคำที่รวมอยู่) the word “man” in them like “human, (มนุษยชน)” “chairman (หัวหน้าคณะ),” “mankind (มนุษยชาติ),” even (แม้แต่) “woman.” What is your opinion?

               I can see male superiority in the past, but nowadays (ในปัจจุบัน), women can be CEO’s(chief executive officers) (ผู้อำนวยการ), soldiers in the combat zone (สนามรบ), and many other careers that were restricted to (ที่จำกัดไว้สำหรับ) men. Women are becoming (กลายเป็น) equal (เสมอภาค) tomen.

               I cannot disagree (ไม่อาจปฏิเสธ) because it’s true that women have been recognized (ได้รับการยอมรับ) with more respect (ด้วยความเคารพ) than before (มากกว่าก่อน), although they still have the glass ceiling (หมายถึงจุดตันที่มองไม่เห็น เหมือนมีหลังคาแก้ว) that prevents (ห้าม) them from climbing (ไต่เต้า) higher than (สูงกว่า) male CEO’s

               Do you think that men are superior to women? ลูกศิษย์หันมาถามผมบ้าง

               I see that inequality (ความไม่ทัดเทียม) exists (มีอยู่), but not because of gender. What makes people unequal (ไม่ทัดเทียม) is intelligence (ปัญญา) regardless of (โดยไม่คำนึงถึง) gender (เพศ), wealth (ฐานะ), or career (อาชีพ). Intelligence enables (สามารถทำให้) a person to excel (ทำให้เก่งขึ้น) himself or herself (เขาหรือเธอ) to be extraordinary (คุณสมบัติพิเศษ) and superior to other people with less intelligence (ที่มีปัญญาน้อยกว่า).                                                                                        เมื่อเห็นว่าฝึกคิดกันได้พอเพียง ก็เข้าเรื่องการเขียนต่อ ด้วยการนำ บทความของลูกศิษย์บางคนที่แก้ไขแล้วมาฉายบนฉากโดยปิดชื่อเพื่อไม่ให้อาย และให้ลูกศิษย์ทั้งชั้นวิจัยเหตุผลที่ต้องแก้  ตัวอย่างที่เลือกมาเป็นประโยคหนึ่งของลูกศิษย์ผิวขาว (Caucasian)

ประโยคที่ต้องแก้ไขคือ

               Being around other cultures is healthy for making you more broad.

๑.      เมื่อใช้ for เพื่อแสดงเหตุผล เหตุผลจะต้องเป็นประโยคเต็ม คือมีประธานและกริยา แต่ making ไม่ใช่ประธานที่จะแทนคำ cultures ได้ ประธานในอนุประโยคนี้ควรเป็น they

๒.     more broad เปลี่ยนเป็นคำกริยา broaden ตามด้วย your mind กริยา broaden มีความที่มีพลังกว่า make

ประโยคที่แก้ไขคือ

Being around other cultures is healthy, for they broaden your mind.

การถกปัญหา ดูจะไม่ใช่อุปนิสัยของคนไทยบางคนเท่าไรนัก สังเกตุจากเพื่อนเก่าจากสถาบันเดียวกัน ที่ต่างมีปริญญาสูง มักจะพอใจ “พูดเล่น” กันใน LINE มากกว่าพูดวิเคราะห์ด้วยเหตุและผล เมื่อไม่อาจพูดเล่นกับเขาด้วย ก็หมายถึงว่าสิ่งที่เราคิดและพูดไร้สาระสำหรับเขา หรือเมื่อเอาภาพการอยู่แบบเสี่ยงชีวิตของคนไทย ที่ขับมอเตอร์ไซด์ ให้เด็กซ้อนท้ายอีก ๓ คน ไปเสนอเพื่อสร้างชะนวนให้วิเคราะห์ถึงเรื่อง “การรับผิดชอบ” กลับเป็นความเข้าใจไปว่า เราดูถูกประเทศไทยไป เมื่อเห็นว่าเราคิดต่างกันไม่สามารถเข้าถึงความคิดกันได้ จึงต้องขอตัวออกไปจาก LINE ที่ให้ประโยชน์แก่คนที่มีเวลาว่างมากกว่ามีความสนใจอื่นใด ส่วนผมทุกนาทีมีค่าให้ใช้สอน เขียน วาดรูป ออกกำลังกาย ทำสวน และสมาคมกับเพื่อนบางคนที่เสริมปัญญาต่อกัน