Get Adobe Flash player

ใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

 

                วิชาการเขียน หรือ writing ที่สอนที่มหาวิทยาลัย มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาการใช้ภาษาของคนอเมริกันที่ไม่คุ้นเคยกับ Standard English หรือภาษาอังกฤษในระดับมาตรฐานที่ต่างจากภาษาพูดที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง อันเป็นอุปนิสัยการใช้ภาษาของคนอเมริกันในระดับหนึ่งที่ด้อยการศึกษา นอกจากจะเรียนการใช้ภาษาระดับมาตรฐานแล้ว ยังต้องฝึกคิดวิเคราะห์วิจัยที่เป็นเหตุเป็นผล  สร้างความกระจ่างที่เกี่ยวข้องและเรียงความต่อเนื่อง  ด้วยการใช้คำเชื่อมความหรือ transitions อาทิตย์นี้เรื่องที่ให้นักศึกษาเขียนคือ ให้นึกถึงสมัยเป็นเด็กนักเรียน มีเหตุการณ์ใดที่ทำให้ผิดหวังหรือไม่พอใจ และเหตุการณ์นั้นมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดอย่างไรที่ทำให้เปลี่ยนหรือปรับวิถีชีวิตไปบ้าง อันเป็นจุดประสงค์ของการเขียนซึ่งไม่ใช่แต่เพียงเล่าเรื่อง การเขียนที่ไม่มีจุดประสงค์ ก็เหมือนการพูดโดยไม่มีสาระ ไม่ได้อะไรจากการฟัง เรื่องหนึ่งที่ลูกศิษย์เขียนกันหลายคนคือ การพูดจาคุกคาม หรือ bully ได้เลือกบทความของนักศึกษาที่เป็น African American หรือคนอเมริกันผิวดำ การเขียนของเขา มีข้อบกพร่องที่นำมาเสนอ และอธิบายดังต่อไปนี้

•               When I was a young child around the age of 3 or 4 I noticed that I had developed a speech problem.

ข้อผิด

•               ใช้คำฟุ่มเฟือยที่ควรตัดออก เมื่อบอกอายุ ๓ หรือ ๔ ขวบ ก็แสดงว่า เป็น young child อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องบอกซ้ำ ควรตัดออกรวมทั้ง around the age of

ประโยคที่แก้ไข

When I was 3 or 4, I had developed a speech problem.

 

•               The reason I say that is because of my teacher Ms. Hunter. I remember her teaching the class The Pledge and once we all knew it as a class she started to call individually to stand in front of the class to recite it.

ข้อผิด

•               ประโยคนี้ใช้คำฟุ่มเฟือยที่ว่า I say that ซึ่งไม่จำเป็นต้องบอก การบอกความก็เป็นการ I say that

•               ใช้คำซ้ำซ้อนว่า The reason (I say that) is because คือ reason กับ because ซึ่งคนอเมริกันส่วนมาก แม้ว่าจะมีการศึกษา ทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าว หรือแม้แต่ประธานาธิบดี มักจะพูดว่า The reason is because ที่ควรพูดหรือเขียนคือ The reason is that หรือไม่ก็บอกเหตุไปเลยโดยไม่ต้องพูดหรือเขียน The reason

•               หากต้องการบอกชื่อของครู Ms. Hunter ให้ใช้ commas หน้าและหลังชื่อ ซึ่งเรียกว่า appositive หรือคำที่เรียกคำนำหน้า หรือ rename

•               ประโยคถัดไป I remember her teaching the class The Pledge . . . เกี่ยวข้องกับ Ms. Hunter แต่ความไม่สำคัญนัก สามารถย่นย่อได้ ด้วยการใช้ Participial Phrase ที่ทำหน้าที่เป็นวลีคุณศัพท์ว่า teaching the class The Pledge หรือจะเปลี่ยนเป็น Adjective Clause ว่า who taught the class The Pledge

•               and once we all knew it as a class เป็นความที่ไม่สำคัญและว่างเปล่า ควรตัดทิ้ง เหลือไว้แต่ started to call individually to stand in front of the class to recite it

ประโยคที่แก้ไข

My teacher, Ms. Hunter, who taught the class The Pledge started to call individually to stand in front of the class to recite it.

 

•               So this particular day it was my turn to go and in which I did do but out of nowhere I started to stutter really badly.

ข้อผิด

•               ไม่จำเป็นต้องใช้ So เพราะประโยคนี้ไม่ได้เป็นผล

•               ไม่จำเป็นต้องใช้ it เพราะซ้ำซ้อนกับ this particular day

•               กริยา to go กินความกว้างเกินที่จะเข้าใจ ควรเจาะจงด้วยการบอกว่า to recite the Pledge

•               ไม่จำเป็นต้องบอก in which I did do และ out of nowhere ให้ตัดออก

ประโยคที่แก้ไข

This particular day was my turn to recite the Pledge, but I started to stutter really badly.

 

•               It was a normal day getting bullied.

•               My social milieu (คนที่มีอิทธิพลรอบข้าง) remained brutal and unkind. But from this point forward my interiority began to get stronger and I learned to cope.

การพูดจาที่ส่ออกุศลเจตนาต่อผู้อื่น เช่น การคุกคาม (bully), การยุยงคนให้บาดหมาง (incitement), การพูดเหน็บแนม (sarcasm), การดูแคลน (insult) ล้วนมีจุดประสงค์ที่จะทำลายจิตหรืออารมณ์ผู้อื่น แต่หาก จะเข้าใจจุดประสงค์ของผู้พูด และวิเคราะห์นิสัยของเขา ให้เห็นชัดว่า เขาอาจเป็นคนที่ขาดสิ่งสำคัญต่อชีวิตหลายอย่าง เช่นไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต หรือการงาน หรือไร้คนรักคนสนใจ หรือ อะไรก็ตาม สิ่งที่เขาพูดจากอคติจิต ก็ไม่มีพิษสงอย่างใดเลย ทั้งอาจจะรู้สึกสงสารเขาก็ได้ และให้อภัยไป