Get Adobe Flash player

ใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง 51 โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

 

                “ทำไมคนอเมริกันถึงต้องเรียนภาษาอังกฤษครับ ดร.”                                                                       

คนถามเพราะไม่ทราบ และอาจไม่ได้คิดว่า คนไทยก็ควรต้องเรียนภาษาไทยด้วย ที่คิดเช่นนี้เพราะสังเกตุจากการเขียนของคนไทยบางคนที่เขียนอย่างพูด แม้จะเป็นภาษาเดียวกัน ภาษาเขียนก็ต่างจากภาษาพูด คนอเมริกัน Canadian, British, Australianหรือชาติอื่นๆที่ใช้ภาษาอังกฤษ เชื่อว่ามีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ภาษาพูดจะไม่เคร่งครัดในการสร้างรูปประโยคให้หลากหลายน่าอ่านมีสีสรร เห็นภาพ รู้รส กลิ่น ยินเสียง สร้างอารมณ์  การเลือกคำที่มีความหมายตรงและไม่เยิ่นเย้อ ซ้ำซ้อน การใช้ punctuation การสะกดคำ และทุกอย่างที่เกี่ยวกับไวยากรณ์ อย่างถูกต้อง

                นอกจากการใช้ภาษาให้ถูกต้องตามแนวภาษาเขียน การเรียงความก็เป็นเรื่องสำคัญในภาษาเขียน การเรียงความคือการถ่ายทอดความคิดที่มีทั้งการวิเคราะห์และอธิบายเนื้อความให้สมเหตุและผล ชัดเจน ไม่เบี่ยงเบนมีจุดประสงค์เด่นชัด เรียงถ้อยความเป็นระเบียบไม่วกเวียนวกวน

                คงจะเข้าใจได้ว่าทำไมคนอเมริกันต้องเรียนภาษาอังกฤษ และอาจเข้าใจพาดพิงไปถึงว่า คนไทยหลายคนก็ควรเรียนภาษาไทย  ดังเช่นตัวอย่างจากลูกศิษย์อเมริกันผิวขาวที่นำมาเสนอเป็นตัวอย่าง เรื่องที่ให้เขียนคือ “ผู้ที่ประสบผลสำเร็จในอาชีพไม่ว่จะเป็นศิลปิน นักการเมือง นักธุรกิจ ที่สร้างผลงานที่เป็นคุณประโยชน์ในสังคม แต่ชีวิตส่วนตัวมีพฤติกรรมที่ไม่อาจรับได้เช่น ไม่ซื่อตรงต่อคู่ชีวิต นิยมหมกมุ่นอยู่กับอบายมุขต่างๆ ไม่ซื่อตรง เราควรยกย่องความสำคัญและคำนึงถึงความสำเร็จในการงานของเขามากกว่าชีวิตส่วนตัว หรือไม่ในทางกลับกัน” ตัวอย่างที่นำมาเสนอเป็นประโยคที่ต้องแก้ไขความผิดพลาดต่างๆดังนี้

  • When someone achieves greatness in a certain field, they sometimes forget about their personal faults.

  • ข้อผิดคือ Antecedent-Pronoun Agreement หรือคำนามคำสรรพนามที่กล่าวครั้งแรก และที่คำสรรพนามต่อมากล่าวถึง จะต้องสอดคล้องกันทุกด้าน ในประโยคนี้ Antecedent คือ someone เป็นคำสรรพนามเอกพจน์ คำสรรพนามที่กล่าวถึงต่อมาคือ they เป็นคำสรรพนามพหูพจน์ ไม่สอดคล้องกัน ที่ถูกควรเป็น he or she และกริยาก็ต้องแปรรูปให้สอดคล้องด้วยคือ forgets  และคำคุณสรรพที่แสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive Adjective) their ก็ต้องเปลี่ยนตามให้สอดคล้องกันคือ his or her ที่ต้องใช้ทั้งสองเพศ เพราะ someone อาจเป็นได้ทั้งหญิงและชาย เป็นประโยคใหม่ว่า When someone achieves greatness in a certain field, he or she sometimes forgets about his or her personal faults.

  • Some examples of personal faults could be selfish, rude, attention seeking, etc.

    ข้อผิดคือ คำคุณศัพท์ที่ตามหลังกริยา be ทำให้เข้าใจไปว่า personal faults เป็น selfish, rude, attention seeking ซึ่งที่จริง เป็นตัวอย่างของ personal faults จึงควรใช้คำนามแทน คือ selfishness, rudeness, or attention seeking. และก็ไม่ควรใช้ etc. ส่วน attention seeking ซึ่งเป็น gerund ที่ใช้เป็นคำนามได้ เป็นประโยคใหม่ว่าSome examples of personal faults could be selfishness, rudeness, or attention seeking.

  • They only seem to care about their achievement.

    ข้อผิดคือ only มีสองหน้าที่ คือเป็น Adjective ประกอบคำนาม หรือ Adverb ขยายความให้คำกริยา, คำคุณศัพท์, หรือคำกริยาวิเศษณ์ ตามเนื้อความ only ควรขยายความให้คำนาม their achievement ไม่ใช่ประกอบคำกริยา seem จึงควรเขียนว่า They seem to care about onlytheir achievement.

  • Some people think that their personal faults are not important. I disagree. I think that personal faults are important.

    ข้อผิดคือ ทุกประโยคเกี่ยวข้องกัน ควรประสมกันได้ ตัดส่วนที่ซ้ำซ้อนออกไป และย้ำความสำคัญมากน้อยรวมกันเป็นประโยคเดียว ความที่สำคัญคือ personal faults are important ความอื่นๆไม่สำคัญนักจึงควรเปลี่ยนเป็นส่วนขยายหรือประกอบความโดยใช้ Adverb Clause วิธีการสร้าง Adverb Clause คือเลือกใช้คำสันทานที่เรียกว่า subordinating conjunction ตามความเกี่ยวเนื่องคือ ประโยคแรกเป็นข้อขัดแย้งกับประโยคสุดท้าย จึงใช้ Although (แม้ว่า) เป็นคำเชื่อม และแสดงความขัดแย้งด้วย ว่า Although some people think that their personal faults are not important,แล้วใช้ comma (,) ระหว่างกลาง ตามด้วยความสำคัญคือ I think that personal faults are important. โดยไม่ต้องบอก I disagree. ให้ฟุ่มเฟือย อีกประการ คนต่างชาติมักใช้ คำสันทาน but กับประโยคหลัก ซึ่งมีความหมายเดียวกับ although จึงซ้ำซ้อนกัน ประโยคที่สร้างใหม่คือAlthough some people think that their personal faults are not important,I think that personal faults are important.

ความคิดเห็นส่วนตัว

                Self-discipline เป็นการรู้จักรับผิดชอบตัวเองและสิ่งแวดล้อม ผู้รู้รับผิดชอบ พัฒนาตัวเองครอบครัว และสังคมให้ เป็นคุณประโยชน์ต่อทุกคน เป็นคุณสมบัติทางพฤติกรรม (behavioral quality)

                Self-esteem เป็นความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง โดยไม่คิดเปรียบเทียบหรือแข่งกับใคร เพราะมีความพอใจในความคิดและพฤติกรรมของตนเอง พร้อมที่จะพัฒนาตนเอง เพราะมีปัญญาและสติรอบคอบ หยั่งรู้และยอมรับความบกพร่องของตนที่ต้องแก้ไขหรือปรับปรุง เป็นคุณสมบัติทางสติปัญญา (mental quality)

                ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่จึงควรสร้างคุณสมบัติทั้งสองประการให้ลูกขึ้นพร้อมกัน เป็นฐานให้เขาสร้างต่อเมื่อเจริญวัยทั้งกายและปัญญา สังคมใดที่มีประชากรสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติทั้งสองประการ สังคมนั้นจะไร้คนที่ไม่อาจสร้างสรรค์ เพราะรู้แต่จะทำลายด้วยความเห็นตัวและด้วยจิตคิดชั่วร้าย ทำความเดือดร้อน และเป็นโซ่ล่ามหรือถ่วงความเจริญของสังคม สังคมใดที่มีประชากรที่มีคุณภาพ สังคมนั้นจะพัฒนาไม่หยุดยั้ง สร้างความผาสุขให้ประชากรไม่สิ้นสุด แต่คุณภาพของประชากรจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยพ่อแม่ที่มีคุณภาพเป็นการเริ่มต้นพัฒนาบุคคล