Get Adobe Flash player

ใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

               ฉบับก่อนได้เขียนถึงจิตรกรหญิงชาวแคลิฟอร์เนียที่ลือนามไปถึง Vatican, Rome, Belgium, Israel, Hong Kong, และประเทศอื่นๆในยุโรป จะด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ การพบกันระหว่างจิตรกรหญิงวัย ร่วม ๘๐ และผม เป็นมิตรภาพที่เกิดจากการเห็นคุณค่าและความสนใจต่อกัน และเมื่อสานต่อด้วยการที่คิดดีต่อกันสม่ำเสมอนมิตรสัมพันธุ์ย่อมยั่งยืน ผู้ที่ไม่เห็นความสำคัญของคุณค่าของคน ย่อมกระเสือกกระสนค้นหาเพื่อนที่ไม่จีรัง เมื่อ Ruth Mayer ได้อ่านบทความผม เธอตอบผมมาว่า

Dear Gordon:

Thank you for the kind article.  You are a beautiful writer. Your words just move smoothly like a painting of the mind.  Due to my daughter’s wedding on the 4th, I am just now getting caught up with my E-Mail.  I am so happy our paths crossed,

God’sBlessings go with you.

Your Artist Ruth Mayer

ปลื้มมากที่เธอชมการเขียนของผมที่ว่า “คำของคุณร้อยแก้วรื่นหูราวสีระบายจากปลายใจ”

               การเขียน ไม่ว่าจะเป็นภาษาใด นอกจากจะเป็นการถอดถ่ายความจากปัญญาหรืออารมณ์ด้วยคำ ยังเป็นการคำนึงถึงความละมุนละไมในถ้อยคำที่นำมาร้อยแก้ว เช่นเดียวกับที่จิตรกรประจงใช้สีสร้างถาพให้ตราตรึงใจเพราะความที่เห็นค่าของภาษามนุษย์ผู้มีปัญญาเหนือสัตว์โลกใดๆ จึงฝักใฝ่ศึกษาภาษาทั้งไทยและอังกฤษ เมื่อยังเยาว์ มีโอกาสได้ฝึกฝนการสนทนากับเพื่อนอเมริกัน และเมื่อเรียนภาษาอังกฤษ ก็รู้สึกชอบภาษาอังกฤษมากขึ้น แม้ว่าหลักไวยากรณ์จะซับซ้อน แต่ก็ไม่เกินปัญญาที่จะเข้าใจและจดจำเมื่อเลือกภาษาอังกฤษเป็นวิชาเอกในระดับปริญญาตรี โท และเอก ความรู้ทางภาษาอังกฤษสถิตในปัญญาเคียงข้างภาษาไทยไม่ปานกัน และทำให้เข้าใจในปัญหาการเรียนภาษาอังกฤษของคนไทยได้ ไม่น้อยไปกว่าความเข้าใจในปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของคนอเมริกันที่ต่างกัน

               ปัญหาอย่างหนึ่งของคนไทยคือ การรแสดงกาลเวลาในกริยา เพราะกริยาไทย มีกาลแสดงไม่มากคือ อดีตการที่อาศัยคำประกอบบอกกาลในอดีต โดยไม่ต้องแปรรูปกริยา เช่น “เมื่อวานนี้” yesterday, “ที่ผ่านมา” หรือ “ก่อน”ago เช่น three days ago แต่กริยาภาษาอังกฤษจะเปลี่ยนรูปเป็นอดีตกาล กริยามีสองประเภทคือ Regular Verb และ Irregular Verb

               Regular Verb เป็นกริยาที่มีรูปอดีตกาล(Past Tense) ด้วยการเติม –edที่ท้ายคำ แต่มีกฏการสะกดคำอยู่บ้างดังนี้

  1. กริยาที่สะกดด้วยอักษรสระหนึ่งตัว และอักษรพยัญชนะหนึ่งตัว ให้เพิ่มพยัญชนะตัวสุดท้ายก่อนเติม

-ed เช่น shop เป็น shopped, stop เป็น stopped, clog เป็น clogged, trip เป็น tripped

  1. มีอักษรกึ่งพยัญชนะและกึ่งสระสองตัว เรียกว่า Semi vowelsคือ y, และ w คือจะเป็นพยัญชนะหากนำหน้าสระ เช่น yell(เยล), yawn (ยอน), yield (ยีลด์) สังเกตุว่า ทุกคำออกเสียงพยัญชนะ “ย” ซึ่งเป็นเสียงพยัญชนะwonder (วันเดอร์), wait (เวท), weave (วีฟ), wonder (วันเดอร์) ทุกคำออกเสียงพยัญชะ “ว” แต่ถ้าตามหลังสระ ก็จะเป็นสระตาม เช่น stay (สเต), play (เพล), allow (อะลาว), flow (โฟล)เมื่อเปลี่ยนเป็น Past Tense ให้เติม –ed ที่ท้ายคำโดยไม่ต้องเพิ่มพยัญชนะ คือ stayed, played, allowed, flowed
  2. กริยาที่มีสองพยางค์ พยางค์ที่สองประกอบด้วยสระหนึ่งตัว พยัญชะหนึ่งตัว หากเสียงหนักอยู่ที่พยางค์หลังจะไม่ตามกฏข้อ ๑ เช่น allow(อะลาว) เป็น allowed, obey (โอเบ)เป็น obeyed, betrayเป็น betrayed
  3. กริยาที่มีหลายพยางค์ และพยางค์แรก ออกเสียงหนักกว่าพยางค์หลังที่สะกดด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็นiedเช่น study เป็น studied, occupy เป็น occupied, worry เป็น worriedถ้าพยางค์หลังออกเสียงหนัก ก็จะไม่เปลี่ยน y ให้เติม –edได้เลย เช่น delayเป็น delayed, satisfyเป็น satisfied

Irregular Verbเป็นกริยาที่แปรรูปเป็นอดีตหรือ Past Tense โดยไม่มีกฏ มีรูปต่างๆจำเป็นต้องจดจำเอา แต่ก็มีลักษณะต่างๆที่จำแนกได้บ้าง เช่น

  • กลุ่มที่ไม่เปลี่ยนรูป เช่น cut เป็น cut, bet เป็น bet, beat เป็น beat, let เป็น let
  • กลุ่มที่สะกดด้วย –ought เช่น buy เป็น bought, bring เป็น brought, think เป็น thought
  • กลุ่มที่สะกดด้วย –aught เช่น catch เป็น caught, teach เป็น taught
  • กลุ่มที่สะกดด้วย –eptเช่น keep เป็น kept, creep เป็น crept, sleep เป็น slept
  • กลุ่มที่สะกดด้วย –ewเช่น fly เป็น flew, throw เป็น threw, draw เป็น drew
  • กลุ่มที่สะกดด้วย –entเช่น bend เป็น bent, spend เป็น spent, lend เป็น lent
  • กลุ่มที่สะกดด้วย –angเช่น sing เป็น sang, ring เป็น rang

การใช้อดีตกาล หรือ Past Tense

           ใช้อดีตกาล หรือ Past Tenseเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้ว ไม่มีการต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน มักจะมีคำแสดงเวลาประกอบด้วย เช่น ago, lastดังตัวอย่างว่า

           Malee studied English in Thailand before coming to California.

           She went to school in Chonburi four years ago.

           Two years later, she moved to Bangkok.

           She told me that she wanted to find a job in Bangkok.

           การสร้างประโยคคำถามกับกริยาทั่วไปที่ไม่ใช้กริยา To Be (was, were) เป็นกริยาหลัก ให้ใช้กริยา To Do (Did) ช่วยสร้างคำถาม ส่วนกริยาหลักจะเปลี่ยนเป็นรูปปกติแบบ Present เช่น

           Did you like the movie last night?

           Did I ever tell you that you couldn’t use this room?

           ถ้ากริยาหลักเป็นTo Be (was, were) ให้ใช้กริยานั้นสร้างคำถามได้เลย เช่น

           Was she absent from school the day before yesterday (two days ago)?

           Were you able to find work in the US last year?

ประโยคปฏิเสธ จะใช้ didn’t กับกริยาทั่วไปที่เป็นรูปปกติแบบPresent เช่น

           I didn’t see anyone at your house yesterday.

           We didn’t have a good time in China when we went there five years ago.

ถ้าจะบอกถึงข้อสมมุติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน และผลในอนาคตก็ไม่เป็นจริง กริยาในข้อสมมุติจะเป็น Past Tense  และกริยาที่ไม่เป็นจริงในอนาคต จะใช้ would นำ เช่น

           If you had a million dollars, what would you do?

ถ้าการสมมุติที่ใช้กริยา wish ผลการสมมุติที่เป็นกริยา To Be จะใช้ were รูปเดียวกับทุกบุคคล

           I wish I were a millionaire.

เรื่อง English Tense ยังมีอีกมาก จะนำมาเสนอต่อในฉบับหน้า