Get Adobe Flash player

เที่ยวไทยไปกับ ดร. การุณ ตอน ๑๓ โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

                ๖ โมงเช้าวันที่ ๒๔ ธันวาคม หลังอาหารเช้าง่ายๆที่โรงแรมเราพร้อมที่จะเข้ารายการที่น้องสาวคนเดียวจัดไว้สองอย่างที่จังหวัดอุดรธานีก่อนเดินทางกลับกรุงเทพเวลา ๑๗ น. แห่งแรกคือ หนองหาน บึงบัวแดงก่อนอื่น เราควรรู้จักจังหวัดนี้เสียก่อนจากวิกีพีเดียมีความว่า

จังหวัดอุดรธานี เป็นจังหวัดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ... อุดรธานีได้รับการสถาปนาให้เป็นเมืองสำคัญของหัวเมืองฝ่ายเหนืออย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 4 ปี พ.ศ. 2436 โดยพลตรี พระเจ้าบรมวรวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เกิดจากการรวมกันของหัวเมืองฝ่ายเหนือ คือ เมืองกุมภวาปี เมืองหนองหาน เมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน และบ้านเดื่อหมากแข้ง อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 564 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 11,730 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 7,331,438.75 ไร่) อันดับที่ 4 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังมีแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศและของโลก มีสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ จังหวัดอุดรธานีเคยเป็นที่ตั้งของมณฑลอุดรในสมัยรัตนโกสินทร์ มีอาณาเขตปกครองกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ ปัจจุบันอุดรธานีเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทั้งอากาศและทางถนนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นศูนย์กลางหน่วยงานราชการและด้านเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมทั้งมีศูนย์ประชุมและวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนด้วย

รายการเริ่มด้วยหนองหาน มาถึงท่าเรือ ชำระค่าเหมาเรือ  ๑ ชั่วโมง ๕๐๐ บาทเรือไม่ติดเครื่องรบกวนเสียงและสัตว์น้ำ ค่อยๆเคลื่อนด้วยไม้ยาวถ่อไปในน้ำนิ่งใส ไม่นานก็มาเราได้สัมผัสบัวแดงทั้งตูมและบานสุดตาดังพรมแดงจรดม่านฟ้าสีอ่อนปนเทา ปุยเมฆขาวเป็นหย่อมพอให้ร่มบนผิวน้ำได้บ้าง เห็น นกปากห่าง นกคู้ต นกอีโก้ง นกแซงแซวร่อนลงหาปลาบ้างอยู่บนหย่อมหญ้าริมหนองหาอาหารตามสัญชาติญานการอยู่รอด ส่วนเราสำราญกับลมโชย ชมบัวแดงหรือ สัตตบรรณ นานๆทีจะเห็นบัวปทุมสีชมพู บัวเศวตอุบล หรือ โกมุท สีขาวบริสุทธิ์                เพียงครึ่งชั่วโมงก็พอเพียงกับการชมบัวแดงที่ธรรมสร้างได้อย่างละลานตา ขึ้นฝั่งมาถ่ายภาพหน้าป้ายใหญ่มีภาษาอังกฤษบอกหนองหานว่าเป็น One of the World Strangest Lakes พลางคิดว่าน่าจะเขียนว่า One of the World Most Unique lakes เพราะไม่ใช่ทะเลสาบ “ประหลาด”  แต่เป็นทะเลสาบที่ “โดดเด่น” มากกว่า ตามข้อมูลจากwww.jobmarket.co.th/travel/travelว่า

หนองหานเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของ จ. อุดรธานี  มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 2 หมื่นไร่ หรือราว 300 เท่าของสนามหลวง กินพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัด คือ อ. กุมภวาปี อ. หนองหาน อ. ประจักษ์ศิลปาคม และ อ. กู่แก้ว  รอบหนองหานมีหมู่บ้านรายล้อมกว่า 60 หมู่บ้าน หนองหานจึงเป็นที่หาอยู่หากินของชาวบ้าน และที่สำคัญคือเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำปาว ลำน้ำสำคัญที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนใน จ. อุดรธานี และไกลไปถึงคนปลายน้ำที่ อ. กมลาไสย จ. กาฬสินธุ์     หนองหานยังเกี่ยวโยงกับตำนานพื้นบ้าน ผาแดง-นางไอ่ ที่คนอุดรธานีรวมทั้งคนอีสานรู้จักกันเป็นอย่างดี คนอุดรโดยเฉพาะคนรอบหนองหานคุ้นเคยกับตำนาน ผาแดง-นางไอ่ รวมไปถึงพญานาค อันเป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้เกิดหนองหาน

เรื่องมีอยู่ว่า นางไอ่ ธิดาของเจ้าเมืองขอม เป็นผู้มีสิริโฉมงดงามเป็นที่หมายปองของเจ้าชายเมืองต่างๆ  ครั้งหนึ่งบ้านเมืองเกิดความแห้งแล้ง เจ้าเมืองขอมจึงจัดให้มีการแข่งขันจุดบั้งไฟเพื่อขอฝนจากพญาแถนผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าฝน  หากบั้งไฟของใครขึ้นสูงที่สุด พระองค์จะยกธิดาให้  ในการแข่งขันนั้นมีเจ้าชายมาร่วมหลายเมือง รวมถึงท้าวภังคี โอรสของท้าวนาคราชในนครบาดาล ที่ปลอมตัวเป็นมนุษย์  ในที่สุดผู้ชนะก็คือท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพง  ท้าวภังคีโอรสของท้าวนาคราชไม่พอใจผลการแข่งขัน จึงปลอมตัวเป็นกระรอกเผือกเข้ามาในสวนดอกไม้ของนางไอ่  นางไอ่ซึ่งเกิดนึกอยากกินเนื้อกระรอกเผือกก็สั่งให้นายพรานไปยิงกระรอกเผือกตัวนั้นมา  ท้าวภังคีหรือกระรอกนั้นไม่พ้นเงื้อมมือนายพราน ก่อนตายท้าวภังคีได้อธิษฐานว่า ใครที่กินเนื้อของตนขอให้จมน้ำตายในบาดาล  เมื่อนางไอ่นำเนื้อกระรอกเผือกมาปรุงอาหารและแจกจ่ายไปทั่วเมือง ในคืนนั้นก็เกิดพายุฝน แผ่นดินไหว น้ำท่วมพัดพาผู้คนลงสู่ท้องบาดาล

ฝ่ายท้าวนาคราชซึ่งพิโรธที่โอรสถูกฆ่าตาย จึงพานาคจากเมืองบาดาลมาอาละวาดถล่มเมืองขอมจนพินาศสิ้น ท้าวผาแดงเห็นดังนั้นก็พานางไอ่ควบม้าหนีไปได้ทางทิศเหนือ  ส่วนวิญญาณของท้าวภังคีก็วนเวียนมาทวงความแค้นกับท้าวผาแดงและนางไอ่ตลอดทุกชาติ           บริเวณเมืองขอมที่พวกนาคถล่มจนจมลงสู่บาดาลได้กลายเป็นหนองหาน  เพื่อเป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณชาวเมืองขอมผู้ประสบเคราะห์กรรมในครั้งนั้น ประชาชนรอบหนองหานจึงสร้างเจดีย์ วัด และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น คือพระธาตุต่างๆ ที่ตั้งอยู่ใน อ. กุมภวาปี อันได้แก่ พระธาตุดอนแก้ว พระมหาธาตุเจดีย์ และศาลท้าวผาแดง ใน ต. กุมภวาปี  พระธาตุดอยหลวง ต. พันดอน  พระธาตุบ้านเดียม ต. เชียงแหว  และพระธาตุจอมศรี ต. แชแล

                ได้เวลาอาหารเที่ยง น้องพาไปร้านอาหารบนถนนเก่า ตรงเข้าไปหลังร้าน เป็นลานเล็กๆโต๊ะว่างเป็นส่วนตัว อาหารที่สั่งมีสลัดและอื่นๆน่ากินทั้งนั้น ที่น่าอุ่นใจคือการอยู่ใกล้ชิดกับน้องสาวที่มีอยู่คนเดียวมาแต่เล็ก และยังมีหลานสาวสองคนที่ใส่ใจดูแลลุงป้ากับตายายให้รู้สึกรักและผูกพัน

                หลังอาหาร รายการที่สองคือ “บ้านเชียง” ที่มีประวัติน่าสนใจ จะนำมาเสนอฉบับหน้า