Get Adobe Flash player

เที่ยวไทยไปกับ ดร. การุณ ตอน ๑๔ โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

                นอกจากบึงบัวแดง ที่อำเภอหนองหาน ยังมีที่ที่น่าชม ไม่ใช่เพราะความสวยงามตามธรรมชาติสร้าง แต่เพราะความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่นักโบราณคดีและวิจัยชาวไทย และต่างชาติได้พบร่องรอยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ที่ตั้งถิ่นฐานถาวรสร้างครอบครัว พัฒนาการดำรงชีวิต และมีความคิดสร้างวัฒนธรรมเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีก่อน ที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี มีเนื้อที่ประมาณ ๔๐๐ ไร่การพบร่องรอยมนุษย์ที่บ้านเชียงเปิดประเด็นต้นกำเนิดของชาวไทยว่าจะเป็นที่บ้านเชียง หรือที่อำเภอเสฉวนประเทศจีนตอนใต้ดังที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เท็จจริงเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครยืนยันได้ จึงได้เพียงไปชมร่องรอยของมนุษย์เมื่อ ๕,๐๐๐ กว่าปีก่อนว่าสามารถดำรงชีวิตและสร้างเผ่าพงษ์กันอย่างไรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยในปัจจุบันเป็นเวลายาวนานกันอย่างไร ปัจจุบันชาวบ้านเชียงมีเชื้อสายลาวพวนที่อพยพมาจากแขวงเชียงขวางประเทศลาวเมื่อ ๒๐๐ ปีมาแล้ว

                จ๋ำ หลานสาว ขับรถไปตามเส้นทางหมายเลข ๒๒ อุดรธานี-สกลนคร ตรงกิโลเมตรที่ 50 ก็จะถึงปากทางเข้าบ้านปูลู มีป้ายบอกทางไปพิพิธภัณฑ์ทางด้านซ้ายมือ เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2225 ไปประมาณ 6 กิโลเมตร ก็ถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง      เมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีก่อน ผมพาดร.ชวนชื่นมาบ้านเชียง สมัยนั้นบ้านเชียงยังไม่ได้พัฒนา เราเดินชมหลุมที่ฝังร่องรอยมนุษย์ อุปกรณ์การดำเนินชีวิต และโครงกระดูกอยู่เป็นหย่อมๆ ปัจจุบันหลังจากที่องค์กรยูเนสโกของสหประชาชาติยอมรับขึ้นบัญชีแหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียงไว้เป็นแห่งหนึ่งในบรรดามรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕  จึงได้สร้างเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง ติดเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย หลุมฝังยังดูเหมือนเดิม มีการสร้างหมู่บ้านจำลองไว้ในตู้กระจก แสดงความเป็นอยู่ ตามการวิจัยของนักโบราณคดีจากร่องรอย เครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผา โครงกระดูกคนและสัตว์เลี้ยงเช่นควาย ที่แสดงถึงการรู้จักทำเกษตรกรรม  ส่วนภาชนะเครื่องปั้นดินเผา จัดไว้เป็นหมวดหมู่อยู่ในตู้กระจก มีข้อมูลบอกศิลปะเครื่องปั้นดินเผาที่แบ่งออกเป็น ๓ ยุค ดังนี้

1.             ภาชนะดินเผาสมัยต้น อายุ 5,600-3,000 ปี มีลายเชือกทาบ ซึ่งคาดกันว่าเป็นปอกัญชา ทั้งยังมีลายขูดขีด และมีการเขียนสีบ่า โดยพบวางคู่กับโครงกระดูก บางใบใช้บรรจุศพเด็กด้วย

2.             ภาชนะดินเผาสมัยกลาง อายุ 3,000 ปี-2,300 ปี สมัยนี้เป็นสมัยที่เริ่มมีการขีดทาสีแดงแล้ว

3.             ภาชนะดินเผาสมัยปลาย อายุ 2,300 ปี-1,800 ปี เป็นยุคที่มีลวดลายที่สวยงามที่สุด ลวดลายพิสดาร สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมที่สงบสุข ก่อนที่จะกลายมาเป็นการเคลือบน้ำโคลนสีแดงขัดมัน

นอกจากเครื่องปั้นดินเผา  ชาวบ้านเชียงโบราณนิยมทำเครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องประดับจากสำริดในระยะแรก ก่อนที่จะได้รู้จักใช้การใช้เหล็ก ชาวพอลินีเซียมีหลักฐานว่านิยมใช้สำริดเช่นกัน ใช้ทำเป็น กลอง

(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

                จากการสำรวจบ้านเชียง พบว่ามนุษย์บ้านเชียงเริ่มใช้สำริดราว ๔๐๐๐ มาแล้ว การทำสำริดของคนบ้านเชียงใช้ทองแดง และดีบุก ที่สันนิษฐานว่านำมาจากแหล่งอื่นเพราะที่บ้านเชียงไม่มีการถลุงแร่เหล่านี้ จึงเชื่อว่าจากแหล่งอื่นๆที่ค้นพบซากกระดูกและวัตถุที่บ้านโนนกทา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น บ้านตอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี และที่อื่นๆ มีมนุษย์เริ่มสร้างถิ่นฐานและแลกเปลี่ยนค้าขายกับชุมชนข้างเคียง การทำวัตถุสำริดใช้เบ้าดินเผาสำหรับหลอมโลหะ และแม่พิมพ์หินทรายสำหรับหล่อโลหะ วัตถุสำริดที่ขุดพบมี ใบหอก หัวขวาน ลูกศร กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า ลักษณะเป็นลูกกระพรวน ปัจจุบันสำริดเหล่านี้มีคราบสีเขียว เพราะเป็นโลหะผสมที่มีอัตราส่วนของทองแดงเป็นจำนวนมาก เป็นกระบวนการออกซิไดซ์ หรือ Oxidizations

(ข้อมูลจาก หน้าบ้านจอมยุทธ)

                ชมจนสมใจ ได้เวลาไปสนามบินกระเป๋าเตรียมไว้ในรถแล้ว ไม่ต้องกลับไปโรงแรม ตรงไปสนามบิน คืนรถ แล้วนั่งรอเครื่องเวลา ๑๗ น. เครื่องเข้าสนามบินดอนเมืองเวลา ๑๘.๓๕ น. น้องส่งเราเข้าโรงแรม The Emerald มีแจกันดอกไม้สวยในห้องนอนและห้องน้ำ อาบน้ำแต่งกายลงมากินอาหารเย็นที่โรงแรม แล้วพักสบาย รายการเที่ยวอยุธยาตามมากระชั้นชิด ขอให้ผู้อ่านติดตามเรื่องราวและเกร็ดประวัติศาสตร์ของเมืองหลวงเก่าของไทยต่อไป