Get Adobe Flash player

เที่ยวไทยไปกับ ดร. การุณ ตอน ๑๕ โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

    ก่อนนี้ เคยได้ยินคำว่า” อโยธยา” และคิดว่าเป็นชื่อเรียก “อยุธยา”อีกชื่อในสมัยที่ยังเป็น กรุงศรีอยุธยา เมื่อมาอ่านเรื่องราวของ อโยธยา จากวิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี จึงได้ทราบว่า อโยธยาและอยุธยาอยู่กันคนละประเทศ

อโยธยา (เทวนาครี: अयोध्या, อูรดู: ایودھیا) เป็นเมืองเก่าแก่ในประเทศอินเดีย อยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ชาวฮินดูเชื่อว่าพระรามเคยครองราชย์ที่เมืองนี้ อโยธยาตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสรยุ ทุกปีในเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นเดือนประสูติของพระรามและเดือนธันวาคมซึ่งเป็นเดือนที่พระรามอภิเษกกับนางสีดาจะมีชาวฮินดูมาแสวงบุญที่อโยธยา

วันที่ ๒๖ ธันวาคม หลานสาว ธัญสินี มารับไปอยุธยา และแวะรับคุณป้าสมศรี พี่สาวของดร.ชวนชื่น ค้างหนึ่งคืน หลานได้จองห้องสองห้องที่โรงแรมริมแม่น้ำให้เราไว้แล้ว เราแวะซื้อกาแฟ และนำ pastry จากโรงแรมเป็นอาหารเช้า ไม่นานก็เข้าเมืองอยุธยา แวะไปชมห้องของหลานในลักษณะ studio ห้องเดียวที่รวมทุกอย่างไว้พอเพียงกับชีวิตอิสระ เธอซื้อไว้รอท่าการอยู่ถาวรร่วมกับเพื่อนบ้านวัยเกษียณในบริเวณ “บุศยานิเวศน์” เพื่อนบ้านเกื้อกูลต่อกัน ซื้ออาหารใส่ถุงแขวนไว้หน้าห้อง อาคารเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อยมีสนามหญ้าเรียบและไม้พันธุ์ให้ดอกสีต่างๆ ด้านหลังห้องมีหนองน้ำใหญ่กั้นเขตทุ่งนาเขียวสดใส น่าอยู่ได้สบายและสงบ คุณบุศยา ผู้คิดก่อสร้างนิคมคนชราแห่งนี้ดูสง่างามมีบุญเป็นฐานชีวิตน่าเลื่อมใส เธอพาไปพบคุณอุษา เพื่อนบ้านที่รอต้อนรับเราอยู่ เพื่อจะได้พาไปชมเมืองกันทั้งวัน เราแวะกินอาหารกลางวันที่คุณอุดมลักษณ์เพื่อนเก่าอดีตเจ้าของร้านอาหารไทยราชาเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน เตรียมไว้ต้อนรับด้วยอาหารโปรดหลายอย่าง

จากนั้นพากันไปชมพิพิธภัณฑ์ที่คุณอุษาประสานงานกับเจ้าหน้าที่ให้ความรู้แก่เราด้วยอัธยาศัยงามผมหาข้อมูลจากวิกีพีเดียมาเสริมให้กระจ่างมากขึ้นดังนี้

อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของชนชาติไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วง พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2310 มีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจหรือราชธานี อาณาจักรอยุธยานับว่าเจริญรุ่งเรืองจนอาจถือได้ว่าเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคสุวรรณภูมิ ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ เช่น จีน เวียตนาม อินเดีย ญี่ปุ่น เปอร์เซีย รวมทั้งชาติตะวันตกเช่น โปรตุเกส สเปน ดัตช์ (ฮอลันดา) และฝรั่งเศส ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเคยสามารถขยายอาณาเขคประเทศราชถึงรัฐฉานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม และคาบสมุทรมลายูในปัจจุบัน

การที่กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับนานาชาติ อิทธิพลจากประเทศต่างๆก็ตามคนของเขาเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา นำวิธีการประกอบอาหารให้ชาววังอยุธยาได้ดัดแปลงเป็นอาหารไทย เช่นการใช้มะพร้าวทำน้ำมัน และกะทิ อาหารชาววังสมัยนั้นนิยม “หนอนกะทิ” โดยการเอาหนอนที่กินกะทิในต้นมะพร้าวมาทอด การทำน้ำพริกกะปิ และยังมีอิทธิพลจากจีน ญี่ปุ่น โปรตุเกส ในสมัยสมัยพระนารายณ์มหาราช การศึกษา การแพทย์ การนำแท่นพิมพ์เครื่องแรกมาในสมัยพระนารายณ์มหาราช ตรงกับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ฝรั่งเศส พร้อมกับนำศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ด้านการทหารมีการซื้อปืนจากฮอลันดา (Holland) สมัยพระนเรศวรมหาราช อาคารที่ฮอลันดาสร้าง ไทยเรียกว่า “ตึกวิลันดา” วิศวกรฝรั่งเศสออกแบบสร้างป้อมปราการ เช่นป้อมวิไชยประสิทธิ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และภาษา คำไทยเพิ่มมากขึ้นจากการยืมคำของภาษาต่างชาติ แล้วปรับเสียงให้เข้าสำเนียงไทย เรียกว่า loaned words เช่น “กุหลาบ” ยืมมาจากภาษาเปอร์เซียว่า “กุล้อบ หรือคำว่า “บาทหลวง” ก็มาจากภาษา โปรตุเกส padre (ปาเดร)

เรียบเรียงจากข้อมูล “Pantip.com”

    เมื่อเสร็จสิ้นการชมพิพิธภัณฑ์ ใกล้เวลา ๑๖ น.ไปชมการแสดงที่ลานในอุทยานประวัติศาสตร์ เรียงรายด้วยตลาดย้อนยุค สินค้า Otop อาหารไทยโบราณ ปลายลานเป็นเวทีการแสดง “ละครนอก” ที่ใช้ผู้ชายล้วนสมัยอยุธยา “ละครตลาด” แนวตลกใช้ภาษาตลาด เป็นละครพี้นบ้านเช่น ไกรทอง สังข์ทอง ขุนช้างขุนแผน แก้วหน้าม้า อีกด้านตรงข้ามริมคลองมีอัฒจันทร์สูงประมาณ ๑๐ ชั้น เห็นเจดีย์ใหญ่หลังกำแพงเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงแสงสีเสียง “ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก” ผมแยกไปซื้อบัตรเข้าชม ๕ ใบ ใบละ ๒๐๐ บาท ส่วนคุณต้อย และหลานไปแลก“เงินพดด้วง” ซื้ออาหาร เรานั่งกินอาหารไทย ขนมไทย กาแฟโบราญ หน้าเวทีการแสดง “ละครตลาด” แต่จดจ่อต่อการสนทนากันเอง แล้วเข้าชมการแสดงแสงสีเสียง ตระการตาด้วยฉากรัก ฉากรบกับพม่า ฉากยุทธหัตถี ใช้ช้างหลายเชือก พลทหารหลายร้อย เสียงปืนใหญ่ เสียงดาบกระทบเป็นเปลวไฟกระพริบ เสียงโห่ร้อง ระคนเสียงดนตรีประกอบแผ่กระจายจากลำโพงรอบสนาม ตื่นตา ตื่นใจ ไม่หยุดนิ่ง จนวินาทีสุดท้าย ที่ทุกอย่างสงบเงียบหลังพลุกระจ่างท้องฟ้าแข่งรัศมีดวงจันทร์เต็มดวง หลังเจดีย์ที่ยังคงรูป

    แล้วเข้าที่พักที่ ธัญสินี หลานที่รักของดร.ชวนชื่น ตั้งใจจัดให้โดยไม่ยอมให้เราช่วยเหลือ ด้วยความกตัญญูที่เราเกื้อกูลต่อกันมาตลอด สืบสานความผูกพันต่อกัน เป็นพลังแห่งความรักที่ฝักใฝ่ต่อการคิดและกระทำแต่สิ่งดีงาม